เรื่องสั้น "พินิจพิเคราะห์"

3.png


พินิจพิเคราะห์

 

ในโพรงจมูกรู้สึกแสบร้อน กลิ่นแปลกปลอมอันไม่รู้ที่มาปลุกให้ร่างที่กำลังเคลิบเคลิ้มอยู่ในห้วงนิทราต้องขมวดคิ้วนิ่วหน้าไม่ชอบใจ

ดรุณีน้อยพลิกตัวตะแคงหนีไปอีกทาง หลังสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึกอย่างผิดวิสัย ความอุ่นสบายของผ้าห่มผืนหนาจับจูงเธอให้ค่อยๆ จมดิ่งกลับสู่ห้วงสุขารมณ์ ทว่าจนใจที่กลิ่นควันนั่นเข้มข้นขึ้นจนลำคอส่งเสียงไอออกมาหนึ่งคำทั้งที่ยังไม่ลืมตา เจ้าของบ้านเพียงหนึ่งเดียวในเวลานี้จำต้องงัวเงียโงหัวขึ้นมาจากที่นอน

แสงไฟจากภายนอกลอดผ่านผ้าม่านเนื้อโปร่งตรงหน้าต่างบานใหญ่รอบห้องนอนเข้ามา จนมองเห็นเครื่องเรือนได้สลัวราง นอกจากกลิ่นเหม็นไหม้ซึ่งชัดขึ้นหลังฟื้นคืนสติ ก็มีเสียงบางสิ่งดีดปะทุดังเปรี๊ยะเป็นระยะที่ผิดแผกไปจากเดิมจนต้องผุดลุกขึ้นยืนดู

ดึกดื่นป่านนี้ ใครมาก่อฟืนไฟทำอะไรกัน

นิจย่ำเท้าออกห่างจากเตียง ยังไม่ทันครบสามก้าวดี เสียงกัมปนาทก็ดังขึ้นอย่างไม่มีสัญญาณบอกกล่าว มันสะเทือนเลื่อนลั่นเสียจนบรรดานกป่าส่งเสียงร้องรับขึ้นมาโดยพลัน เจ้าตัวเองก็ผวาตกใจจนขวัญกระเจิง ความคิดขาวโพลนไปหลายอึดใจ

ต้องมีบางสิ่งระเบิดอยู่ใกล้ๆ แน่นอน กรณีที่ร้ายแรงที่สุดก็คือเกิดขึ้นภายในรั้วบ้านหลังนี้ เด็กสาวเตรียมใจรับภาพไม่น่ามองเอาไว้ แต่ครั้นเหวี่ยงประตูไม้เปิดออกจนเห็นสภาพการณ์ที่แท้จริง สีหน้าคร่ำเคร่งก็กลับกลายเป็นแตกตื่นลนลานอย่างยากจะเลี่ยง

แย่แล้ว แย่แล้ว!

เธออุทานลั่นในใจ ลืมความระคายเคืองจากเขม่าควันสีดำสนิทไปชั่วคราว เมื่อตำแหน่งที่กำลังยืนละล้าละลังมองเห็นเปลวเพลิงสีจัดจ้าลุกไหม้อยู่ในครัวชัดเจน

ข้อสันนิษฐานไม่สร้างสรรค์เผอิญบังเกิดขึ้นจริง ตู้เย็น เตาไฟ และตู้เก็บของล้วนแล้วแต่กำลังเปล่งแสงสีแดงฉานหลังกลายเป็นฐานให้อัคนีดวงใหญ่ขึ้นควบขี่ ไฟลุกลามเร็วมาก เพียงครู่เดียวก็คืบคลานเข้ามาใกล้โต๊ะกินข้าวตัวใหญ่ที่ตั้งอยู่ตรงมุมสุดของห้อง บ้านไม้ทั้งหลังของครอบครัวเธอคือเชื้อเพลิงชั้นยอด หากปล่อยทิ้งไว้ข้าวของทุกชิ้นย่อมต้องมอดไหม้เป็นเถ้าถ่าน นั่นรวมถึงกล่องเครื่องประดับของมารดาที่เมื่อเย็นเธอเพิ่งถือวิสาสะหยิบมาดูเล่นก่อนเข้านอน สาวน้อยที่ยังมีชนักปักหลังจึงโผกระโจนเข้าไปคว้ามันขึ้นมากอดไว้แนบอกอย่างไม่ทันยั้งคิด  

นิจได้ของที่ต้องการกลับมาโดยที่ร่างกายยังปลอดภัยดี แต่แทนที่จะรีบเผ่นออกไปทันทีที่มีโอกาส เธอกลับรั้งรออยู่ที่จุดเดิมเพื่อกวาดตาเร็วๆ รอบห้องอาหารซ้ำอีกหลายครั้ง เพราะทระนงในความว่องไวของฝีเท้าตน จึงกล้าทำใจเย็นแล้วปล่อยให้ความโลภเข้าครอบงำอยู่ท่ามกลางอากาศร้อนระอุจากกองเพลิง เพ่งมองหาสมบัติมีราคาที่ยังไม่เสียหายและมีขนาดพอเหมาะติดไม้ติดมือไปเพิ่มอีก

พลันบางอย่างดลใจให้เด็กสาวเหลือบดูด้านบนศีรษะ ก่อนจะพบว่าหลอดไฟเส้นยาวกำลังเอียงโคลงเคลงทำท่าจะร่วงลงมา เพราะดวงไฟสีส้มตัวฉกาจไต่ขึ้นไปถึงขื่อคานบ้านเรียบร้อยแล้ว

รวดเร็วดุจเดียวกับความคิด ปลายเท้านิจสะกิดพื้น ตัวพุ่งไปข้างหน้าอย่างว่องไว ทำให้รอดพ้นภัยไปได้อย่างหวุดหวิด เสียงแก้วแตกกระจายจากด้านหลังกรีดโสตประสาทเธอเสียจนใจเต้นเป็นจังหวะถี่รัว เหงื่อเม็ดใหญ่ไหลล้อมกรอบหน้า ยังไม่ทันพักหายใจหายคอเรียกขวัญให้กลับคืน สัมผัสลื่นๆ เย็นๆ ที่ปลายเท้าเหยียบโดนก็ทำเอาเด็กสาวที่ตั้งหน้าตั้งตาวิ่งไม่หยุดเสียหลัก แล้วลื่นล้มหน้าคะมำกระแทกพื้นเต็มแรง

กล่องบุกำมะหยี่กระเด็นหลุดมือไปไกล หากคนถือไม่มีกะใจจะมอง นิจหน้าเผือดสี ทั้งเจ็บทั้งตื่นกลัวในเวลาเดียวกัน ประสาทยังคงตึงเครียดจากเหตุการณ์เพดานถล่มเมื่อครู่ ในสมองจึงฉายภาพน่ากลัวขึ้นเป็นฉากๆ บนพื้นตรงนั้นมีอะไร? จะใช่เดรัจฉานเลื้อยคลานที่บ่อยครั้งชอบโผล่เข้ามาในบ้านผ่านท่อในห้องน้ำที่เพิ่งวิ่งผ่านมาหรือไม่ เธอเข็ดขยาดพิษของพวกมันจนไม่อยากเฉียดกรายเข้าใกล้แม้แต่นิด

ส่วนลึกในใจเธอไม่ได้อยากได้รับคำตอบ การเหลียวหลังหันกลับไปมองไม่ได้ช่วยให้ไปถึงทางออกได้ไวขึ้น หากร่างกายท่อนบนกลับกระทำสวนทาง แขนซ้ายขวาค้ำยันบนพื้น ลำตัวค่อยๆ เอี้ยวไป

แสงไฟจากห้องครัวแม้อยู่ไกลออกไปแต่ก็ค่อนข้างสว่าง มันกระพริบวูบวาบตอนที่สาดส่องลงบนตัวเธอและทางเดินไม้ที่ทอดยาวเป็นทางตรง นิจจึงมองเห็นเส้นยาวๆ ความหนาพอประมาณที่บิดหักงอผิดรูปร่างอยู่ห่างจากปลายเท้าไปไม่กี่คืบชัดเจน

บางอย่าง หรือบางตัวทิ้งร่างนอนนิ่งอยู่ตรงนั้น ไม่รู้แน่ชัดว่าตายหรือบาดเจ็บหนัก และยิ่งไม่รู้ว่าจะกลับมาขยับเขยื้อนเคลื่อนไหว ชูคอขึ้นขู่ฝ่อเพื่อชำระแค้นคนที่เผลอเหยียบมันไปเสียเต็มแรงอีกครั้งเมื่อไหร่

เธอจึงชิงเป็นฝ่ายตะเกียกตะกายคลานหนี พร้อมกับหวีดร้องออกมาเสียงดังอย่างเหลือกลั้น

นึกไม่ถึงว่าในขณะนั้น จะได้ยินเสียงผู้หญิงร้องเรียกดังแทรกขึ้นมา

“พินิจ!”

เจ้าของชื่อเงยหน้าขึ้นฉับพลัน การปรากฏตัวของญาติผู้พี่ที่มาพำนักด้วยชั่วคราวพัดพาอารมณ์ตื่นกลัวของเจ้าของบ้านให้จางหายไปหลายส่วน พร้อมกับย้ำเตือนให้เธอฉุกใจว่ายามนี้ไม่ได้มีเพียงตัวเองให้ดูแล

“พี่แก้ว! พี่อยู่ไหน?”

กรองแก้วเรียกเธอแค่ครั้งเดียวก็เงียบหายไป พินิจใจคอไม่ดีจึงรีบชันเข่าลุกขึ้นยืนพลางหันรีหันขวาง สติที่กระเจิดกระเจิงไปคนละทิศคนละทางกำลังหวนกลับคืนมาทีละน้อย เธอถึงเริ่มรู้สึกว่าดวงตาและลำคอแสบร้อนมาก เป็นสัญญาณชี้ชัดว่าทุกคนควรรีบออกไปจากที่นี่ วินาทีนี้ ทว่าเธอยังไม่เห็นวี่แววของลูกพี่ลูกน้องเลยสักนิด ทั้งยังไม่ทันสังเกตว่าเมื่อครู่นี้เสียงดังมาจากทิศทางไหน

เด็กสาวจ้ำอ้าวตรงไปข้างหน้า ความคิดค่อยๆ กลับมาเฉียบคมอีกครั้ง แต่หัวใจกลับหนักอึ้งด้วยตะกอนของความกังวล ห้องนอนแขกเป็นห้องที่ถูกต่อเติมขึ้นในภายหลัง มีตำแหน่งอยู่ติดกับห้องครัวและมีทางเดินเข้าออกทางเดียว เวลานี้ทางเชื่อมคงถูกอัคคีกลืนกินจนแม้แต่แมลงตัวจ้อยก็บินออกมาไม่ได้ ครั้นจะแจ้งให้ผู้ใหญ่ทราบ โทรศัพท์มือถือเครื่องเดียวในบ้านก็ดันถูกพี่สาวหยิบยืมไปใช้ก่อนเข้านอน แต่ลองว่ากรองแก้วยังสามารถตะโกนเรียกชื่อเธอได้ อีกฝ่ายคงใช้มันติดต่อขอความช่วยเหลือเรียบร้อยแล้ว

อาจต้องทุบกระจกเพื่อช่วยพี่ออกมา

ล่วงจากห้องนอนของเธอก็เข้าสู่เขตของห้องนั่งเล่น ปริมาณแสงในอาณาบริเวณนี้นับว่าริบหรี่ที่สุดในเคหาสน์ชั้นเดียวที่กำลังลุกไหม้ พินิจพยายามเบิกตาให้กว้าง แล้วอาศัยความเคยชินก้าวเดินอย่างระมัดระวัง เป้าหมายของเธออยู่ที่กล่องโลหะสำหรับเก็บลูกกุญแจของประตูหน้าซึ่งซ่อนอยู่ในตู้วางโทรทัศน์ ความคิดนี้ต้องยกให้บิดาที่เป็นห่วงความปลอดภัยของบุตรหลานทั้งสองจนต้องสรรหาวิธีการยกระดับความปลอดภัยให้เลิศล้ำกว่าปกติ แต่ในสถานการณ์รีบด่วนเช่นนี้ นิจมองว่ามันไม่ต่างอะไรเลยกับการขังคนเอาไว้ในบ้าน

นอกเหนือจากเสียงข้าวของกระจุกกระจิกกระทบกันดังกุกกักกับเสียงสูดลมหายใจดังฟืดฟาดของเธอ รอบข้างก็เงียบสงัด ไม่มีสัญญาณของสิ่งใดอีก ราวกับในบ้านหลังนี้ไม่หลงเหลือใครอื่นอีกแล้วนอกจากเธอ

ปึง!

แต่นิจยังนึกได้ไม่ทันขาดคำ เสียงทุบปริศนาก็ดังขึ้นเสียก่อน

ปึงปึงปึง!!

สุ้มเสียงที่ไม่ได้อยู่ภายใต้ความคาดหมายนี้ดังสนั่นหวั่นไหวจนน่ากลัวว่าประตูบานข้างๆ เธอที่เสียอยู่นี้จะหลุดออกมาจากกรอบ ไหล่ทั้งสองข้างของเด็กสาวกระตุกเฮือก ใจแทบกระดอนออกมานอกร่าง มือข้างที่ไม่ได้ยื่นออกไปคว้ากล่องต้องรีบทาบลงบนริมฝีปากไม่ให้เผลอเปล่งเสียงร้องใดๆ ออกไป

เธอหวังให้ใครก็ตามที่ยืนอยู่อีกฟากหนึ่งจะเป็นพลเมืองดีที่มาเพื่อช่วยพวกเธอสองพี่น้องออกไปและเข้าควบคุมกองเพลิงไม่ให้ลุกลามไปมากกว่านี้ แต่สัญชาตญาณระวังภัยกลับชักนำให้เธอระแวงไปอีกทาง มิใช่ว่ากู้ภัยหรือผู้ประสงค์ดีทั่วไปสมควรต้องบอกกล่าวก่อนลงมือพังสมบัติของผู้อื่นหรอกหรือ ตั้งแต่ยืนตัวแข็งราวแผ่นศิลาอยู่เป็นนาที นิจยังไม่ได้ยินเสียงพูดคุยเลยสักคำ เสียงสัญญาณไซเรนและสัญญาณไฟวับวาบที่ไม่ปรากฏยิ่งทวีความคลางแคลงในใจ เด็กสาวจึงค่อยๆ ชักเท้าถอยหลัง พาร่างไปหาประตูบานเดียวที่ยังคงใช้การได้

น่าพรั่นพรึงยิ่งนัก เมื่อเธอถอยออกห่างจากแผ่นไม้บานนั้นได้หลายช่วงตัว บุคคลนั้นก็เลิกกระหน่ำทำลายประตูไปเสียดื้อๆ คงไม่ได้มองเห็นความเป็นไปภายในหรอกใช่ไหม? ความเงียบงันค่อยๆ คืบคลานกลับมาครอบครองพื้นที่โดยรอบ กลายเป็นสิ่งที่บีบคั้นจิตใจของเด็กสาวมากกว่าเก่า เทียบกับการต้องหลบหนีจากอันตรายที่แล้วมา นิจหวาดกลัวการรอคอยภัยร้ายที่ไม่แน่นอนและตัวเธอไม่อาจมองเห็นได้เช่นนี้มากกว่า

เพราะแบบนั้นถึงยิ่งต้องรีบ เธอคลายล็อกของลูกบิดประตูหน้าออกได้นานแล้ว แต่กลับไม่สามารถไขแม่กุญแจทองเหลืองที่คล้องขวางเป็นปราการชั้นสุดท้ายได้ จริงอยู่ที่เบื้องหน้ามืดมาก แต่ปลายนิ้วข้างที่ไม่ถนัดก็รับหน้าที่คลำหาร่องสำหรับสอดลูกกุญแจไว้จนเจอ ก้านนิ้วที่สั่นเทาไม่หยุดอีกข้างต่างหากที่เป็นปัญหา ไม่ว่าอย่างไรก็ทิ่มส่วนปลายของโลหะแผ่นบางเข้าไปจนสุดไม่ได้เสียที งานง่ายๆ ที่ควรทำสำเร็จในชั่วพริบตา ไม่รู้เพราะเหตุใดเวลานี้จึงยากเย็นเหลือเกิน นิจร้อนใจจนนึกอยากกระชากมันออกด้วยมือเปล่า เธอพยายามอยู่นานจนแขนเริ่มล้า ขอบตาและโพรงจมูกแสบร้อนเพราะผงขี้เถ้าที่ลอยฟุ้งอยู่ในอากาศเข้าจู่โจมเยื่อบุ

ช่างเป็นความทรมานที่ยากจะบรรยาย

พินิจพยายามไม่คิดถึงมัน แต่คำว่าสิ้นหวังกลับวนเวียนอยู่ในหัวไม่รู้จบ ระเบิดเวลาลูกใหญ่ยักษ์กำลังนับถอยหลัง ภาพของคนร้ายร่างสูงใหญ่ในชุดดำกลับมาพร้อมอาวุธครบมือ ย่างสุขุมเข้าหาเธอจากทางด้านหลังนั้นสมจริงขึ้นทุกขณะ เฉกเดียวกับภาพที่บานประตูเบื้องหน้านี้ถูกสับออกเป็นชิ้นๆ แล้วซีกร่างของใครบางคนก็แทรกผ่านเข้ามา

เธอกำลังจะไม่เหลือทางหนีอีกเลย

แกรก

แม้แสงจะน้อยจนสิ่งที่ปรากฏแก่สายตาเป็นเพียงเงาตะคุ่ม ทว่าเสียงลูกบิดครวญครางเมื่อถูกหมุนโดยที่เธอยังไม่ได้แตะต้องนั้นดังก้องชัดเจน ดังยิ่งกว่ากระแสเสียงใดก็ตามที่เด็กสาวได้ยินมาตลอดคืน

ตอนนี้มันเกิดขึ้นแล้วจริงๆ

ภาพแผ่นไม้คู่ถูกผลักเข้ามาหาเธอเล็กน้อยปรากฏอยู่ที่หางตา ไม่รอให้ใครพูดพร่ำทำเพลง พินิจหมุนตัวกลับหันหลัง กระโจนแต่ละครั้งรวดเร็วจนแทบเท้าไม่ติดพื้น แม้เจอทางตันก็ไม่ยอมชะลอความเร็ว เธอใช้ทั้งตัวโถมเข้าชนประตูอีกด้านซึ่งฝืดจนบุรุษร่างกายกำยำทั่วไปยังผลักให้เปิดออกไม่ได้

ตึง!

ครั้งที่หนึ่งล้มเหลว ครั้งที่สองจึงตามมาติดๆ เสียงผิวเนื้อกระทบของแข็งดังลั่นยิ่งกว่าที่ผู้บุกรุกทำเมื่อไม่นานมานี้ ต้องออกไปให้ได้ ต้องรีบออกหนีออกไปให้ได้ เสียงร่ำร้องของตัวเธอเองดังก้องอยู่ข้างหู กลบทุกสำเนียงของสรรพสิ่ง พินิจในขณะนั้นแน่วแน่และรวดเร็วยิ่งกว่าทุกครั้งที่เคยเป็นมาในชีวิต การทุ่มสุดกำลังในครั้งที่สี่ ในที่สุดประตูห้องนั่งเล่นที่ปิดตายมานานก็เผยอออกจนได้  

พื้นผิวที่รองรับน้ำหนักจู่ๆ ก็หายวับไป ทั้งร่างของนิจจึงเซถลาไปตามแรงโถม พื้นดินนอกตัวบ้านทั้งเย็นและชื้น จากมุมที่ตรงกับระดับสายตาพอดี เธอเห็นขาของคนสองคู่กำลังวิ่งตรงเข้ามาหา

ไม่มีใครสวมหมวกไอ้โม่งกันเลยสักคน

พินิจคลี่ยิ้มน้อยๆ ขณะที่ผ่อนลมหายใจออกด้วยความเหนื่อยอ่อน และหมดสติไป

 


           “เข้าใจว่าพี่กับลุงโชคเป็นโจรนี่เอง”

           ดวงตากลมโตสีน้ำตาลเข้มของหญิงสาวละจากหน้ากระดาษ พินิจเห็นแววขบขันจางๆ ฉาบอยู่บนนั้น 

           “ก็ตอนนั้นพี่ไม่ส่งเสียงร้องเลยสักคำ มัวทำลับๆ ล่อๆ แบบนั้น คนทั่วไปเขาก็ต้องเข้าใจผิดอยู่แล้ว” เธอบ่นอุบ “ไม่งั้นนิจคงไม่ต้องพังประตูจนไหล่เจ็บแบบนี้หรอก”

           เจ้าของเสียงทุบประตูไม้ผงกศีรษะ ยอมรับแต่โดยดี “พี่มัวแต่ตกใจ ตอนนั้นได้ยินเสียงนิจร้อง แล้วมองจากหน้าต่างเข้าไปก็เห็นนิจนอนอยู่บนพื้นพอดี”

           “พอแล้วๆ! ไม่พูดถึงเรื่องนั้นแล้ว!”

           เด็กสาวร้องโวยวาย ฝ่ามือข้างที่ไม่ได้สวมที่คล้องแขนโบกปัดไปมา ใบหน้าแดงเรื่อ หวนนึกถึงเหตุการณ์ที่เธอหวาดผวาจนจินตนาการผ้าเช็ดเท้าที่ยับยู่เป็นอสรพิษร้ายแล้วอับอายยิ่งนัก สาบานกับตัวเองในใจว่าชั่วชีวิตนี้จะไม่เล่าให้ใครอื่นฟังเด็ดขาด

           “แต่ครั้งที่สองพี่เรียกแล้วนะ แค่นิจไม่ได้ยิน” กรองแก้วเห็นทีท่าขวยอายแทบเป็นแทบตายของน้องก็เลิกเย้าแหย่ซ้ำแล้วยอมปล่อยผ่าน “นี่ นิจเองก็อย่าโกรธพวกเพื่อนบ้านเลย ตอนพี่ไปถึงทุกคนกำลังช่วยกันรองน้ำ พอได้ยินเสียงระเบิดพวกเขาก็ไม่ได้ดูดาย แค่นึกว่าเราไม่อยู่บ้านเลยไม่ได้รีบมาดูกันก่อน”

           “อื้ม เรื่องนี้แม่เล่าให้นิจฟังแล้วเหมือนกัน เดี๋ยวพอออกจากโรงพยาบาลคงต้องไปขอบคุณสักครั้ง” คนบนเตียงเงียบเสียงไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเปลี่ยนเรื่อง “พี่แก้ว อย่าบอกแม่เรื่องที่นิจมัวเสียเวลาเก็บกล่องเครื่องเพชรนะ”

           ผู้ฟังเลิกคิ้วขึ้น ท่อนแขนข้างที่มีผ้าพันแผลหุ้มอยู่จับหน้ากระดาษของนิตยสารพลิก นอกจากบาดแผลที่ได้รับระหว่างหลบหนีผ่านทางหน้าต่าง เจ้าหล่อนก็ไม่ได้รับบาดเจ็บบริเวณอื่นอีก เมื่อเปรียบเทียบกันแล้วนับว่ารับมือกับอัคคีภัยได้ดีกว่าน้องสาวมากนัก

“ถ้าแม่รู้ต้องโดนดุอีกแน่! นะ นะ พี่แก้วคนสวย ตอนนั้นพี่ก็เห็น แม่แทบจะกลายร่างเป็นยั-”

“ไหนพูดใหม่ซิพินิจ!”

คนถูกพาดพิงส่งเสียงแหลมสูงดังมาแต่ไกล ทำเอาเด็กสาวเบิกตากว้าง ปากยังคงอ้าค้าง แต่กลับลำคอตีบตันพูดต่อไม่ออกไปชั่วขณะ

กรองแก้วทำเพียงส่งรอยยิ้มเวทนากลับไปให้





โดย นางสาว อลีนา หนูพันธ์ , จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


3.png