คำนิยม วาระตีพิมพ์ครั้งแรก


คำนิยมจากผู้ร่วมตรวจชำระต้นฉบับของเนื้อหาในหนังสือกึ่งคอร์สออนไลน์นี้ เมื่อครั้งเผยแพร่เป็นหนังสือ "เขียนเยียวยาชีวิต" เมื่อปี พ.ศ. 2557


"ถ้าให้คิดเลขในใจว่า 578 คูณ 962 ได้ผลลัพธ์เท่ากับเท่าไรคงมีไม่กี่คนที่คิดออก แต่ถ้าให้ปากกากับกระดาษทดสักแผ่นกับเวลาเล็กน้อย (ไม่เกิน1 นาที หรืออาจจะแค่ไม่กี่วินาที ลองดูได้ครับ) หลายคนๆคงจะตอบได้สบายๆ ว่าเท่ากับ 556,036

ชีวิตของเราทุกคนเจอกับอะไรมากมายซับซ้อนกว่าโจทย์เลข 3 หลักนี้เยอะ หลายคนมีปัญหาชีวิตที่ทำให้กลัดกลุ้ม ไม่ว่าจะพยายามคิดหาทางออกยังไงก็คิดไม่ออก วกวนสับสน บางคนมีชีวิตที่ดูเหมือนมีพร้อมทุกอย่างแต่ในใจลึกๆ กลับมีความรู้สึกขาดอะไรบางอย่างแต่ก็ไม่รู้ว่าขาดอะไร ชีวิตของเราจะง่ายขึ้นเยอะเช่นกันหากเรามีกระดาษทดชีวิตดีๆ สักแผ่น หรือ สักเล่ม เราจะเห็นอะไรชัดขึ้น คิดอะไรตก เราจะสามารถแก้ปัญหาหรือทำอะไรอีกหลายๆอย่างที่เราเคยคิดว่าทำไม่ได้

เรื่องที่ผมรู้สึกว่าโชคดีมากที่สุดในชีวิตเรื่องหนึ่งคือการที่ผมได้เข้ามาเรียนคอร์ส เขียน=ค้นพบตัวเอง (ชื่อ "เขียนค้นตน" ในปัจจุบัน) กับคุณโอเล่โดยบังเอิญ เมื่อต้นปี 2557 ที่ผ่านมา ปีใหม่ของปี 2557 ไม่ใช่เป็นแค่ปีใหม่ตามปฏิทิน แต่เป็นปีใหม่ของชีวิตผมจริงๆ เมื่อผมได้เริ่มมา รู้จักตัวเอง

ผมเชื่อว่าหลายๆ คนอาจะคล้ายๆ ผมที่ศึกษาหรือใช้เวลาไปกับเรื่องต่างๆ รอบตัวแต่ลืมที่จะให้เวลากับการรู้จักตัวเอง 

ในบรรดาหนังสือที่เราอ่านผมคิดว่าไม่มีหนังสือเล่มไหนที่ถูกเขียนขึ้นมาเพื่อตอบคำถามของชีวิตเราคนใดคนหนึ่งโดยเฉพาะ ไม่มีแผนที่ชีวิตฉบับพิเศษที่ทำขึ้นมาเพื่อเราคนเดียว หนังสือหรือแผนที่เล่มนั้นเราต้องเขียนขึ้นมาเอง

ผมดีใจที่ได้ยินจากคุณโอเล่ว่าจะพิมพ์หนังสือเล่มนี้ออกจำหน่าย ดีใจที่ความรู้เทคนิคการเเขียนเพื่อเข้าใจตนเองจะออกไปสู่วงที่กว้างขึ้นในสังคม ผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านจะได้ประโยชน์กับตัวเองอย่างคาดไม่ถึง หลังจากที่ได้อ่านและได้เขียนบันทึกตอบคำถามที่คุณโอเล่ถ่ายทอดและแบ่งปันไว้ให้ในหนังสือเล่มนี้แล้ว

ผมส่งใจช่วยนะครับ ซื้อสมุดโน้ตซักเล่ม คว้าปากกาซักด้าม แล้วเริ่มเลยครับ"

--- คุณฉัตร ฉัตรชัยสุชา


"หลังจากใช้เวลาอยู่กับเรื่องราวที่ปรากฎเป็นตัวหนังสือของคนชื่อโอเล่อยู่นานวัน ความรู้สึกแรกที่เกิดขึ้นขณะได้อ่านคือ "ความทุกข์นี้ลึกซึ้ง และละเอียดคมชัดนะ" หากชีวิตของโอเล่มีความสุขเป็นส่วนใหญ่ หลายสิ่งได้ดังใจและมักสมปรารถนา อาจไม่สามารถพบความจริงของชีวิตได้ลึกซึงและคมชัดเท่านี้  พี่นึกถึงคำพูดของ อ.กำพล ทองบุญนุ่ม ที่มักเอามาใช้ประโลมใจตัวเองเสมอว่า "ความสุขเหมือนคนที่เรารัก ความทุกข์เหมือนคนที่รักเรา" เมื่อรักเราจึงหมั่นแวะเวียนมาถามไถ่ เยี่ยมเยียนเราเสมอ แต่เราจะเห็นคุณค่าของความรักนั้นเพียงใดเท่านั้นเอง

บทความที่โอเล่เขียน มีเสน่ห์ตรงที่มันเป็นเรื่องจริงของคนจริงๆ ที่มีเลือดเนื้อ มีชีวิตและความรู้สึก ไม่ใช่เรื่องราวของวีรบุรุษ ฮีโร่ ประวัติบุคคลสำคัญ ที่ชาตินี้ไม่มีวันจะเอื้อมไปถึงรวมไปถึงชาติหน้าด้วย  แต่เป็นหัวใจของคนธรรมดาๆ ที่ได้รู้สึก ได้เจ็บปวด ได้ตีอกชกหัว โทษทัณฑ์ตัวเองและทุกอย่างในโลก เพื่อที่จะก้าวผ่านมันมาแม้จะด้วยความยากลำบากนานา ยิ่งยากก็ยิ่งได้โอกาสเห็นตามจริง โอกาสนี้ต้องเอาชีวิตทั้งหมดเข้าแลก เพื่อที่จะกลั่นออกมาเป็นบทเรียนทั้งของตัวเองและคนอื่นๆ มันคุ้มค่ามากๆ และนี่อาจเป็นพรที่จักรวาลมอบให้กับโอเล่เพื่อให้ปรากฎกายมายืนอยู่บนโลกนี้  พรที่จะก้าวผ่านช่วงเวลาอันยากลำบากของชีวิตผ่านความสามารถในการเรียนรู้ และผ่านการเขียน ซึ่งคนส่วนใหญ่มองข้าม อำนาจของการเขียนที่เราทุกคนมีอยู่ในมือ แต่ไม่เคยรู้เลย จริงๆ โอเล่ได้รับมอบหมายให้ได้ทำสิ่งนี้

พี่ชอบหน้าแรกของบทที่ 1 เป็นการเปิดตัวได้ดีมาก น่าสนใจมาก ชวนให้อยากเข้าไปดูว่ามีอะไรอีกต่อไป  หน้าต่อๆ ไปที่พูดถึงมหัศจรรย์ของการเขียนบันทึก การสรุปเป็นประเด็นหัวข้อสั้นๆ ทำให้กระชับ เข้าใจง่าย ไม่สับสน ทำให้เห็นคุณค่าและคุณประโยชน์ แต่คนอ่านก็อาจมีคำถามว่า การเขียนมันจะช่วยเปลี่ยนได้อย่างไร เปลี่ยนได้แน่หรือ เพราะว่าเรามักถูกบอกด้วยหนังสือแนว How to มามากจนไม่แน่ใจว่า จริงแท้แค่ไหน แต่สิ่งที่ดีมากที่ให้พิสูจน์ด้วยตัวเองเลย  การที่หนังสือเล่มนี้มีแบบชวนบันทึก พี่ว่ามันตรงประเด็นของหนังสือเล่มนี้มาก เมื่ออยากพิสูจน์ว่า การเขียนเป็นอย่างที่บอกมาหรือไม่  ก็ลองเขียนดูเลย ทำได้ทันทีเลย

สิ่งที่ชอบมากยังมีอีกตรงที่ได้พูดถึงผลานวิจัยหรือครูบาอาจารย์ของโอเล่ เป็นการให้ความรู้กับผู้อ่าน และเป็นการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องก่อนที่จะเริ่มเขียนบันทึก ประเด็นเรื่องสร้างความรู้ความเข้าใจกับคนอ่าน ซึ่งมีอยู่ตลอดทุกช่วงในหนังสือเล่มนี้ พี่คิดว่ามันสำคัญ เพราะมันทำให้เกิด สัมมาทิฏฐิ กับคนอ่าน เป็นปัญญารู้เข้าใจ เพื่อที่จะเอาไปใช้ลงมือทำ ไม่ใช่แค่เรื่องการเขียน แต่เป็นเรื่องชีวิตของตัวเราเอง  จำได้ว่าตอนอ่านช่วงนี้ พี่ต้องไปเปิดใน web หาอ่านเรื่องของ แอนน์แฟรงค์ อย่างเร่งด่วน จนลืมไปว่ากำลังอ่านบทความของโอเล่อยู่  ซาบซึ้งกับเรื่องราวของแอนน์แฟรงค์อย่างมากมาย ความรู้้สึกต่อคุณค่าของการเขียน มีพลังเกิดขึ้นทันที (นี่ล่ะเลยทำให้อ่านเรื่องของโอเล่ไม่จบสักที)

โดยรวมแล้ว  พี่ได้ถามชีวิตตัวเอง ไปพร้อมๆ กับการอ่านเรื่องราวในหนังสือนี้ เหมือนมีเพื่อนที่กำลังเล่าเรื่องราวแม้จะดูเป็นเรื่องราวของเค้า แต่มันก็ดูเป็นเรื่องราวของเราด้วย จบด้วยความรู้สึกว่า ฉันมีปากกาอยู่ในมือ ใช้มันเดินทางเพื่อพบกับคำตอบจากจักรวาลเถิด  ขอบคุณโอเล่สำหรับการให้โอกาสพี่ได้เดินทางไปในครั้งนี้ด้วยนะคะ"

--- สุวภัทร บุญญะบัญช์


"ท่ามกลางความสัมพันธ์ของผู้คนในสังคมที่เราต้องเรียนรู้เพื่อการอยู่รอด เราต้องเรียนรู้การประกอบอาชีพ การสื่อสารกับผู้คนและสังคม ต้องฝึกฝืนเพื่อให้ได้รับการยอมรับ ตามต้องการของสังคม ออกห่างไกลจากตัวตน ต้องปฏิเสธความเป็นตัวตน บางครั้งนำสู่การเจ็บป่วยทั้งทางร้างกาย และจิตใจ ถ้าต้องเป็นเช่นนี้เราจะดูแลตัวเองได้อย่างไร แต่ชีวิตมีหนทางเสมอ เมื่อได้เรียนรู้เรื่องการเขียนบันทึก พบว่า การเขียนเป็นได้มากกว่าการสื่อสาร การเขียนช่วยให้เราเข้าใกล้ตัวของเรามากขึ้น ความเป็นตัวเราทั้งผู้ดูแล ผู้ปกป้อง และตัวเราในอีกหลาย ๆด้าน สัมผัสความสุข ความทุกข์ ความเบิกบาน ความกังวลใจฯลฯตามวิถีของชีวิต และ เมื่อเข้าใจมากขึ้น แม้สถานการณ์ในชีวิตไม่ได้เปลี่ยนไป รอบๆ ตัวไม่ได้เปลี่ยนแปลง แต่ มุมมอง การรับรู้ ต่อชีวิตเราและผู้คน และการเลือกของเราจะต่างออกไป เราได้มีชีวิตที่อยู่รอดและอยู่ร่วมเกื้อกูลต่อตัวเราเอง ต่อ เพื่อนมนุษย์ร่วมโลก...ที่สำคัญ เราได้เพื่อนแท้ที่จริงใจและอยู่เคียงข้างในทุกโมงยามของชีวิต คือ ตัวเรา  

….ขอบคุณ ....การเขียน ที่เป็นทั้งเพื่อนรัก และเพื่อนผู้เยียวยา ที่จะร่วมเดินทางในเส้นทางชีวิตวันนี้ และ วันต่อๆ ไป"

--- ณัชชา คำเครือ