ในตอนนั้น เขาจากไป

ประกวด ๑๕.png


เขาบอกให้ฉันรอเขาอยู่ที่นี่ เขาบอกให้ฉันคอยเขาอยู่ตรงนี้ เขาสั่งว่าฉันห้ามไปไหน ห้ามไปไหนกับใคร ไม่ว่าจะเพราะอะไรทั้งนั้น ให้รอเขาอยู่ที่นี่ ไม่นานเขาจะกลับมารับฉัน แต่เขาไม่เคยกลับมา เขาไม่เคยกลับมารับฉันเลย ตั้งแต่วันนั้น วันที่เขาวิ่งฝ่าสายฝนยามเย็นออกไป และท้องฟ้าก็เอาแต่ร้องคำราม


ฉันจำได้ว่าเมื่อก่อนเราเคยมีความสุขมากกว่านี้ เมื่อก่อนก่อนที่ทุกอย่างจะล้มลงระเนระนาด กองเกลื่อนกลาดกระจัดกระจายไปทั่วแบบนี้ ก่อนที่ทุกอย่างจะแตกหักและพังทลาย ในตอนนั้นเขายังยิ้มให้ฉันอยู่เลย ในตอนนั้นเขายังหยอกล้อ เล่นกับฉัน หัวเราะกับฉันอยู่เลย ถ้าเพียงแค่ตอนนั้นฉันไม่วิ่งตามเขาไปล่ะก็ ทุกอย่างคงไม่เป็นแบบนี้ ถ้าเพียงแค่วันนั้นฉันควบคุมตัวเองเอาไว้ได้ ถ้าเพียงแค่ตอนนั้นฉันไม่วิ่งตามเขาไปเหมือนทุกทีล่ะก็ เขาคงไม่เดินหนีหายไปจากฉันแบบนี้


เขาบอกให้ฉันรออยู่ที่นี้ นิ้วของเขาชี้มาที่จมูกของฉัน ตัวของเขาสั่นเทา แววตาของเขาพร่ามัว พวกเราเปียกแฉะ และฝนก็เอาแต่ตกลงมาไม่ยอมหยุด ฉันได้ยินเสียงท้องฟ้าคำรามอีกแล้ว เสียงดังครืนๆ เหมือนกำลังจะมีอะไรบางอย่างใหญ่ๆ ตกลงมา เศษหญ้าและกิ่งไม้แฉะๆ แขนเสื้อเขาเขรอะไปด้วยคราบเขม่าควันสีเทาๆ ปลายนิ้วของเขาเบ้ไปมาเหมือนกิ่งไม้เล็กๆ ต้องลม เม็ดฝนก้อนกลมเกาะไปทั่วหน้าของเขา เสียงฟ้าร้องคำราม ท้องฟ้าเริ่มขุ่นมัวเป็นสีดำ ฉันร้องเรียกเขา ฉันอยากกลับบ้านแล้ว แต่เขาบอกให้ฉันอย่าไปไหน เขาบอกให้ฉันคอยเขาอยู่ที่นี้ ตรงนี้ น้ำเสียงของเขาฟังดูจริงจัง แต่ท่าทางเขาดูหวาดกลัว วันนั้นเขาดูโกรธมาก ปรกติเขาแทบไม่เคยตะคอกใส่ฉันเลยแม้แต่ครั้งเดียว มันทำให้ฉันกลัว ปอยผมของเขาไหลตกลงมากองเป็นก้อนเปียกๆ ที่ แก้มซ้าย ฉันได้ยินเสียงเขาหอบหายใจเบาๆ เขาบอกว่าเขาจะไปไม่นาน ไม่นานเขาก็จะกลับมารับฉัน แต่เขาก็ไม่เคยมาเลย ไม่เคยกลับมารับฉันเลย เหมือนกลับว่าทุกอย่างนั้นเป็นเรื่องจงใจ


เขาหายไปและไม่กลับมาอีกเลย ในวันนั้น วันที่ฝนตก


ตอนที่พวกเราเจอกันครั้งแรก ในตอนนั้นเขายังเป็นเด็กเล็กๆ อยู่ เป็นเด็กน้อยที่ซุกซน และมองเห็นทุกอย่างบนโลกเป็นเรื่องสนุก แววตาของเขาเปล่งประกายและเบิกกว้างเมื่อเขาได้เห็นฉันครั้งแรก ทั้งเขาและฉันในตอนนั้นตัวเล็กกว่าตอนนี้มาก ฉันจำได้ว่าตอนนั้นเขาหัวเราะร่าและอุ้มฉันขึ้น เขาตะโกนและหวีดร้องเสียงดังลั่น บอกว่าตอนนี้เขาคือคนที่มีความสุขที่สุดในโลกแล้ว เขาวิ่งไปมารอบบ้านพร้อมๆ กับฉัน ส่งเสียงร้องโอ้อวดพวกเด็กๆ คนอื่นๆ ที่มาเล่นที่บ้านอย่างเริงร่า ทุกคนต่างก็พากันหัวเราะและส่งเสียงร้องทะเล้นๆ ไปกับเขาด้วย เด็กหลายคนพยายามเข้ามาเล่นกับฉัน บางคนเข้ามาจับตามตัวฉันลูบหัวฉันเหมือนเป็นตุ๊กตาเด็กเล่น อันที่จริงมันก็ไม่ได้รู้สึกเคืองอะไรมากมายหรอก แต่ฉันแค่ไม่ชอบที่พวกเขาเอาแต่จับและก็จับฉันอยู่อย่างเดียวเท่านั้น มันออกจะระคายอยู่หน่อยๆ แต่ฉันก็มีความสุขนะที่พวกเขาอยากจะเข้าหาฉัน มันเป็นช่วงเวลาที่แสนวิเศษจริงๆ เวลาที่รู้สึกได้ว่ามีใครสักคนต้องการ ฉันชอบที่จะได้รู้สึกว่าเป็นที่ต้องการ และตอนนั้นฉันก็เป็นศูนย์รวมความต้องการของทุกคนเสียด้วยสิ


และเหนือสิ่งอื่นใด เขาต้องการฉัน


ในวันนั้นท้องฟ้ายามเย็นเป็นสีส้มสวย สายลมที่พัดผ่านหน้าของฉันส่งเสียงร้องหวิวๆ เหมือนกำลังลู่เล่นกับใบไม้ เศษกระดาษสีสวยปลิวว่อนเล่นกับลมกระจัดกระจายไปมา ดูคล้ายกับประกายสายรุ้งยามด้านที่มันวาวของพวกมันต้องแสงอาทิตย์ยามเย็น ไอศกรีมถูกถืออยู่ในมือเด็กๆ แทบทุกคน ลูกโป่งหลากสีถูกแขวนไว้ตามขอบรั้วบ้างก็อยู่บนข้อมือของเด็กตัวเล็กๆ อาหารคาวหวานมากมายถูกจัดเรียงสวยงามบนจานพลาสติกบนโต๊ะปิกนิกกลางสนามหญ้า คนเฒ่าคนแก่สามสี่คนล้อมวงเล่นไพ่กันอย่างอบอุ่นบ้างอยู่ข้างๆ เตาย่าง บ้างก็กำลังเล่นกับหลานหรือไม่ก็พูดคุยกับบรรดาผู้ใหญ่คนอื่นๆ นี่ดูเหมือนจะเป็นงานจัดเลี้ยงงานหนึ่งที่มีผู้คนเข้าร่วมฉลองมากมายเหลือเกิน บรรยากาศดูครื้นเครงและมีความสุข พ่อกำลังดีดกีตาร์ร้องเพลงให้เด็กๆ ฟัง คลอไปกับเสียงหัวเราะของเด็กๆ ที่กำลังนั่งเล่นชิงช้า กลิ่นหวานๆ ของขนมอบที่กำลังใกล้สุกลอยกรุ่นออกมาจากเตา กลิ่นของเนื้อย่างอบอวลไปทั่ว มันทำให้ฉันรู้สึกหิวขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก ฉันแทบอยากจะผละจากเขาแล้วพุ่งไปยังเตาย่างเสียตอนนั้นด้วยซ้ำแต่ฉันทำไม่ได้ เขากอดฉันไว้แน่นเหลือเกิน และฉันคิดว่าตัวเองก็คงไม่อยากจะจากอ้อมกอดนี้ไปเร็วนักด้วย 


ละอองน้ำเย็นๆ ปลิวละล่องคลอมากับสายลมด้วย ตอนแรกฉันคิดว่ามันคือฝน แต่เปล่าเลย ตอนนั้นแม่บ้านกำลังรดน้ำต้นไม้อยู่ ไม่ไกลจากที่ที่พวกเรากำลังเล่นกัน ดอกกุหลาบที่รั้วหน้าประตูบ้านกำลังบานสวยเป็นสีแดงสด แซมด้วยสีชมพูและสีขาวสดใส เธอมองมาที่เด็กๆ ขณะอีกมือหนึ่งถือสายยางรดกลุ่มกุหลาบอยู่ เธอยิ้มน้อยๆ อย่างมีความสุข ละอองน้ำกลุ่มหนึ่งลอยมาปะทะเข้ากับจมูกของฉันจนฉันเริ่มรู้สึกระคายเคือง ก่อนที่จะจามออกมาเสียงอ้อแอ้ น้ำลายหกเป็นทาง ฉันคิดว่าตัวเองเดี๋ยวคงไม่สบายแน่ เสียงหัวเราะดังขึ้นจากรอบข้าง ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ที่อยู่ด้วยตอนนั้นพากันมองมาที่ฉันแล้วหัวเราะคิกคักกันใหญ่ ฉันเริ่มคิดแล้วว่าตัวเองได้ทำอะไรแย่ๆ ลงไปหรือเปล่า แล้วฉันจะถูกตีไหม ในตอนนั้นเองที่เขามองหน้าฉันแล้วหัวเราะออกมา เขาใช้แขนเสื้อเช็ดน้ำมูกน้ำลายของฉันที่ไหลย้อยเป็นทางอยู่ริมปากก่อนที่จะชี้ให้คนอื่นๆ ดูว่าฉันน่ารักแค่ไหน ตอนนั้นเขาพูดแบบนั้นจริงๆ นะ เขาบอกว่าฉันน่ารักและน่าเอ็นดูจริงๆ ฉันคิดว่าตอนนั้นฉันก็มีหัวเราะด้วยเหมือนกัน ถึงแม้ว่าเสียงหัวเราะของฉันมันจะฟังดูตลกเสียจนคนอื่นรอบๆ พากันหัวเราะไปตามๆ กัน แต่ฉันคิดว่านั้นน่าจะเป็นเรื่องที่ดีนะ เพราะทุกคนชอบฉัน และเหนือสิ่งอื่นใด พวกเขาชอบที่เขาชอบฉัน


แต่ตอนนี้ฉันไม่แน่ใจเลย ไม่แน่ใจจริงๆ เลยว่าตอนนี้จะยังมีใครชอบฉันอยู่ไหม ตัวฉันที่สกปรกมอมแมม ตัวฉันที่มีกลิ่นเหม็นเน่าเหมือนสัตว์ใกล้ตาย ตัวฉันที่ทำได้แต่เพียงนั่งเหม่อลอยตาละห้อยอย่างเดียวดาย จะมีใครสักคนมาชอบฉันจริงๆ หรือเปล่า ตอนนี้ฉันเริ่มรู้ตัวแล้วว่าตัวเองคงไม่เหมาะสมเอาเสียเลยที่จะได้รับความรักมากมายขนาดนั้นจากใครที่ไหนก็ตาม เพราะว่าฉันมันไม่มีค่าอะไรเลย เพราะฉันโดดเดี่ยวและกำลังถูกทิ้งขว้าง ฉันรู้สึกว่าตัวเองกำลังจะเหี่ยวเฉา ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังค่อยๆ แตกสลายอย่างช้าๆ อยู่ข้างใน เหมือนกับมีคมเขี้ยวสีดำคอยกัดแทะหัวใจฉันอยู่เนื่องๆ เหมือนมันกำลังพยายามจะทำลายฉันให้ค่อยๆ หายไปอย่างช้าๆ มันช่างทรมานเหลือเกิน การรอคอยช่างทรมานเหลือเกิน และการได้มารอคอยความหวังที่นับวันยิ่งหริบหรี่ในที่แคบๆ มืดๆ แบบนี้ มันช่างกัดกินฉันลึกเข้าไปเรื่อยๆ บาดลึกลงไปเรื่อยๆ เหลือเกิน


เสียงของสายฝนที่กระทบกับพื้นถนนดังเปาะแปะเสียงดังสะท้อนก้องในหูของฉัน เมื่อมองออกไปข้างหน้า กรอบสองข้างที่ล้อมวิสัยทัศน์ซ้ายขวาของฉันไว้คือสองกำแพงหนาสีดำเชื้อราฝัง กลิ่นของกองขยะโชยเน่าออกมาจากถังขยะข้างหน้า ฉันมองเห็นเศษซองขนมที่ว่างเปล่า ขวดแก้วแตกๆ และถุงพลาสติกขาดๆ กองพะเนินสูง คละไปด้วยห่อโฟมและเศษข้าวบูดๆ ที่ส่งกลิ่นเน่าโชยมาเป็นระลอกคลอกับน้ำฝนที่ไหลลงมาจากท่อด้านบน เสียงดังเปาะแปะในตอนแรกก็ทำให้ฉันรำคาญอยู่บ้าง แต่พอนานไปฉันกลับรู้สึกว่ามันก็ไม่ได้แย่นัก อย่างน้อยที่แห่งนี้จะได้ไม่เงียบเสียจนเกินไป เสียงของฝนเริ่มเบาลงเรื่อยๆ หน้าของฉันแนบชิดติดกับพื้นเย็นๆ เปียกๆ นี้อย่างไร้เรี่ยวแรงแก้มขวาของฉันสัมผัสกับพื้นคอนกรีตเก่าๆ ที่ขรุขระ จนบางทีแม้เวลาที่ฉันขยับสักเพียงเล็กน้อยก็ทำให้เจ็บได้ ฉันได้ยินเสียงของหนูที่กำลังวิ่งควั่กกันชุลมุนอยู่ใต้พื้น เสียงของแมลงสาบที่กำลังเริ่มไต่ออกมาจากท่อระบายน้ำข้่างหน้า พวกมันดูยุ่งวุนวายกับชีวิตของตนเองเสียจนไม่ยอมหยุดเคลื่อนไหว พวกมันไต่ตะกายออกมาจากเรื่อยๆ เกือบๆ สิบตัว ไต่ไปตามถนนบ้างก็ไต่ขึ้นไปบนถังขยะเพื่อหาเศษอาหารกิน ฉันย่นจมูกฟุดฟิด สงสัยว่าตัวเองจะทนความหิวนี้ต่อไปได้อีกนานแค่ไหน ปรกติแล้วเวลานี้พวกเราจะต้องได้ทานอาหารเย็นด้วยกันแล้วสิ ตอนเย็นๆ อย่างนี้มันต้องถึงเวลาที่เขาจะพาฉันกลับบ้านหลังจากที่ออกไปเล่นข้างนอกตอนบ่าย แล้วแม่ก็จะเอาผ้าอุ่นๆ มาคลุมรอบตัวเขาและเช็ดตัวให้ฉัน และพวกเราก็จะได้กินข้าวที่แม่ทำ ถึงแม้ว่าฉันจะเป็นคนเดียวที่ต้องออกไปกินข้างนอกก็เถอะ แต่ในบางครั้งเวลาที่พวกเขาอารมณ์ดี พวกเขาก็อนุญาตให้ฉันเข้าไปกินข้างในได้เหมือนกัน พวกเรามักจะเปิดทีวีดูกันอย่างสนุกสนานทุกเย็น พ่อกับแม่ก็จะเถียงกันว่าจะดูข่าวหรือดูละคร ก่อนที่จะจบลงด้วยการเปิดการ์ตูนที่เขาชอบทุกทีไปเพราะไม่มีใครอยากจะขัดใจเขา ในช่วงเวลานั้นมันช่างอบอุ่นและมีความสุขเหลือเกิน เจ้าตัวน้อยที่เขาบอกว่าคือน้องสาวของเขาก็ชอบทำเสียงอ้อแอ้เวลาดีใจ เธอก็ชอบดูการ์ตูนตอนเย็นกับเขาด้วยเหมือนกัน ถึงแม้ว่าเธอจะยังพูดหรือเดินไม่ได้ แต่เวลาที่พี่ชายของเธอเล่นด้วย เธอก็ดูสนุกเสียจนฉันแอบอิจฉา เขาดูรักเธอมากจริงๆ จนบางทีฉันก็อดสงสัยไม่ได้ว่าจะมีสักวันไหมที่เขาจะลืมฉันไป


แต่ในตอนนี้ฉันไม่อยากจะสงสัยหรือคิดอะไรอีกต่อไปแล้ว เพราะทุกอย่างมันเริ่มจะชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ จนฉันกลัว กลัวว่าทุกความกังวลที่ฉันอัดอั้นมานานจะระเบิดออกฉีกร่างฉันให้แตกเป็นเสี่ยงๆ ด้วยความจริงที่ว่าฉันถูกลืม และถูกทิ้งไปแล้ว และไม่มีใครต้องการฉันอีกต่อไป


ความหนาวเย็นเริ่มกอบกุมเข้ามาอีกครั้งท่ามกลางแสงสว่างของยามเย็นที่กำลังค่อยๆ หดหายไปเรื่อยๆ ฉันทอดสายตาเหม่อลอยออกไปยังอีกฝั่งของถนนที่ไร้วี่แววของผู้คนหรือรถราที่วุ่นวาย ผู้คนคงกลับบ้านกันหมดแล้ว กลับไปหาครอบครัวอันเป็นที่รักของพวกเขา ตอนนี้ฉันรู้สึกอยากจะร้องไห้ออกมาจริงๆ ที่ที่ฉันคอยอยู่ กับที่ที่ฉันจากมา ถูกคั่นไว้ด้วยเพียงม่านฝนที่ตกปรอยๆ ลงมาเท่านั้น ฉันไม่มีความคิดที่จะเดินย่างก้าวต่อไปไหน ถึงแม้เสียงท้องร้องจะเริ่มครวญครางออกมาบ้างแล้วก็ตาม เพราะมันก็ผ่านมานานเหลือเกินตั้งแต่วันที่เขาบอกให้ฉันคอย ปากของฉันเริ่มสั่นเทาเพราะความหนาว ตัวเริ่มหดเล็กลง ฉันเอาหน้าซุกกับหัวไหล่ของตัวเองไว้อย่างหลวมๆ พยายามที่จะไม่ขยับตัวมากจนเกินไป เพราะก้อนกรวดใต้ท้องฉันมันแหลมเสียเหลือเกิน ฉันคิดว่าค่ำคืนคงใกล้เข้ามาแล้ว ท้องฟ้าก็เริ่มจะมืดแล้ว และฉันกังวลว่าเขาจะหาที่หลบฝนได้ไหม


ฉันยังจำกลิ่นเสื้อเลอะโคลนของเขาได้อยู่เลย ทุกครั้งที่ฝนตกและเขากลับมาจากสนามเด็กเล่น แม่จะคอยดุเขาว่าทำไมทำเสื้อผ้าสกปรก ตอนนั้นแหล่ะที่เขาจะหัวเราะร่า แก้ตัวด้วยคำพูดเดิมๆ ที่เขาชอบใช้ “เสื้อมันเลอะเองครับ” จากนั้นเขาก็จะทำท่าทางตลกๆ เหมือนลิงจ๋อในการ์ตูนที่พวกเราดูทุกเย็น บางทีเขาอาจจะโดนตีบ้างแต่เขาก็ไม่เคยโกรธแม่เลยสักครั้ง พ่อเองก็ไม่เคยดุเขาเลยไม่ว่าเขาจะทำตัวเลอะเทอะแค่ไหน พ่อบอกว่ามันเป็นธรรมชาติของลูกผู้ชาย และก็แม่นั่นแหล่ะที่จะโมโหที่พ่อคอยเอาแต่ให้ท้ายเขา แต่อย่างไรก็ดี ครอบครัวนี้ก็ไม่เคยมีปากเสียงกันจริงๆ จังๆ เลยสักครั้ง ส่วนมากก็มีเพียงแค่โต้เถียงกันเล็กๆ น้อยๆ จากนั้นมันก็จะหายไปเองเหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น อาจจะเพราะพ่อไม่ค่อยกลับบ้านบ่อย และส่วนมากในตอนที่กลับมาทุกคนก็นอนกันหมดแล้ว ยกเว้นฉันที่ชอบตาสว่างอยู่เรื่อยจนกระทั่งรุ่งสาง ดังนั้นทุกคนต่างก็อยากจะใช้เวลาที่มีอยู่กับพ่ออย่างมีความสุขไร้เรื่องบาดหมางทั้งนั้น เพราะนานๆ ทีจะได้เจอกันที ฉันเองก็ชอบพ่อนะ เพราะเขาใจดี เขาชอบเอาอกไก่ให้ฉันกินตอนที่แม่เผลอ เพราะแม่ชอบบอกเสมอว่าฉันกินดีเกินไป เขาเป็นคนนิ่งๆ แต่ความจริงแล้วเขาตลกมาก เขาชอบเอาเรื่องขำๆ ที่เขาเจอในที่ทำงานมาเล่าให้ทุกคนฟังเสมอ และถึงแม้เรื่องที่เขาเล่าจะฟังดูไม่เข้าท่าหรือไม่น่าเชื่อแค่ไหนก็ตาม แต่ทุกคนก็หัวเราะไปกับเขาได้เสมอไม่ว่าเมื่อไหร่ที่เขาเอ่ยปากเล่าก็ตาม 


เสียงของหนูท่อที่กระโจนออกมาจากเงามืดข้างถังขยะทำให้ฉันสะดุ้งโหยง นิ้วมือเหยียดเกร็งด้วยความตกใจ ดวงตาเบิกโพลงมองออกไปข้างหน้าอย่างหวาดหวั่น นี่ฉันฝันไปหรอกหรือ? ถนนข้างหน้าเริ่มมืดแล้ว แม้จะยังมีคราบน้ำเฉอะแฉะเจิ่งนองเป็นหลุมบ่ออยู่ แต่อย่างน้อยตอนนี้ฝนก็ไม่ได้กำลังตก ฉันค่อยๆ ย่อตัวลงและขดกลับเข้าสู่ตำแหน่งเดิมอีกครั้งเพื่อรักษาความอบอุ่น คืนนี้ช่างมืดมิดและยาวนานเสียเหลือเกิน ท้องฟ้าสีดำและประกายแสงจางๆ จากหลอดไฟข้างทางก็ไม่ได้ช่วยให้ตรอกนี้สว่างขึ้นแม้แต่น้อย เสียงของฝูงแมลงสาบและแมลงกลางคืนดังระงม อย่างน้อยฉันก็ไม่ได้โดดเดี่ยว อย่างน้อยฉันก็ยังคงอยู่ท่ามกลางบางอย่างอยู่ บางที่สกปรก ฉันจำได้ว่าเขาบอกฉันว่าเขาเกลียดแมลงสาบ เขาไม่ชอบหนูหรืออะไรก็ตามที่มันสกปรก ฉันคิดว่าคงติดมาจากนิสัยรักความสะอาดของแม่เขาละมั้ง ถึงแม้เขาจะทำห้องรกบ่อยๆ ก็เถอะ แต่ทั้งเขาและก็แม่ต่างก็ทนไม่ได้เวลาที่เห็นแมลงสาบวิ่งผ่านหน้า หรือมีหนูอยู่ในห้องครัว ต้องให้พ่อไม่ก็ฉันคอยตามจับอยู่เสมอ แต่ฉันก็ไม่เคยรำคาญหรือมองว่านั้นเป็นข้อเสียของพวกเขาเลย ฉันกลับชอบด้วยซ้ำ เพราะฉันจะได้มีโอกาสทำประโยชน์ให้พวกเขาบ้าง แม้สักนิดก็ยังดี


แต่ตอนนี้ฉันกำลังนอนอยู่ท่ามกลางฝูงแมลงสาบ และหนูท่อสกปรกตัวหนึ่งก็เพิ่งไต่ผ่านหลังฉันไป


ฉันได้ยินเสียงฝนอีกแล้ว ท้องฟ้าเริ่มส่งเสียงร้องคำรามอีกแล้ว ตอนนี้ฉันไม่รู้แน่ชัดว่ามันเป็นเวลากี่โมง ฉันทายว่าอาจจะเป็นตอนบ่าย แต่อากาศหนาวแบบนี้มันอาจจะเป็นช่วงหัวค่ำก็ได้ ไม่รู้สิ ตอนนี้แค่จะลืมตาฉันยังไม่มีแรงเลย แค่จะขยับนิ้วสักนิ้วตอนนี้ฉันยังทำแทบไม่ได้เลย ฉันเหนื่อยเหลือเกิน ฉันอยากจจะร้องไห้ แต่แค่คิดถึงตอนที่ตัวเองร้องไห้ฉันก็รู้สึกระทมใจมากพอแล้ว เขาชอบบอกเสมอว่าฉันอ่อนแอและต้องพึ่งพาเขา เขาบอกเสมอว่าการร้องไห้ไม่ได้ช่วยอไะไร การร้องไห้เป็นการกระทำของคนขี้ขลาด ถึงแม้ว่าตอนที่เขาบอกฉันเขาจะกำลังร้องไห้เพราะเพิ่งถูกแม่ตีมาก็ตาม นึกแล้วก็ขำ แต่ตอนนี้ฉันอ่อนล้าเหลือเกิน มันมีความรู้สึกเสียดายและโหยหาอะไรบางอย่างที่ฉันคิดไม่ออกว่ามันคืออะไรหน่วงอยู่ในใจ แต่ฉันสัมผัสได้ว่าตัวเองกำลังเศร้า และฉันอยากจะร้องไห้ออกมาเหลือเกิน ฉันรู้สึกว่าตัวเองกำลังค่อยๆ หายไป และมันช่างว่างเปล่าเหลือเกิน ทุกชั่วขณะในทุกๆ วินาทีตอนนี้ มันช่างว่างเปล่าและแสนดำมืดเหลือเกิน ในตอนนั้นที่ฉันได้ยินเสียงครวญครางร่ำไห้ ดังมาจากที่ที่ไกลแสนไกลในความคิดอันว่างเปล่าของฉัน ในความมืดมิดฉันมองเห็นเป็นเงาลางๆ ของกลุ่มก้อนของอะไรบางอย่างสีเทาขมุกขมัว เหมือน มันฟังดูโศกเศร้าและโดดเดี่ยวเหลือเกิน


บางครั้งแม่ก็ดูเหมือนจะไม่ค่อยชอบฉัน แต่ส่วนมากเธอก็ดีกับฉันเหลือเกิน ฉันจำได้ว่าช่วงแรกๆ ที่ฉันมาอาศัยอยู่กับครอบครัวนี้ มีเพียงแม่คนเดียวเท่านั้นที่ไม่ยอมเข้ามาใกล้ฉันเลย ไม่รู้ว่าเพราะฉันดูสกปรกหรือท่าทางดูเกเรเกินไปในสายตาเธอหรือเปล่า ส่วนมากแล้วถ้าเป็นไปได้เธอจะไม่ขอเข้ามาอยู่ใกล้ฉันเลย ตอนนั้นฉันนึกว่าเธอเกลียดฉันเข้าเสียแล้ว มันทำให้ฉันค่อนข้างทุกข์ใจทุกครั้งที่เธอสบตาฉันแล้วหันหน้าหนี มันทำให้ฉันรู้สึกว่าตัวเองเป็นตัวน่าขยะแขยง ฉันเฝ้ากังวลใจมานานนับเดือน จนกระทั่งมารู้ทีหลังว่าความจริงแล้วแม่กำลังท้อง และเธอก็คลื่นไส้บ่อยๆ ด้วยเวลาไปไหนมาไหน เธอทนดมกลิ่นอะไรต่อมิอะไรนานๆ ไม่ได้เลย ไม่ใช่แค่กับฉันเท่านั้น แต่กับพ่อที่มีกลิ่นเท้าแรงกับเขาที่ชอบทำตัวสกปรกเลอะโคลน เธอเองก็ทนไม่ค่อยได้เหมือนกัน ฉันเพิ่งมาสังเกตว่าเธอคอยดูแลฉันอยู่ห่างๆ เสมอมา คอยเอาผ้าสะอาดใหม่มาเปลี่ยนให้ตรงที่นอนฉันทุกเดือน เป็นคนที่คอยเตรียมอาหารให้ฉัน เป็นคนที่คอยกันไม่ให้พวกเด็กเกเรเข้ามารังแกฉันที่หน้าบ้าน เธออาจจะไม่ค่อยเล่นกับฉัน แต่เธอใจดีมาก และฉันก็ชอบเธอมากๆ ด้วย หลังจากที่เธอคลอดแล้ว ท่าทางของเธอก็เป็นมิตรกับฉันมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ฉันเดาว่าอาจจะเพราะจมูกของเธอทำงานดีขึ้นแล้วมั้ง เธอเริ่มหยอกล้อเล่นกับฉันมากขึ้น อาจจะไม่มากเท่าคนอื่นแต่ฉันก็ชอบทุกครั้งเวลาที่เธอเข้ามาเล่นด้วย ฉันชอบเธอมากจริงๆ ข้าวต้มของเธออร่อยที่สุด และรอยยิ้มของเธอก็อบอุ่น 


ฉันสัญญากับตัวเองว่าจะปกป้องดูแลเธอและครอบครัวให้ดีที่สุด เพราะเวลาตอนที่พวกเขากอดฉัน ฉันรู้สึกได้จริงๆ ว่าพวกเราเป็นครอบครัวเดียวกัน


และนั้นคือตอนก่อนที่เขาจะเข้าโรงพยาบาล และแม่ก็ไม่เคยเล่นกับฉันอีกเลย


ฉันคิดว่าเขารักฉัน จนถึงตอนนี้ฉันก็ยังคิดอยู่เลยว่าเขารักฉัน และที่เขาทิ้งฉันไปในวันนั้นเขาก็คงต้องเสียใจอยู่แน่ๆ ถึงแม้ว่าฉันจะมองไม่เห็นหน้าของเขาชัดเจนนักเพราะว่าวันนั้นฝนตกลงมาหนักมาก และตัวเขาก็สูงขึ้นว่าเดิมเยอะจนเดี๋ยวนี้ฉันจ้องแหงนมอง แต่ถึงแม้ว่าฉันจะมองไม่เห็นหน้าของเขาชัดขนาดนั้นก็ตาม แต่ฉันก็มั่นใจว่าเขาต้องกำลังเสียใจอยู่แน่ๆ หรืออย่างน้อยๆ เขาก็อาจจะยังรักฉันอยู่บ้าง อย่างน้อยๆ เขาก็น่าจะยังห่วงฉันอยู่บ้าง เพราะไม่อย่างนั้นแล้วเขาคงไม่ตัวสั่น ตอนนั้นเขาคงไม่พูดกับฉัน เพราะความจริงแล้วเขาแค่เดินหนีไปเลยก็ได้แต่เขาไม่ทำ เพราะอย่างนั้นเองฉันคงไม่สำคัญตัวผิดนักหรอก ถ้าหากฉันจะตีความว่าการลังเลใจของเขาในตอนนั้นคือความรักที่ยังหลงเหลืออยู่ให้ฉันบ้าง มันคงไม่ผิดมากนักเท่าไหร่ใช่ไหม...


ตอนที่แม่เริ่มมีท่าทีเย็นชากับฉัน พ่อเป็นเพียงคนเดียวที่ยังคงคุยกับฉันอยู่บ้าง น้องสาวที่เริ่มโตก็เอาแต่ถามถึงเขาทุกวันๆ จากแม่ และตอนนั้นที่แม่จะมองมาที่ฉันด้วยสายตาขุ่นเคือง ฉันไม่กล้าแม้แต่จะสบตาแม่ด้วยซ้ำ มันคือสายตาที่ฉันกลัวมาก มันคือสายตาที่เอาไว้มองคนทำความผิด และมันคือสายตาของคนที่ไม่รักแล้ว ฉันกลัว ฉันกลัวเหลือเกินว่าเธอจะเกลียดฉัน แต่เธอก็ยังให้ข้าวฉันทุกวันเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แม้ว่าฉันจะไม่ได้กินข้าวต้มของเธอแล้วก็ตาม และได้กินข้าวน้อยลงเรื่อยๆ จนต้องได้กินแต่ข้าวเหลือ หรือบางวันฉันก็ไม่ได้กินอะไรเลยถ้าพ่อไม่อยู่บ้าน ฉันในตอนนั้นได้แต่นั่งอยู่ข้างกำแพง เหม่อมองท้องฟ้าและหน้าต่างห้องนอนของเขาที่ชั้นสอง คอยนับวันและสงสัยว่าเมื่อไหร่เขาจะกลับบ้าน


ฉันยังคงรอเขาอยู่ตรงนี้เหมือนทุกวันที่ผ่านไป ยังคงรอคอยและยังคงหวังว่าสักวันเขาจะกลับมาหาฉัน ฉันคิดว่าเขาต้องกลับมาหาฉันแน่ๆ ในสักวันใดวันหนึ่งในอนาคต ถึงแม้ว่าในบางครั้งมันจะมีเสี้ยวความคิดหนึ่งที่แวบเข้ามาหลอกหลอนฉันเป็นครั้งคราว เข้ามาร้องกู่บอกฉัน สั่นคลอนความหวาดกลัวของฉันให้แตกกระเจิงกลายเป็นความเจ็บปวด ความคิดที่ว่าเขานั้นจะไม่มีวันหวนกลับมาอีกแล้ว และฉันถูกทิ้งเสียแล้ว เดียวดายและโดดเดี่ยวอยู่ท่ามกลางเงามืดไร้ดาวหรือเสียงจันทร์ ตะเกียกตะกายตามหาความอบอุ่นที่เคยได้สัมผัสจากความว่างเปล่าที่ไม่มีสิ้นสุดของรัตติกาล เคว้งคว้างลอยแน่นิ่งอยู่ท่ามกลางเสียงสะอื้นของตนเองที่จะไม่มีผู้ใดมาคอยรับฟัง ความคิดที่ว่าเขาได้ทิ้งฉันไปแล้ว และเขาได้ตั้งใจที่จะทิ้งฉันไปจริงๆ เขาไม่ได้ลังเลใจเลยแม้แต่น้อยในตอนที่เขาหันหลังและวิ่งจากไป อาจจะเพราะด้วยว่าเขาเกลียดฉันแล้วจริงๆ ฉันกลัว ฉันกลัวเหลือเกินว่าสักวันหนึ่งฉันจะถูกความคิดนั้นเข้าครอบงำ มันจะกลืนกินและกัดทำลายความหวังของฉันที่จะได้กลับบ้านให้สูญสิ้นไปเหมือนความหนาวเย็นและเงียบเหงาที่ฉันต้องเผชิญในทุกๆ คืน 


ฉันไม่รู้ว่านั้นเป็นความจริงหรือเปล่า ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองเริ่มกลัวความคิดนี้ของตัวเองเข้าไปแล้วทุกวันๆ หวาดกลัวและเอาแต่กรีดร้องอยู่ในใจอย่างเดียวดาย เพราะถึงแม้จะร่ำร้องเสียน้ำตาไปมากเพียงใดก็คงจะไม่มีผู้ใดรับฟัง เพราะเสียงของฉันมันไม่มีความหมาย และไม่มีใครเลย ไม่มีใครเลยสักคนที่จะกลับมาหาฉัน ฉันตะกุยเล็บตัวเองขูดเค้นแรงทั้งหมดที่มีกระจุยพื้นคอนกรีตตรงหน้า กลิ่นคาวเลือดค่อยๆ โชยออกมาตามซอกเล็บที่ขูดเข้ากับก้อนกรวด น่าแปลกที่ฉันแทบไม่รู้สึกเจ็บเลย ไม่รู้สึกเจ็บเลยแม้แต่น้อย ฉันไม่รู้สึกอะไรเลย แต่ที่ดวงตากลับพร่ามัว ชื้นแฉะ และแสบพร่า ฉันกำลังร้องไห้ และหยดน้ำตาที่ไหลเข้าปากฉันก็มีรสเค็มที่ขมขื่น ฉันจำได้อีกแล้วว่าตัวเองตอนนั้นถูกตีเพราะอะไร และทำไมแม่ถึงได้โยนอาหารใส่ฉัน


อาจจะเพราะวันนั้นฉันได้ทำผิดไป อาจจะเพราะวันนั้นฉันดื้อมากเกิน เพราะแบบนั้นฉันถึงถูกลงโทษ ถูกทิ้งให้โดดเดี่ยวเพราะฉันต่อจากนี้ไปถูกตัดสินแล้วว่าเป็นได้เพียงตัวปัญหา และจะไม่มีใครกลับมารับฉันอีกทั้งนั้น


ในวันที่เขากลับออกจากโรงพยาบาล วันนั้นทุกคนไม่อยู่บ้าน ทุกคนออกไปรับเขาที่โรงพยาบาลและฉันต้องอยู่เฝ้าบ้านคนเดียว ฉันแอบคุ้ยกินเศษอาหารที่เหลืออยู่ในถังขยะข้างครัวที่แม่เอาออกมาเททิ้ง ขณะที่กินไปฉันคิดว่าน้ำตาของตัวเองไหลออกมา ตอนนั้นฉันบอกกับตัวเองว่านี้เป็นน้ำตาแห่งความยินดีที่เขาจะได้กลับบ้านมาแล้ว เพราะแม่เองก็ร้องไห้เหมือนกันเมื่อเช้าหลังรับโทรศัพท์ และเธอก็ยิ้มร่าตอนที่บอกข่าวกับทุกคนว่าเขาจะได้กลับจากโรงพยาบาลแล้ว แต่รสชาติของน้ำตาฉันในตอนนั้นมันกลับขมขื่นเหลือเกิน ไม่ต่างกับในตอนนี้


เสียงฟ้าเริ่มร้องคำราม ฉันคิดว่าคืนนี้ฝนคงจะต้องตกอีกครั้งเป็นแน่ และฉันก็คงจะต้องทนหนาวสั่นอยู่ทั้งคืน พวกหนูเริ่มไต่กลับลงดินและฝูงแมลงนั้นหายไปตั้งแต่ตอนไหนแล้วก็ไม่รู้ พวกมันมีบ้านให้กลับ และพวกมันมีที่ให้หนี ส่วนฉันในตอนนี้แค่จะกลับก็ยังกลับไม่ได้ แค่จะหลบฝนก็ยังหลบไม่ได้ เพราะฉันต้องคอยเขาก่อน เพราะเขาบอกให้ฉันคอยเขา เพราะอีกสักหน่อยเขาก็จะกลับมารับฉัน และพวกเราก็จะกลับบ้านกัน


แต่ฉันจำแทบไม่ได้แล้วว่าครั้งสุดท้ายที่ฉันเจอหน้าเขา มันคือตอนไหนกัน


วันนั้นฉันวิ่งตามเขาออกไป วิ่งออกไปเหมือนทุกครั้งในตอนเช้าตอนที่เขากำลังจะไปโรงเรียน วิ่งตามจักรยานสีฟ้าของเขาไปพร้อมกับส่งเสียงร้องเรียก วันนั้นท้องฟ้าในยามเช้าเป็นสีเทา มีเมฆหนามากเหมือนฝนกำลังจะตก วันนั้นพ่อบอกว่าจะเป็นคนไปส่งเขาแต่แม่บอกว่าไม่จำเป็น เพราะฝนยังไม่ตกเสียหน่อย โรงเรียนของเขาอยู่ไม่ไกลจากบ้านมากนัก เพราะฉะนั้นเขาจึงไม่ได้โต้เถียงอะไร ถึงแม้ใจจริงฉันก็รู้ว่าเขาอยากจะนั่งรถไปกับพ่อ เช้าวันนั้นเขาดูซึมๆ พ่อออกไปทำงานแล้ว ส่วนแม่ก็เอาแต่เลี้ยงน้อง ฉันเพียงแค่อยากจะปลอบใจเขาบ้าง ฉันเพียงแค่อยากจจะทำให้เขายิ้มออกบ้างก็เท่านั้น


เม็ดฝนเริ่มตกกระหน่ำกรีดร่างของฉันแล้ว ความรู้สึกหนาวเหน็บเหมือนถูกคมมีดนับพันเสียบแทงก่อขึ้นอย่างช้าๆ เพราะตัวฉันในตอนนี้ชาไปหมดแล้ว บางทีตอนนั้นเขาอาจจะรู้สึกอย่างนี้ก็ได้นะ หรือบางทีเขาอาจจะเจ็บปวดเสียยิ่งกว่าฉันอีก เพราะเขาไม่มีแม้แต่โอกาสได้เตรียมใจด้วยซ้ำ ฉันร้องไห้ ฉันคิดว่าฉันกำลังร้องไห้นะ เพราะสายฝนตอนนี้ช่างรุนแรงเสียจนฉันอยากไม่บอกเลยว่านี่คือน้ำตา หรือนี่เป็นเพียงฝนที่ตกลงมาเท่านั้น


ดังนั้นฉันจึงวิ่งตามเขาไป เพราะทุกครั้งที่เขาเห็นฉันเขาก็จะยิ้มอย่างมีความสุขทุกที ในตอนที่เขากำลังชะลอรถเบรกก่อนสี่แยกข้างหน้า เขาหันกลับมาเพราะเสียงร้องเรียกของฉัน และรถกระบะก็พุ่งเขามาชนร่างเขาลอยลิ่ว แขนของเขาบิดไปคนละทางและดวงตาของเขาเบิกกว้าง ในตอนนั้นหัวใจฉันขาดสะบั้น


ฉันคิดว่านั่นอาจจะเป็นเหตุผลที่ทุกคนเกลียดฉันก็ได้ เพราะทั้งหมดที่ฉันเป็นได้มาจนถึงตอนนี้ก็คือผู้ขออาศัยเท่านั้น ไม่ได้มีคุณค่าหรือความสำคัญอะไรเลยที่พวกเขาจำเป็นต้องรัก ไม่มีความหมายอะไรเลยที่ฉันจำเป็นต้องดำรงอยู่เพื่อพวกเขา หรือเพื่อใครที่ไหนก็ตาม ไม่ว่าจะเพราะอะไร ตอนนี้ฉันไม่อยากจะรู้สึกอะไรอีกแล้ว เพราะทุกครั้งที่ันึกถึงพวกเขา ภาพในหัวของฉันก็เริ่มบิดเบี้ยวขึ้นเรื่อยๆ เหมือนกับมีกระแสน้ำวนในหัวคอยทลายความนึกคิดของฉันซ้ำๆ ไปด้วยความจริงที่ว่า ความสุขที่เคยเกิดขึ้น มันได้เกิดขึ้นจริงๆ แต่ตอนนี้มันจะไม่มีทางเกิดขึ้นอีกแล้วเพราะฉันโดนทิ้งแล้ว และมันคือตอนที่เขาลากฉันออกจากบ้านขึ้นรถจักรยาน ก่อนที่จะปั่นพาฉันออกไปไกลแสนไกลจากบ้านในตอนเย็นที่ฝนกำลังตั้งเค้าเหมือนเมื่อคราวนั้น ในตอนนั้นฉันไม่เอะใจสักนิดเดียว คิดเพียงแต่ว่าเขาคงให้อภัยฉันแล้ว และมันคือตอนที่เสียงของเขาฟังดูสั่นเครือเหลือเกิน และแววตาของเขาก็ดูเศร้าเหลือเกิน 


ฉันทิ้งตัวเองให้ตกอยู่ในความเจ็บช้ำ และฉันคิดว่าฉันสมควรได้รับมันแล้ว ฉันสมควรถูกทอดทิ้งแล้ว เพราะฉันได้ทำตัวไม่ดีกับคนที่เขารักฉัน หรืออย่างน้อยเขาก็เคยรักฉัน ฉันสมควรแล้วเพราะฉันทำให้เขาเจ็บ และเขาก็ไม่ได้ทำผิดอะไรเลยที่เขาจะทิ้งฉันไป ถึงแม้ตอนนี้ฉันจะหนาวสั่นจนตัวงอ หรือถึงแม้ตอนนี้ฉันจะหิวจนไส้จะขาด และฉันก็กำลังร้องไห้ และทุกอย่างก็กำลังจะจบสิ้นลง ฉันครวญครางในลำคอ ฉันหลับตาพาตัวเองดำลงสู่ความเศร้าหมองที่มืดมิด ทุกครั้งในเวลาที่ฉันกลัวหรือโศกเศร้า ฉันเอาแต่หลับตามาตลอด เพราะฉันกลัวเกินไปที่จะลืมตาตื่นมาพบความจริง แต่ในครั้งนี้ ฉันแค่หวังว่าหากฉันหลับตาลงครั้งนี้ ในอีกครั้งที่ฉันลืมตาขึ้นมาฉันจะพบกับเขาอีกครั้ง!


แต่ตอนนี้ฉันเหนื่อยเหลือเกิน ได้โปรด หากเขาจะไม่กลับมารับฉันจริงๆ อย่างน้อยก็ขอแค่ให้ฉันไม่ต้องหนาวเหน็บโดดเดี่ยวท่ามกลางความมืดมิดแบบนี้ได้ไหม...


“ใครหนอช่างทำได้...”


จู่ๆ เสียงฝนด้านบนก็เงียบไป ฝนหยุดตกแล้ว? ฉันไม่รู้สึกถึงอะไรเปียกๆ กระทบหลังฉันอีกแล้ว ความจริงตอนนี้ฉันกลัวมาก แต่เพราะด้วยอะไรบางอย่าง ฉันค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมอง หญิงสาววัยกลางคนคนหนึ่งกำลังกางร่มก้มลงมองฉันอยู่ สีหน้าของเธอดูเรียบเฉย แต่ด้วยอะไรบางอย่าง อะไรบางอย่างที่ทำให้ฉันรู้สึกตื้นตันอย่างประหลาด อะไรบางอย่างที่ทำให้ฉันนึกย้อนหวนกลับไปถึงวันที่ฉันได้พบกับเขาเป็นครั้งแรก


“เจ้าหมาน้อย มาอยู่กับพี่นะ”


และในตอนนั้นเองที่ความมืดมิดทั้งหมดได้พังทลายลง


เยาวชนได้รับรางวัล ๑๕.png