บทส่งท้ายที่ขอไว้ในตอนต้น


           ผมเคยคิดเลิกทำงานหรือข้องเกี่ยวกับการดูแลจิตใจผู้อื่นหรือการสอนผู้อื่นหลายครั้งครา และทุกครั้งก็ต้องมีเหตุการณ์เป็นประหนึ่งสัญญาณเตือนใจ เป็นคำของใครบางคน หรือความรู้สึกที่ส่งต่อมาว่า สิ่งที่ผมทำนั้นมีคุณค่าและควรทำต่อไปอย่าได้หยุด

           บทความเหล่านี้ก็เป็นหนึ่งในสัญญาณที่ผมกล่าวถึง ผมเริ่มเขียนเมื่อปี พ.ศ. 2556 ตั้งใจหมายมั่นเป็นหนังสือเล่มแรกของตนเอง และเป็นความตั้งใจที่จะทำให้ศาสตร์การเขียนบำบัดเป็นที่แพร่หลายในสังคมให้มากยิ่งขึ้น ผมเขียนเสร็จภายในปลายปีเดียวกันนั้น แต่มันก็ยังไม่ดีพอที่จะได้รับการตีพิมพ์

           ต้นฉบับถูกเก็บเอาไว้เป็นเวลาหนึ่งปี ก่อนถูกนำมาปัดฝุ่นและแก้เกลาใหม่ ตัดเนื้อหาบางส่วนที่เกินจำเป็นออกไป และเพิ่มเติมบางส่วนให้มีน้ำหนักมากขึ้น เกิดเป็นหนังสือ "เขียนเยียวยาชีวิต" พิมพ์จำนวนจำกัดตามความต้องการของผู้ซื้อ จนกระทั่งผมตัดสินใจหยุดขาย

           ช่วงที่นำมาปัดฝุ่นขายเพื่อหารายได้ให้กับโครงการ ผมก็รู้สึกว่าหนังสือเล่มนี้ไม่ใช่เพียงการนำเสนอการเขียนเยียวยาแก่คนทั่วไป แต่มันก็เป็นเสมือนหมุดหมายชีวิตของผมเองด้วย การทำงานกับหนังสือ เขียนเยียวยาชีวิต ทำให้ผมเองได้ทบทวนกระบวนการเยียวยาและการเติบโตของตนเองที่ผ่านมา แม้มันจะกระจัดกระจายอยู่ตามบทต่างๆ เป็นจิ๊กซอที่รอการประกอบอยู่ก็ตาม

           บางประเด็นที่ผมได้ใคร่ครวญระหว่างชำระต้นฉบับนี้ ทั้งที่เขียนและไม่ได้เขียนออกมา ทำให้ผมได้ทบทวนว่าตนเองได้ดูแลในเรื่องนั้นๆ เต็มที่แล้วหรือไม่อย่างไร มีเรื่องใดที่คลี่คลายแล้วกลับมาเป็นอีกหรือไม่ ซึ่งมันก็ทำให้ผมได้ตระหนักว่าการเดินทางของการพัฒนาจิตใจ มิใช่เส้นทางสั้นๆ ที่อยากให้ถึงเส้นชัยก็ถึงได้ง่ายๆ หรือถึงแล้วก็เลิกลา แต่เป็นการเดินทางที่ไม่มีที่สิ้นสุดบนชีวิตมนุษย์

           คุณค่าไม่ได้อยู่ที่เส้นชัยเมื่อเราได้เยียวยาตนเองสำเร็จแล้ว หรือเปลี่ยนแปลงตนเองโดยสิ้นเชิง แต่อยู่ในทุกขณะที่เราดูแลตนเอง รับฟังจิตใจ ยืดหยุ่นต่อปัญหาและภาวะที่เกิดขึ้น เหมือนกับการเขียนบันทึกเพื่อรักษาใจตน ซึ่งความสำคัญไม่ได้อยู่ที่เราเขียนเสร็จแล้ว แต่อยู่ในทุกเวลาที่ปากกาจรดบนหน้ากระดาษ

           ผมตัดสินใจหยิบต้นฉบับนี้กลับมาปัดฝุ่นและขัดเกลาใหม่อีกครั้ง ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี พ.ศ. 2563 ซึ่งถือเป็นเวลาครบรอบ 7 ปีของหนังสือเล่มแรกในชีวิตของผม ถ้าไม่นับรวมผลงานแปลและหนังสืออื่นๆ ที่มีงานเขียนของผมสอดแทรกอยู่ด้วย

           การปัดฝุ่นใหม่ครั้งนี้ผมได้เพิ่มเนื้อหาให้มากขึ้นกว่าเดิมประมาณ 160 เปอร์เซ็นต์ ตั้งใจให้สาระดีๆ ของบทความเหล่านี้ที่ถูกขัดเกลาจากประสบการณ์ที่ผมมีมากขึ้นต่อตนเองและการบำบัดเยียวยา ได้เข้าถึงผู้คนให้มากกว่าที่ผ่านมาและในราคาที่ย่อมเยาว์ยิ่งกว่าฉบับก่อน

           ด้วยชื่อใหม่เอี่ยมว่า "เขียนรักษาใจ" ซึ่งดัดแปลงจากชื่อคอร์สการอบรมที่อาจารย์ประชา หุตานุวัตร ได้ชวนผมไปสอนในโครงการของท่านเมื่อตอนต้นปี ประมาณว่า "การเขียนเพื่อรักษาใจตน"

           ผมรู้สึกว่าผมได้รับไม่น้อยกว่าได้เป็นผู้ให้ขณะเขียนบทความใหม่และแก้เกลาของเดิม พลังของนักเยียวยาที่เหมือนเหือดแห้งไป กลับมาเต็มเปี่ยมและมีชีวิตชีวามากขึ้น ผมสนุกกับการสรุปปมของตนเองที่ผ่านมา โดยเฉพาะเรื่องที่เป็นนิสัยที่ต้องแก้ซ้ำๆ หลายหน ซาบซึ้งใจกับการก้าวผ่านบางช่วงเวลาในอดีตซึ่งก็เริ่มลืมเลือนไปจากความทรงจำบ้างแล้ว บางข้อความที่เหมือนเขียนให้กับผู้อ่าน ผมก็รู้สึกว่าได้เขียนให้กับตนเองในอดีต ปัจจุบัน และในอนาคต ได้อ่านเอง

           ทุกอักษรในหนังสือกึ่งคอร์สออนไลน์นี้ยังคงย้ำความตั้งใจเดิมที่มี ผมเป็นฝ่ายทอดทิ้งมันไปเองในบางช่วงเวลาของชีวิต เพราะความเหนื่อยล้า ความเครียด และความอยากมีชีวิตที่เงียบสงบ นั่นคือความตั้งใจที่จะรักษาใจตนเองและรักษาใจผู้อื่นไปด้วยกัน บนเส้นทางชีวิตมนุษย์ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงความทุกข์ได้ จนกว่าจะขัดเกลาตนจนถึงที่สุดแล้ว

           บทความ แบบฝึกหัด และหลักสูตร เขียนเปลี่ยนชีวิต ที่ผมกับทีมงานสร้างสรรค์ขึ้นมา มิใช่เพียงหนังสือ คอร์ส หรือการให้ความรู้ แต่มันเป็น "อาศรมเยียวยา" ซึ่งอยู่ตรงหน้าของพวกเราและอยู่ในทุกดวงตากับดวงใจที่อ่านข้อความเหล่านี้

           นี่คือความฝันอย่างหนึ่งที่ผมมีมาตั้งแต่เด็กๆ ทุ่งหญ้าและที่แห่งหนึ่งอันสงบสุข ณ ที่ซึ่งทุกชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข

           ผมยังคงเดินตามความใฝ่ฝันนี้อยู่ แม้บนหน้ากระดาษและด้วยตัวหนังสือที่อ่อนน้อมเหล่านี้


           อนุรักษ์ ครูโอเล่

           16 ธันวาคม 2563


* วาดภาพประกอบโดย : วริษฐา ขอประเสริฐ (ครูจ๊ะเอ๋)

* ภาพบันทึกประกอบเนื้อหา จากสมุดบันทึกครูโอเล่ ช่วงปี พ.ศ. 2555 - 2556

* ในโอกาสนี้ขอขอบคุณ พี่เมย์ ศรีสุภา ส่งแสงขจร ผู้กรุณาอ่านต้นฉบับคนแรกๆ ตั้งแต่หนังสือเล่มนี้ยังไม่สมบูรณ์ เมื่อปี พ.ศ. 2556