ทีรามิสุ

ประกวด ๑๔.png


ณ เมืองหนึ่งชื่อเมืองดอลเป็นเมืองที่ชาวเมืองมีรูปร่างเป็นตุ๊กตาโดยจะมีรูปร่างแตกต่างกันไปตามนิสัยใจคอของชาวเมือง แต่ผู้ใหญ่ในเมืองนี้ส่วนมากจะมีรูปร่างเป็นตุ๊กตาไม้เนื่องจากมีจิตใจแข็งกระด้างไร้ซึ่งความเมตตากรุณาและพวกเขาไม่มีหน้าตาเป็นของตนเองต้องสวมหน้ากากปิดบังตลอดเวลาเพราะพวกเขาไม่อยากให้ใครเห็นหน้าจริงของตนเอง สวมหน้ากากตามที่ตนอยากให้ผู้อื่นเห็น ท่ามกลางเมืองใหญ่นี้มีชายเร่ร่อนร่างซูบผอม เขาไม่ได้มีรูปร่างเป็นตุ๊กตาเพราะเขาไม่ใช่คนของเมืองนี้ เขานั่งขอทานข้างป้ายรถเมล์ที่เต็มไปด้วยคนพลุกพล่านแต่กลับไม่มีใครให้เศษเหรียญแก่ชายเร่ร่อนเลย ขณะที่เขากำลังนั่งขอทานด้วยความหิวโหยหวังจะได้เศษเหรียญไปซื้อข้าวกินประทังชีวิต ได้มีชายสวมเสื้อคลุมยาวสีดำและสวมหมวกฟีโดร่าแบบไมเคิล แจ็คสัน ปีกหมวกคลุมหน้าเขาจนไม่เห็นหน้า ชายสวมหมวกเดินเข้ามานั่งบนเก้าอี้สำหรับนั่งรอรถเมล์ซึ่งเขาได้นั่งเก้าอี้ตัวที่อยู่ใกล้ชายเร่ร่อนมากที่สุด

“วันนี้ได้เงินสักบาทหรือไม่” ชายสวมหมวกถามชายเร่ร่อน

“ไม่ได้เงินเลยสักบาท สิ่งที่ได้มีเพียงความดูแคลนจากคนที่เดินผ่านไปมาเท่านั้น” ชายเร่ร่อนตอบ

“แล้วทำไมไม่หาเงินด้วยวิธีอื่นแทนที่จะมานั่งขอทานอย่างนี้” ชายสวมหมวกถาม

“ผมแทบจะไม่มีแรงเหลือแล้ว ไม่มีใครจ้างผมหรอก” ชายเร่ร่อนตอบ

“เป็นอย่างนี้นี่เอง” ชายสวมหมวกเข้าใจคำตอบของชายเร่ร่อน

ชายสวมหมวกได้หยิบนาฬิกาทรายออกมาจากเสื้อคลุม ทรายภายในนาฬิกาทรายไหลจากเบื้องบนสู่เบื้องล่างอย่างช้าๆ ชายเร่ร่อนมองดูนาฬิกาทรายด้วยความสงสัยว่าชายสวมหมวกจับเวลารออะไรอยู่

“มารอใครบางคนหรือครับ” ชายเร่ร่อนถาม

“ถูกต้อง ขณะที่ยังมีเวลาเหลืออยู่มาฟังเรื่องเล่าของผมสักประเดี๋ยวก่อนได้หรือไม่ ถือเสียว่าอยู่รอเป็นเพื่อนผมก็แล้วกัน” ชายสวมหมวกถาม

ชายเร่ร่อนเกิดความสงสัยว่าเรื่องเล่าของชายสวมหมวกจะเป็นอย่างไร ประกอบกับท่าทางและการแต่งตัวที่ให้ความรู้สึกลึกลับน่าค้นหาของเขาดึงดูดให้ชายเร่ร่อนพยักหน้าตอบตกลงทันที

เรื่องแรกเป็นเรื่องราวของหญิงชราตาบอดผู้หนึ่งที่มีฐานะยากจน ทุกคืนเธอจะอธิษฐานกับดวงดาวให้เธอมีชีวิตที่ดีขึ้น เธออธิษฐานทุกคืนจนกระทั่งคืนหนึ่งขณะที่เธอกำลังอธิษฐานก็ได้มีดาวตกร่วงลงมาจากท้องฟ้าและมันพุ่งมาที่บ้านของเธอ เธอรีบวิ่งไปดูจึงพบว่าสิ่งที่พุ่งลงมาจากฟ้าคือลูกแก้วขนาดเท่าลูกเทนนิส ลูกแก้วได้ลอยขึ้นแล้วพูดกับหญิงชรา

“ฉันคือลูกแก้วแห่งโชคชะตา คำอธิษฐานของเธอเรียกฉันให้มาหาเธอเพื่อทำให้ชีวิตของเธอดีขึ้น ถ้าหากเธอมองใครผ่านฉัน เธอจะสามารถเห็นอดีต ปัจจุบัน อนาคตของคนผู้นั้นได้และฉันสามารถเปลี่ยนโชคชะตาของผู้อื่นได้แต่เธอต้องแลกด้วยอายุขัยของคนที่ยินยอมจะมอบอายุขัยทั้งหมดให้กับเปลี่ยนโชคชะตาหนึ่งครั้ง หากทำเช่นนั้นแล้วพลังของฉันจะหมดลงแล้วฉันจะกลับกลายเป็นดาวดังเดิม” ลูกแก้วบอกหญิงชรา หลังจากที่เธอได้ลูกแก้วมาแล้วเธอได้ใช้พลังของลูกแก้วทำอาชีพทำนายดวงชะตาของผู้อื่นจนเธอมีฐานะร่ำรวยขึ้นมาก หมอดูทำนายดวงให้เหล่าลูกค้าที่กำลังต่อคิวยาว คนแล้วคนเล่าจนมาถึงคนสุดท้ายของวัน เธอเป็นเด็กสาวอายุประมาณ 10 ขวบ ผมสีน้ำตาลของเธอถูกผูกเป็นเปียสองข้าง เธอสวมชุดกระโปรงสีหวานน่ารัก แต่ที่น่าประหลาดคือเด็กสาวนั่งบนรถเข็นโดยมีหุ่นยนต์พ่อบ้านเข็นรถให้เธอและตาทั้งสองข้างของเธอบอดสนิท บนตักของเด็กสาวมีสมุดวาดภาพเล่มหนาวางอยู่ ลักษณะของเธอบอกมิใช่คนในสลัมแต่เป็นลูกคุณหนู

“แม่หนูน้อย เธออยากให้ฉันช่วยอะไรจ๊ะ” หมอดูถาม

“หนูอยากให้คุณช่วยทำนายว่าในอนาคตหนูจะสามารถเป็นจิตรกรได้ไหมคะ” เด็กสาวถามพร้อมนำสมุดภาพ หมอดูมองอนาคตของเด็กสาวผ่านลูกแก้ว

“...ในอนาคตแม่หนูสามารถเป็นจิตรกรได้แน่นอน” หมอดูนิ่งเงียบสักพักก่อนจะตอบเด็กสาว

“จริงหรือคะ ในที่สุดความฝันของหนูจะได้เป็นจริงเสียที ทุกคนบอกว่าหนูไม่มีวันเป็นจิตรกรได้เพราะหนูมองไม่เห็นทำให้ภาพหลายภาพที่วาดออกมาไม่สามารถทำให้ใครดูออกได้ว่าเป็นภาพอะไรแต่พอได้ยินแม่หมอพูดอย่างนั้นแล้วทำให้หนูโล่งอกขึ้นมากค่ะ ขอบคุณมากค่ะ” เด็กสาวกล่าวขอบคุณแล้วให้เงินกับหมอดูก่อนลาจากไป หมอดูเฒ่ารู้สึกไม่สบายใจเพราะอนาคตของเด็กสาวที่มองเห็นผ่านลูกแก้วนั้นเธอไม่ได้เป็นจิตรกรอย่างที่ฝันและเด็กสาวจะต้องตายในไม่ช้า

“โฮ โฮ โฮ” มีเสียงเด็กร้องไห้อยู่ไม่ไกลจากบ้านของหมอดู เธอจึงออกมาดูจึงพบเด็กชายตัวเล็กร้องไห้เพราะตุ๊กตาสิงโตของเขาขาดรุ่ยจนไม่สามารถซ่อมได้ ข้างเด็กชายมีเด็กสาวผมเปียที่พึ่งจากกับหมอดูสักพัก

“ไม่ต้องร้องนะ สิงโตอยู่นี่ไง” เด็กสาววาดภาพสิงโตให้เด็กชายดู

“ฮะ ฮะ ฮะ สิงโตอะไรหน้าตาตลกจัง” เด็กชายหยุดร้องไห้แล้วหัวเราะภาพสิงโตที่ผิดรูปร่างของเด็กสาว เด็กคนอื่นเห็นจึงพากันมาดูภาพสิงโตแล้วจึงต่างหัวเราะกัน เด็กเหล่านั้นได้วาดรูปที่แปลกประหลาดตามเด็กสาว เด็กสาวเห็นดังนั้นแล้วจึงยิ้มตามแต่ทันใดนั้นมีรถกระบะความเร็วสูงเสียหลักพุ่งชนเด็กสาวอย่างรุนแรง หมอดูเห็นดังนั้นจึงตกใจมากพร้อมรู้สึกผิดที่ไม่ได้เตือนเด็กสาวเรื่องอนาคตของเธอ หมอดูเฒ่าจึงตัดสินใจแลกอายุขัยทั้งหมดของเธอเพื่อใช้พลังของลูกแก้วเปลี่ยนชะตาของเด็กสาว เด็กสาวจึงฟื้นคืนชีพ เธอเดินได้และตาทั้งสองข้างมองเห็น สิ่งที่เธอมองเห็นคือร่างของหมอดูค่อยๆสลายลอยขึ้นไปบนฟ้าในมือถือลูกแก้วที่แตกสลายลอยไปบนฟ้าพร้อมร่างของหมอดูนอกจากนั้นเธอยังเห็นภาพวาดของเธอกระจัดกระจายบนถนน ไม่มีภาพใดสวยงามเลยสำหรับเธอ เด็กสาวเห็นดังนั้นจึงร้องไห้ด้วยความโศกเศร้าพร้อมถามหมอดู “ทำไมคุณต้องทำอย่างนี้ ชีวิตของคุณมีค่ามากกว่าฉันเสียอีก ด้วยภาพแบบนี้ฉันไม่สามารถทำตามฝันได้หรอก”

“ฉันไม่ได้มีค่ามากขนาดนั้น ฉันก็เป็นคนธรรมดาไม่มีพลังอะไร เธอรู้ไหมว่าสิ่งที่ฉันได้รับนอกจากชื่อเสียงเงินทองจากการเป็นหมอดูคือการได้เรียนรู้ว่ามนุษย์ทุกคนต่างมีความทุกข์ ในบางครั้งจึงต้องการที่พึ่งคอยช่วยเพิ่มความมั่นใจให้ชีวิตสามารถเดินต่อไปได้แต่ถึงแม้ฉันจะไม่อยู่แล้วเธอก็สามารถสร้างความมั่นใจให้ตนเองได้เพียงเชื่อในความสามารถของตนเอง” หมอดูบอกเด็กสาว

“แต่ภาพของหนู...”เด็กสาวพูดด้วยเสียงไม่มั่นใจ

“ภาพของแม่หนูสวยมากนะ แม้จะมองไม่เห็นก็รู้สึกได้ว่าภาพที่สามารถสร้างความสุขให้แก่ผู้อื่นได้นั้นเป็นภาพที่งดงามมาก” หลังพูดจบร่างของหมอดูกับลูกแก้วสลายไปจนหมดกลายเป็นดวงดาวบนฟ้า

“แล้วชีวิตของเด็กผมเปียเป็นอย่างไรต่อ” ชายเร่ร่อนถามชายสวมหมวก

“เด็กสาวได้เติบโตขึ้นเป็นจิตรกรที่มีชื่อเสียงด้วยภาพแปลกประหลาดของเธอทำให้ผู้อื่นมีความสุขและเธอเองก็มีความสุขไปจนถึงช่วงสุดท้ายของชีวิต เอาล่ะ มาเล่าเรื่องต่อไปดีกว่า” ชายสวมหมวกตอบก่อนจะเริ่มเล่าต่อ

เรื่องที่สองเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในช่วงที่ทรัพยากรบนโลกใกล้จะหมด ทุกประเทศจึงทำสงครามกันเพื่อแย่งชิงทรัพยากร ทหารของแต่ละประเทศต่างฆ่าฟันกันเพื่อปกป้องประเทศของตนเองแต่มีทหารหนุ่มคนหนื่งเห็นถึงความทุกข์ยากของประชาชนซึ่งเป็นผลจากสงครามได้พยายามหาวิธีหยุดความทุกข์ยากนี้ ดวงดาวได้เห็นความตั้งใจของทหารจึงช่วยหาหนทาง

“โลกนี้กำลังจะล่มสลายเพราะทรัพยากรใกล้จะหมด เธอต้องทำให้มนุษย์มองเห็นปาฏิหาริย์เพื่อไม่ให้มนุษย์สูญพันธุ์” ดวงดาวบอกกับทหาร

“แล้วฉันควรจะทำอย่างไรบ้าง” ทหารถาม

“เธอต้องเดินทางไปที่วัดบนเทือกเขาหิมาลัยแล้วเธอจะพบปาฏิหาริย์” พอดวงดาวพูดจบก็กลับขึ้นไปบนฟ้า

“บึ้ม!” ทันใดนั้นได้มีเสียงระเบิดดังขึ้นในสนามรบทหารหนุ่มจึงวิ่งไปดู เขาพบเพื่อนของเขาโดนระเบิดจนบาดเจ็บสาหัส เขาจึงรีบวิ่งเข้าไปหาเพื่อนของเขา

“เลิกเป็นทหาร...แล้วไปใช้ชีวิตอย่างสงบสุขเสีย...หมวกทหารไม่เหมาะกับนายหรอก”เพื่อนของเขาพูดกับเขาและมอบหมวกฟีโดร่าให้เขาก่อนที่จะตาย เขาถอดหมวกทหารออกแล้วสวมหมวกฟีโดร่าแทน เขารู้ว่าโลกที่ใกล้จะล่มสลายนี้ไม่มีที่ไหนสงบสุขอีกต่อไปแล้ว เขาจึงออกเดินทางไปเทือกเขาหิมาลัยทันทีโดยเขาต้องฟันฝ่าทั้งพายุหิมะอันหนาวเหน็บ ความชันของเทือกเขาที่ทำให้เขาเหนื่อยล้า และอากาศที่เบาบางลงเรื่อยๆเมื่อเขาพยายามเดินขึ้นไป เขาเดินขึ้นไปจนถึงยอดสูงสุดของเขาหิมาลัยซึ่งเป็นที่ตั้งของวัดที่เป็นที่หมายของเขา เขาได้พบพระสงฆ์รูปหนึ่งนั่งสมาธิอยู่ภายในวัด

“โยมกำลังหาอะไรอยู่หรือ” พระสงฆ์ถามชายสวมหมวก

“กระผมเดินทางมาตามหาปาฏิหาริย์ที่อยู่ในวัดแห่งนี้เพื่อจะนำไปช่วยมนุษยชาติ” ชายสวมหมวกตอบ

“ถ้าอย่างนั้นก็ตามอาตมามา” พระสงฆ์บอกแล้วเดินไปยังห้องหนึ่ง

เขาเดินตามพระสงฆ์เข้าไปในห้อง เขาพบกระจกลอยได้อยู่กลางห้อง

“โยมมองเข้าไปในกระจกแล้วโยมจะพบปาฏิหาริย์ที่โยมตามหา” พระสงฆ์บอก

ชายสวมหมวกมองเข้าไปในกระจกแต่เขามองไม่เห็นอะไรเลยนอกจากเงาของตนเอง ด้วยความเหนื่อยล้าและความผิดหวังทำให้เขารู้สึกโกรธ เขาจึงใช้มือทุบกระจกจนกระจกแตก เขามองเงาของตนเองในเศษกระจกแล้วเห็นแสงเล็กๆสว่างออกมาจากตัวเขา แสงนั่นคือปาฏิหาริย์ที่เขาตามหาจึงทำให้เขารู้ตัวว่าปาฏิหาริย์อยู่ในตัวเขาและอยู่ในตัวมนุษย์ทุกคนตลอดเวลาแต่ทุกคนกลับมองข้ามมันไปทำให้ไม่มีใครได้เห็นปาฏิหาริย์อีกเลยจึงทำให้มนุษย์ตกอยู่ในความโกลาหลและสิ้นหวังในที่สุด เศษกระจกกลายเป็นหิมะกระจัดกระจายไปทั่วโลกทำให้ปาฏิหาริย์ส่องแสงออกมาจากตัวมนุษย์ทุกคน แสงปาฏิหาริย์ได้ถามพวกเขาว่าพวกเขาสามารถทำอะไรได้บ้างในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ ทั้งประชาชนและทหารจึงช่วยกันต่อต้านผู้นำของแต่ละประเทศซึ่งไม่สนใจความทุกข์ของประชาชนและพยายามก่อสงครามแย่งชิงทรัพยากรจน แม้จะไม่มีผู้นำแต่ประชากรในแต่ละประเทศก็สามารถช่วยกันฟื้นฟูทรัพยากรในประเทศของตนเองได้ทำให้โลกที่ใกล้จะตายได้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง

“แม้โลกใกล้จะล่มสลายก็สามารถฟื้นฟูกลับมาได้ด้วยมือของตนเอง มนุษย์เป็นสิ่งที่วิเศษยิ่งนัก” พระสงฆ์กล่าว

“วิเศษยิ่งกว่าของวิเศษใดๆบนโลกเสียอีก เพียงแค่มีใจพยายามที่จะทำเสียอย่างก็ทำได้ทุกอย่าง” ชายสวมหมวกเสริม เขาเห็นว่าวัดแห่งนี้เป็นที่ที่สงบสุขเขาจึงอาศัยอยู่ที่วัดนี้ไปจนถึงวาระสุดท้ายของเขาแต่เขายังต้องชดใช้ผลกรรมที่เขาฆ่าผู้อื่นเพื่อปกป้องประเทศ ครั้งยังเป็นทหารจึงส่งผลให้เขาทำหน้าที่เป็นยมฑูตคอยรับดวงวิญญาณผู้ตายไปตัดสินรับผลกรรมดีและกรรมชั่วต่อไป

“มนุษย์นี่อยากจะทำอะไรก็ทำได้ทุกอย่างจริงๆแม้จะอยู่ในสถานการณ์สิ้นหวังอย่างนั้น” ชายเร่ร่อนกล่าว

“การที่ปาฏิหาริย์หายไปจากโลกเพราะมนุษย์มองข้ามปาฏิหาริย์ในตัวพวกเขาเองทำให้พวกเขาไม่กล้าลุกขึ้นมาพยายามทำบางอย่างเพื่อตนเองจึงเกิดการสูญเสียเป็นจำนวนมาก เพื่อนที่มอบหมวกใบนี้ให้ผมก็เสียชีวิตเพราะเหตุการณ์นั้นเช่นกัน” ชายสวมหมวกพูดด้วยความคิดถึง

“คุณจะบอกว่าคุณคือคนที่ขึ้นไปบนยอดเขาหิมาลัยและยังเป็นยมทูตอย่างนั้นหรือ ไม่จริงหรอก” ชายเร่ร่อนกล่าวด้วยความรู้สึกไม่เชื่อ

“ไม่เชื่อก็ไม่เป็นไร เวลาใกล้จะหมดลงแล้วฉะนั้นเรื่องต่อไปคงจะเป็นเรื่องสุดท้าย” ชายสวมหมวกพูดหลังจากมองดูนาฬิกาทราย

เรื่องที่สามเป็นเรื่องของเศรษฐีหนุ่มโสดผู้รวยล้นฟ้าอาศัยอยู่ในคฤหาสน์คนเดียว เขาเป็นขุนนางที่ทำงานตามคำสั่งของรัฐบาล เขาไม่รู้จักพอใจในทรัพย์สินที่ตนเองมี เขาเก็บค่าเช่าจากชาวบ้านที่ทำมาหากินบนที่ดินของเขาด้วยราคาที่สูงมากจนชาวบ้านไม่สามารถจ่ายค่าเช่าไหวได้อีก ชาวบ้านจึงออกจากที่ดินของเขาไปประกอบอาชีพที่อื่นทำให้เขากังวลว่าจะไม่มีใครเข้ามาเช่าที่ดินของเขาอีก เขาจึงเดินทางไปปรึกษาหมอดูเฒ่าผู้มีชื่อเสียง

“ฉันอยากให้มีคนมาเช่าที่ดินของฉันมากขึ้น ฉันควรจะทำอย่างไรดี” เศรษฐีถามหมอดู

“ท่านไม่ต้องทำอะไรเลย” หมอดูตอบ

“ท่านหมายความว่าอย่างไร” เศรษฐีถามด้วยความสงสัย

“ฉันมองเห็นอนาคตของท่านว่าท่านจะได้สวมเสื้อคลุมพระราชาโดยที่ท่านไม่ต้องทำงานใดๆเลย” หมอดูตอบ

“โอ้ ขอบคุณมาก ขอบคุณมาก” เศรษฐีหนุ่มกล่าวขอบคุณหมอดูก่อนจะวิ่งออกจากบ้านของหมอดูด้วยความดีใจอย่างถึงที่สุดในชีวิต

“ฉันขอโทษจริงๆแต่ฉันทำเพื่อตัวของท่านเอง” หมอดูพึมพำกับตนเอง

เศรษฐีหนุ่มได้ยินคำทำนายของหมอดูหวังว่าตนจะได้เป็นพระราชาในสักวันหนึ่ง เขาจึงไม่ทำงานที่รัฐบาลสั่งและยังขายของมีค่าทุกอย่างรวมถึงคฤหาสน์ของเขาเมื่อเขาใช้เงินหมดแล้วจนไม่เหลืออะไรให้นำไปขายได้อีก เขาใช้ชีวิตเป็นขอทานเร่ร่อนไปยังที่ต่างๆจนเขานั่งพักบนถนนของเมืองหนึ่งในช่วงเวลาที่พระราชาของเมืองกำลังพบปะประชาชนพอดี ทันใดนั้นได้มีลมพัดแรงมากจนเสื้อคลุมของพระราชาลอยละล่องลงมาคลุมบนตัวชายเร่ร่อนซึ่งเป็นไปตามคำทำนายของหมอดู คนรับใช้ของพระราชารีบไปหยิบเสื้อคลุมบนตัวชายเรร่อนมาคืนพระองค์ เขาไม่ได้กินอะไรมาหลายวันทำให้ร่างกายซูบผอมจนเห็นเป็นหนังหุ้มกระดูก

“เขาเดินทางขอทานมาเรื่อยๆจนถึงเมืองดอล เขาหมดแรงจึงได้นั่งพักที่ป้ายรถเมล์แห่งนี้และได้พบกับยมฑูตที่กำลังเล่าเรื่องให้เขาฟังเพื่อฆ่าเวลารอทรายภายในนาฬิกาทรายนับอายุขัยร่วงลงสู่ก้นจนหมด” ชายสวมหมวกเล่าเรื่องของเขาต่อไปจนเขาเริ่มหวาดกลัวชายสวมหมวก เขารู้ทันทีว่าถ้าหากทรายเม็ดสุดท้ายร่วงลงสู่ก้นนาฬิกาทรายเมื่อใดจะต้องมีคนตายเมื่อนั้น

“ไม่ ไม่นะ ฉันยังไม่อยากตาย!” ชายเร่ร่อนตะโกนออกมาด้วยความกลัวจนในทรายเม็ดสุดท้ายร่วงลงมา

“ถึงเวลาแล้ว” ชายสวมหมวกกล่าว

“ก๊อก!” เสียงไม้กระทบกับพื้นชวนให้ชายเร่ร่อนมองตาต้นตอของเสียง เขาพบร่างที่แตกออกเสี่ยงๆชาวเมืองดอลคนหนึ่งอยู่ตรงหน้าเขา

“เขาตายเพราะกระโดดตึกฆ่าตัวตาย คนที่ผมมารับไม่ใช่คุณแต่เป็นเขาต่างหาก” ชายสวมหมวกบอกชายเร่ร่อนเพื่อให้หายกลัว

ชาวเมืองที่อยู่ใกล้ที่เกิดเหตุไม่มีใครเรียกรถพยาบาลเลยเพราะพวกเขายุ่งกับการถ่ายคลิปคนที่พึ่งกระโดดตึกตายลงโซเชียลเน็ตเวิร์ค และแล้ววิญญาณของตุ๊กตาไม้ก็ได้ออกจากร่างของเขา เป็นตุ๊กตาไม้ทั้งร่างกายและวิญญาณอย่างแท้จริง

“ขณะที่ยังมีชีวิตเหลืออยู่ลองทำอะไรนอกจากขอทานบ้างไหม” ชายสวมหมวกแนะนำชายเร่ร่อน

“แต่ผมไม่เหลืออะไรแล้ว ไม่มีทั้งเงินและบ้านให้กลับไป” ชายเร่ร่อนแย้ง

“ก็เริ่มจากศูนย์เสียสิ เพียงแค่มีใจอยากจะลุกขึ้น ต่อให้ล้มสักกี่ครั้งก็สามารถลุกขึ้นก้าวเดินต่อไปได้ไม่ว่าจะเผชิญความยากลำบากเพียงใดก็ตาม คุณทำได้อยู่แล้ว เชื่อมั่นในตนเองหน่อยเถอะ”

“หวังว่าเราจะได้เจอกันอีกครั้งเมื่อเวลาของคุณมาถึง” ชายสวมหมวกบอกชายเร่ร่อนก่อนที่จะเดินจากไปพร้อมวิญญาณตุ๊กตาไม้จนลาลับจากสายตาเขาไป เมื่อได้ฟังสิ่งที่ชายสวมหมวกบอกเขาจึงครุ่นคิดว่าตนเองสามารถทำอะไรได้บ้าง ขณะที่เขากำลังคิดได้มีเด็กน้อยที่ไม่ได้เป็นตุ๊กตาไม้แต่เป็นตุ๊กตายัดนุ่นน่ารักน่ากอดมอบขนมเค้กที่ตนเองมีให้เขาแล้วเดินจากไป

“ในเมืองแบบนี้ยังมีคนดีเหลืออยู่อีกหรือ” พอพูดจบเขาจึงรีบแกะกล่องห่อขนมเค้กแล้วรีบกินทันทีด้วยความหิว ขณะที่เขากำลังกินได้มีกระดาษม้วนเล็กๆกลิ้งออกมาจากห่อขนม เขาหยิบขึ้นมาเปิดอ่านซึ่งนั่นทำให้เขาร้องไห้ออกมาเพราะข้อความที่เขียนด้วยลายมือเด็กเขียนไว้ว่าขนมทีรามิสุชิ้นนี้จะช่วยให้คุณมีแรงเพราะอย่างนั้นกินเยอะๆนะ เขากินขนมทีรามิสุพร้อมทั้งน้ำตา ความขมของกาแฟเอสเปรสโซสลับกับความหวานของน้ำตาลและเนยมาส์คาร์โปเนทำให้ตัวเค้กอร่อยอย่างไม่น่าเชื่อดั่งชีวิตที่มีทั้งขมขื่นและหอมหวามสลับกัน ไม่มีใครมีความสุขตลอดไปและไม่มีใครมีความทุกข์ตลอดไป ชายเร่ร่อนกินขนมจนหมดแล้วจึงมีแรงออกเดินทางไปยังเมืองต่อไป ระหว่างที่เขาเดินทางนั้นเขาได้เขียนหนังสือหลายเล่มไปด้วย เขามีชื่อเสียงและเงินทองจากการขายหนังสือของเขาโดยหนึ่งในหนังสือที่มีชื่อเสียงของเขาซึ่งได้มีเรื่องเล่าของชายสวมหมวกเขียนไว้ด้วยคือหนังสือชื่อ Tiramisu (ทีรามิสุ)

เยาวชนได้รับรางวัล ๑๔.png