เรื่องสั้น “สิ่งพิเศษที่หายไป”

9.png


สิ่งพิเศษที่หายไป


“...ดับอนาถคาห้องพัก หญิงสาวผูกคอตาย ทิ้งจดหมายสั่งลา เหตุเพราะคนรักนอกใจไปมีหญิงอื่น ผู้เป็นแม่ยืนร้องไห้แทบขาดใจอยู่หน้าศพลูก...“ “...เหตุสลด ชายวัยชรากระโดดน้ำฆ่าตัวตาย คาดเหตุเพราะรู้สึกว้าเหว่ ที่ลูกหลานไม่เคยมาเยี่ยมเยียนเลยนับ ๑๐ กว่าปี...” “...สุดเศร้า นักธุรกิจหนุ่มปลิดชีพตัวเองด้วยมีดหั่นผักในครัว เพื่อนผู้ตายเผย ผู้ตายโดนหลอกเอาทรัพย์สินมีค่า มูลค่ากว่า ๑ ล้านบาทและมีหนี้สินท่วมหัว...” เสียงผู้ประกาศข่าวดังก้องอยู่ในหัวของฉันทุกครั้งที่ฉันนั่งดูโทรทัศน์ หรือข่าวสารในโซเชียลมีเดีย ในช่วงชีวิตหนึ่ง ฉันไม่เคยเข้าใจเลยว่า เหตุใดผู้คนต้องกระทำเช่นนั้น แทนที่การเผชิญหน้ากับปัญหา การคิดหาทางออก กลับหนีปัญหากันมากมายหลายคนด้วยการจบชีวิตของตัวเอง...ฉันสงสัยมาตลอด...และแล้ววันนั้นก็มาถึง...วันที่ฉันได้เข้าใจอะไรอย่างลึกซึ้ง...

ครั้งล่าสุดที่ฉันไปพบหมอ เรา 3 คน ฉัน แม่ และหมอ ก็นั่งคุยกันเรื่องพัฒนาการหลังจากกินยา ฉันซักถามข้อสงสัย และได้บอกเล่าเรื่องราวเล็กๆ ว่าฉันไปหาข้อมูลมา คิดว่าตัวเองเป็น Thinking introvert คนหนึ่ง (ตัวตนที่จมอยู่กับการคิด วิเคราะห์ และจินตนาการ) แล้วก็เล่าสภาพต่างๆให้หมอฟัง เมื่อทุกอย่างในห้องตรวจจบ ฉันออกไปซื้อบะหมี่เหลืองน้ำใสที่อยู่ข้างหน้าคลินิก พลางคิดถึงคำพูดหนึ่งของหมอ

“...ส่วนใหญ่พวกที่มีอาการแบบนี้ เขาจะเริ่มเป็นมาตั้งแต่เด็ก และจะเริ่มมีอาการหนักตอนโตขึ้น แต่ไม่เป็นไรนะครับ มันมีโอกาสดีขึ้นได้ครับ...” ซึ่งฉันไม่แน่ใจว่าได้ยินมาถูกแค่ไหน...

ใช่แล้วล่ะ... Thinking introvert น่ะ อยู่กับฉันตั้งแต่ยังจำความได้แล้วล่ะ อยู่พร้อมกับ Social introvert (ตัวตนที่ชื่นชอบการเข้าสังคมกับคนกลุ่มเล็กๆมากกว่าการอยู่กับคนกลุ่มใหญ่ๆ) อยู่กันอย่างสงบสุขเสมอมา โดยเฉพาะการเป็น Thinking introvert ทำให้ฉันสามารถแต่งการ์ตูน (เพื่อนสมัยนั้นก็เห็นและได้ขออ่านด้วย มันทำให้หัวใจฉันพองโตมากเลย) แต่งนิยาย การวิเคราะห์ต่างๆ ความคิด จินตนาการ ความอยากรู้ความอยากเห็น ตั้งแต่ยังเป็นเด็กน้อยเลย และก็สร้างความเอ๋อในชีวิตประจำวันด้วย ทำให้ฉันไม่สามารถมีสติได้ตลอดทั้งวัน หลุดจากปัจจุบันเป็นบางครั้ง แต่ยามเมื่อฉันสนใจเล่าเรียนเขียนอ่านสิ่งใด ฉันจะมีสมาธิจดจ่อกับมันมากเลย

ช่วงอนุบาล-ประถม ฉันเป็นคนที่ชอบอ่านหนังสือนะ (เช่น หนังสือการ์ตูน แม้แต่เรื่องราวเล็กๆในหนังสือสวดมนต์ ฉลากสินค้า บอร์ดความรู้ในโรงเรียนใต้ห้องโถง ฉันมักไปเฝ้าดูในช่วงเย็นรอแม่มารับเสมอ ว่ามีบอร์ดอันไหนที่เปลี่ยนใหม่แล้วบ้าง เพื่อจะได้ดูว่ามีเรื่องไหนน่าสนใจบ้าง แต่ต้องเป็นเรื่องที่สนใจเท่านั้นฉันจึงจะอ่าน และไม่ชอบอะไรที่ต้องคำนวนเป็นตัวเลข ฉันมักจะผลักไสออกไปเสมอ)  ซึ่งที่สำคัญอีกอย่าง แน่นอนว่า การ์ตูน เกม การเล่นดนตรี ก็เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เหมือนกัน การเล่นโซเชียลมีเดียในสมัยนั้นก็เริ่มเข้ามาแล้วล่ะ

ช่วงมัธยมต้น ฉันแทบห่างหายจากหนังสือที่เป็นเล่มๆแล้ว ยกเว้นหนังสือเรียนเพียงอย่างเดียว การ์ตูนก็ไม่ค่อยได้ดู การเล่นดนตรีก็แค่เฉพาะวิชาดนตรี แต่ช่วงนี้จะเน้นเป็นนักเล่นเกม และเป็นนักท่องโซเชียลมีเดีย พูดคุยเล่นกับเพื่อนๆตามประสา Social introvert อีกอย่างหนึ่ง ฉันชอบการออกผจญภัยตั้งแต่เด็ก ค่ายที่นำพาเพื่อนๆออกสู่โลกกว้าง (ฉันรักการผจญภัยกับเพื่อนๆเสมอมาตั้งแต่ประถมแล้ว) และได้เข้าไปในพิพิธภัณฑ์ นั่นทำให้หัวใจของฉันเปล่งประกาย และยืนอ่านบอร์ดความรู้นั้นด้วยความสนอกสนใจ แต่แล้วก็เป็นช่วงเวลาที่แสนสั้น จึงต้องจำใจจากมา ทั้งธรรมชาติที่แสนสวยงาม ตึกรามบ้านช่อง ห้างสรรพสินค้าในกรุงเทพครั้งแรก หรือวัยประถมตามค่ายวิทยาศาสตร์ต่างๆกับเหล่าผองเพื่อน ล้วนแล้วแต่เป็นการเปิดโลกใหม่ให้ได้มองเห็นสรรพสิ่งมากขึ้น ฉันมีความสุขเหลือเกิน...แต่ทว่านั่นเป็นความสุขที่สุดครั้งสุดท้ายที่ Thinking introvert จะมอบให้ฉันด้วยค่าเช่าราคาถูก...

ช่วงมัธยมปลาย ฉันหายจากวงการการ์ตูนอย่างแท้จริง การเล่นดนตรี ส่วนหนังสืออื่นๆที่นอกจากหนังสือเรียน ได้จบสิ้นลงแล้ว เหลือเพียงการท่องโลกโซเชียล ดูนั่นนี่ไปเรื่อยๆ เล่นเกมบ้างแต่น้อยกว่ามัธยมต้น มีไปเรียนพิเศษตามที่ต่างๆ ในช่วงนี้ ฉันสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงในตัวฉัน สมาธิในการเรียนเริ่มน้อยลงแต่ก็ยังจดจ่อได้อยู่ สติกับปัจจุบันก็น้อยลงเช่นกัน ยามเมื่อฉันอยู่ที่โรงเรียน ฉันมักพยายามคุยกับเพื่อน นั่งฟังเพื่อนๆพูดคุยกัน เล่นกับเพื่อนอยู่เสมอ เมื่ออยู่บ้าน ความเป็น Thinking introvert เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนแต่ยังน้อยอยู่ ถึงกระนั้น ฉันเสียเวลากับมันไปเป็นชั่วโมงในทุกๆวันในลักษณะที่ควบคุมไม่ค่อยได้ ฉันต้องคิดนั่นวิเคราะห์นี่ทุกวัน มันจะไม่กระทบเลย ถ้าช่วงนั้นไม่ใช่ช่วงสอบ... มันเสียเวลาไปมากพอสมควร กว่าจะได้อ่านหนังสือต้องใช้ระยะเวลานาน แต่ฉันก็พยายามอ่านหนังสือ เพราะฉันยังสามารถจดจ่อตอนอ่านได้อยู่ มีสมาธิหลุดบ้างเป็นบางที อ่านด้วยความมุ่งหวังในทุกๆครั้งไป บางครั้งคิดอะไรมากก็มีอาการปวดหัว

ช่วงสอบเข้ามหาวิทยาลัย เป็นช่วงเวลาที่เลวร้ายช่วงหนึ่ง ที่ความเป็น Thinking introvert ค่อยๆเพิ่มพูนมากขึ้น ฉันเสียเวลากับมันไปมากมาย ปวดหัวนับครั้งไม่ถ้วน ฉันเริ่มจดจ่อได้น้อยลง แต่นั่นก็ไม่เคยทำให้ฉันรู้สึกย่อท้อ อาจแค่รู้สึกอ่อนล้า แค่พัก แล้วก็มาพยายามที่จะอ่านหนังสือต่อ เพื่อไปสู่เป้าหมายที่คาดหวัง ตอนช่วงที่ฉันไปสอบสนามต่างๆ บางสนามฉันมีอาการปวดหัว สติสมาธิหายจดจ่อกับข้อสอบไม่ได้ ไข้ขึ้น น้ำมูกไหล แต่ก็มีบางสนามที่สติสมาธิทำข้อสอบอยู่เหมือนกัน แม้สุดท้ายจะไม่ได้คณะที่ฉันคาดหวัง แต่ก็เป็นคณะที่ฉันพอใจแล้วล่ะตอนนี้

แต่ก็มีช่วงเวลาที่เลวร้ายยิ่งกว่า ตอนที่เข้ามหาวิทยาลัยมาแล้ว ความเอ๋อของฉันมีมากขึ้น ความรู้สึกโดดเดี่ยวบางอย่างเกิดขึ้นในใจ มาพร้อมกับความเจ็บปวดที่ไม่มีสติสมาธิเรียนมากขึ้น ฉันแทบไร้ซึ่งเพื่อน มีบางครั้งที่ฉันรู้สึกว่ามีผู้คนเข้าใจผิด มีเพื่อนไม่เข้าใจ บางคนไม่กล้านั่งใกล้ฉัน คงเพราะคิดว่าฉันชอบอยู่คนเดียว รู้สึกว่าเพื่อนอึดอัด ลำบากใจ ด้วยความเกรงใจของฉัน ฉันจึงปลีกตัวมานั่งคนเดียว ซึ่งในเนื้อแท้จริงๆแล้ว ฉันไม่อยากทำให้เพื่อนรู้สึกแบบนั้นเลย ฉันอยากเห็นเพื่อนๆมีความสุขเวลาอยู่กับฉัน รอยยิ้มน่ะเป็นสิ่งวิเศษสำหรับฉันมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว

พอเป็นแบบนั้นทำให้ความเป็น Thinking introvert ทวีความรุนแรงขึ้น เพราะคิดมาก วิตกกังวล เสียใจ สิ้นหวัง เดียวดาย เหงาหงอย(ใช่ เพราะฉันเป็น Social introvert ด้วย) เริ่มพยายามคิดถึงสิ่งที่มีความสุขมาหักล้าง คิดถึงอดีตที่สวยงาม และได้คุยกับเพื่อนเก่าบ้าง เพื่อนร่วมหอบ้าง ทำให้รู้สึกดีขึ้นบ้างเล็กน้อย

แม้ตอนนี้ฉันก็มีเพื่อนเพิ่มขึ้นแล้ว ดีใจและมีความสุขในตรงนั้นมากขึ้น แต่ Thinking introvert ก็ครอบงำฉันโดยสมบูรณ์ไปแล้ว แทบจะไม่สามารถควบคุมได้แล้ว การที่ฉันเห็นข่าวตามโชเชียลต่างๆ ฉันต้องมานั่งรู้สึกคิดวิเคราะห์เต็มไปหมด เจอเรื่องกังวล เช่น เรื่องเรียน เจอเรื่องราวอะไรใหม่ๆ คิดถึงความสุขในอดีต หรือความสุขที่เป็นไปไม่ได้ ฉันจะจมอยู่กับมันนานมาก (ตามประสา Thinking introvert อย่างแท้จริง) การที่ฉันไม่มีสติสมาธิเรียน มีอยู่ ๒ อย่าง ๑.มีความคิดแล่นในหัวเต็มไปหมด ๒.สมองล้าจากความคิดเหล่านั้น จนจดจ่อและจดจำอะไรไม่ค่อยได้แล้ว

ในช่วงสอบฉันมักปวดหัวเสมอ ที่ร้ายกว่าช่วงมัธยมปลายคือ ฉันไม่สามารถจดจ่อกับหนังสือได้เหมือนเดิมอีกแล้ว สติสมาธิหลุดบ่อยเป็นระยะๆ จดจำอะไรไม่ค่อยได้เหมือนในอดีต ไม่มีสติสมาธิเรียนพยายามแค่ไหนก็เหมือนไม่พยายาม ฉันร่ำไห้ไม่หยุดในห้องเรียนอย่างน่าสังเวชต่อหน้าเพื่อนๆในคณะในหลายๆครั้ง แม้ฉันจะไปเรียนเหมือนแทบไม่ได้อะไรมาเลย แต่ฉันก็ยังไปนั่งเรียน ไปเรียนเหมือนวัยเด็กที่ยังมีสติสมาธิ ไปด้วยความรู้สึกว่าอยากไปเหมือนสมัยก่อน เพียงแค่หวังว่าซักวันหนึ่งฉันจะกลับมามีสติสมาธิได้เหมือนเดิมนะ...แล้วมันก็ไร้ซึ่งผลเสมอมา

จากคนที่ไปเรียนด้วยใจที่มุ่งมั่นในการเรียนรู้ในอดีต กลายเป็นคนนอนน้ำตานองอยู่ที่หอ หดหู่ สิ้นหวัง บางวันไม่อยากไปเรียนแล้ว (แต่บางวันฉันก็ไปนะ ไปเฉพาะตอนรู้สึกมีความหวัง ตามที่ได้กล่าวไปแล้ว) การเรียนกลายเป็นสิ่งน่าเบื่อ เหนื่อย อยากหายไป ไม่อยากทำอะไรอีกแล้ว จากคนที่จะไม่ปล่อยให้ตัวเองเกรดน้อยในอดีต  บัดนี้เกรดเฉลี่ยเทอมที่ผ่านมาของฉันไม่ถึง ๒.๐๐ และต้องลงทะเบียนเรียนซ้ำในบางวิชา ความสุขที่เคยมีมันหายไป ฉันเคยมีความสุขกับการเรียนรู้ เคยมีความมั่นใจในการทำสิ่งต่างๆ ตอนนี้มันพังทลายทั้งหมด การที่ฉันร้องไห้หนักขนาดนั้น มันไม่แปลกหรอก ถ้ารู้ว่าอดีตกาลฉันเป็นอย่างไร เคยรู้สึกดี และมีความมั่นใจในชีวิตแค่ไหน ตอนนี้ก็คงเป็นเหมือนการตายที่ยังคงได้ยินเสียงหายใจอยู่กระมัง

สิ่งที่ฉันเคยสงสัยในอดีตว่า เหตุใดผู้คนถึงได้ปลิดชีพตนเองกันมากมาย บัดนี้ฉันได้เข้าใจอย่างลึกซึ้งแล้ว ตอนที่ฉันมองลงไปยังเบื้องล่าง พลางคิดว่า ถ้าตกลงไป มันก็ฟังดูน่าสนใจนะ... ความคิดแบบนั้นมันแล่นเข้ามาในหัวทุกครั้งที่เดินผ่านบริเวณนั้น ฉันพยายามตั้งสติและสลัดมันออกไป ถึงแม้ว่ากำลังรู้สึกหดหู่ และรู้สึกอยากหายไปจากโลกนี้ในหลายๆครั้ง ฉันพยายามพูดกับตัวเองว่า “ฉันไม่ได้อยากตาย ยังตายไม่ได้นะ ยังมีเรื่องราวให้เธอได้เรียนรู้อีกมากมาย เหมือนในอดีตไง ซักวันหนึ่งเธอจะกลับมาดีขึ้นนะ ความสุขนั้น ถ้าเธอยังอยู่ เธอจะได้มีโอกาสสัมผัสกับมันอีกครั้งนะ เพียงแค่ไม่ใช่วันนี้เอง สู้เพื่ออยู่ต่อไปนะ”  ถ้าฉันหายไปผู้คนรอบตัวฉันจะเสียใจแค่ไหน แม้แต่ตัวเองอาจจะเสียใจกว่าเดิมด้วยซ้ำ

ในที่สุดถึงวันที่สมองของฉันไม่สามารถหยุดคิดได้อีกต่อไปแม้แต่เสี้ยววินาทีเดียว ความคิดมากมายแล่นเข้าสู่หัวตลอดเวลา ปวดหัวตึงๆ แทบจะตลอดเวลาเช่นกัน และมีอาการซึมเศร้า กับความว่างเปล่าจากความรู้สึกแหลกสลาย ไม่อยากทำอะไรอีกแล้ว สติสมาธิหายไปแทบจะไม่เหลือ ฉันควรไปพบหมอได้แล้ว  ฉันเคยกลัวการกินยา คนในบ้านไม่เปิดใจ และไม่มีเวลาไป แต่แล้ววันหนึ่งโชคดีก็เกิดขึ้น แม่กุญแจที่คล้องอยู่ ณ ประตูแห่งโอกาสได้คลายล็อค จึงได้ไปพบหมอเพื่อวินิจฉัย กินยารักษาบรรเทาอาการให้ดีขึ้น

ตอนนี้ฉันเข้าใจแล้วว่าสติสมาธิเป็นสิ่งที่พิเศษแค่ไหน ฉันรับรู้เพราะการสูญเสียมันไป สติสมาธิเป็นสิ่งที่นำพาความมั่นใจ ความยับยั้งชั่งใจ ความคิดไตร่ตรอง ความเข้าใจในสรรพสิ่งต่างๆ เป็นหนทางที่ทำให้ฉันเกิดปัญญา ทำให้เกิดความรู้สึกที่ดีขึ้นกับตัวเองบ้าง แม้ว่าจะมีอาการป่วยจากโรคทางใจที่เป็นอยู่ก็ตาม

ฉันรู้สึกสงสารผู้คนที่ต้องทนทุกข์ทรมานจากสภาวะที่พวกเขาเป็นอยู่ พวกเขาไม่สามารถควบคุมความคิดของตัวเองได้ คงเพราะจากอาการป่วย จากความรู้สึกร้อนรุ่มที่สุมอยู่ในอกตลอดเวลา การสูญเสีย ล้วนแล้วแต่เป็นความทุกข์ที่มนุษย์ทุกคนในโลก จำใจต้องได้รับมัน เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป เป็นสัจธรรม เป็นธรรมดา และหวังว่าพวกเขาจะได้รับการรักษา หรือมีสติมากขึ้น เข้าใจสิ่งต่างๆอย่างลึกซึ้ง เพื่อให้ชีวิตอันแสนเศร้าหมองของพวกเขานั้น ไม่หม่นหมองไปมากกว่านี้

ทุกวันนี้ฉันยังคงกินยาตามหมอสั่งอยู่ และพยายามดึงสติมาอยู่กับปัจจุบัน ไม่ให้คิดฟุ้งซ่านเกินไป ให้รู้ตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่ ซึ่งมันก็ดึงมาได้ง่ายขึ้นจากการกินยา นั่นทำให้ฉันรู้สึกมีความหวังมากขึ้น อีกทั้งยังได้กำลังใจจากเพื่อนๆ ผู้คนรอบตัว พลังงานในตัวฉันเริ่มกลับมาบ้างบางส่วน อีกอย่างหนึ่งคือการสวดมนต์ก่อนนอนทำให้ฉันรู้สึกโล่งและหลับสบายขึ้นด้วย 

แม้ฉันรู้ดีว่า จริงๆแล้ว ฉันไม่อาจหายจากสภาวะที่เป็นอยู่ได้ ๑๐๐% เพราะมันอยู่กับฉันมาตั้งแต่เกิด เพียงแต่ตอนนั้นควบคุมได้มากกว่านี้ ไม่ร้ายแรงเหมือนทุกวันนี้ ฉันไม่รู้หรอกว่า อนาคตข้างหน้า ชีวิตฉันจะเป็นอย่างไร พบเจอกับอะไรบ้าง ฉันก็จะพยายามมีสติอยู่กับปัจจุบัน อยู่กับความคิดที่ดี แม้ว่ามันจะรู้สึกยากลำบาก แต่ฉันก็จะพยายามเสมอ เหมือนที่พยายามมาตลอด จนกว่าชีวิตฉันจะดับสิ้นไปตามกาลเวลา......





โดยนางสาว ปิยะนันทน์ ไชยสวัสดิ์ , มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่


9.png