จุดขาวบนกระดาษดำ

ประกวด ๑๓.png


ใบไม้เปลี่ยนสีและร่วงโรยฉันใด เปรียบดั่งชีวิตคนที่มีการเปลี่ยนแปลงฉันนั้น

ในชีวิตของ ‘โชต’ ตลอดระยะเวลาที่เกิดมา 13 ปี ตั้งแต่จำความได้ คำว่าโยกย้ายไม่เคยเกิดขึ้นในหัวของเด็กชายเลย กระทั่งวันนั้นกลับมาถึงเมื่อการเริ่มต้นชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ผ่านไปได้เพียงครึ่งเทอมเพียงเท่านั้น โชตเป็นเด็กชายผมสั้นเกรียน ผิวสีแทนและรูปร่างสูงโปร่งเกินวัยอันเนื่องมาจากการชอบออกกำลังกายและกินนมรวมถึงอาหารที่มีประโยชน์มาตั้งแต่เด็กส่งผลให้เด็กชายมีสุขภาพดีมาโดยตลอด น้อยครั้งนักที่อาการเจ็บป่วยจะเรียกหา และความสดใสอันเป็นนิสัยปกติของเด็กชายนั่นเองที่ทำให้เขามักเป็นที่รักของเพื่อนในห้องและต่างห้องได้อย่างรวดเร็ว แต่กระนั้นเมื่อผ่านไปหนึ่งเทอม พ่อของโชต ‘ร้อยตำรวจเอกนราธิป’ หรือสารวัตรนราธิปกลับต้องไปประจำการยัง สภ. ต่างจังหวัดที่ห่างไกลจากบ้านหลังเก่า โชตที่อยู่กับพ่อเพียงสองคนจำต้องย้ายตามไปอย่างเสียมิได้ ต้องมาเริ่มเทอมสองที่โรงเรียนใหม่ จังหวัดใหม่ สังคมใหม่ เพื่อนใหม่ จำใจโบกมือลาเพื่อนเก่าก่อนจะเดินออกมาด้วยน้ำตาแห่งความคิดถึง และเด็กชายจะรู้สึกใจหายทุกครั้งที่ต้องทิ้งบ้านหลังเก่าไว้ขณะที่ความทรงจำต่าง ๆ ระหว่างเขากับแม่ยังฉายชัดอยู่ทุกพื้นที่ภายในบ้านที่เลือกทิ้งไว้ให้ญาติห่าง ๆ คอยดูแลไม่ให้ร้าง

แม่ของโชติเพิ่งจากไปเมื่อหนึ่งปีก่อน

จากไปด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์ขณะกำลังเดินทางไปทำงานที่บริษัทเอกชนอย่างเช่นทุกวัน การสูญเสียครั้งนั้นสร้างความเศร้าโศกให้สองพ่อลูกเป็นอย่างมาก แม่ที่เป็นอีกเสาหลักของบ้านและเขารักไปไม่น้อยกว่าพ่อกลับมาจากไป ภาพของแม่ที่ขับรถส่งเด็กน้อยไปโรงเรียนในวันวาน ภาพที่แม่หอมแก้มเขาพร้อมกับกำชับให้เป็นเด็กดีและตั้งใจเรียนทุกเช้ามันไม่มีอีกแล้ว...

“เด็กชายโชต! เหม่ออะไรอยู่คะ!” สิ้นเสียงแหลมเล็กอันเป็นเอกลักษณ์ของ ‘คุณครูพิกุล’ ครูที่ปรึกษาประจำชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ในวัย 50 ปีและควบตำแหน่งสอนวิชาสังคมศึกษาที่ขึ้นชื่อเรื่องความโหดและเนี้ยบจบลง โชตที่อยู่อยู่ริมหน้าต่างแถวกลางห้องถึงกับสะดุ้งตัวโยนและตื่นจากภวังค์ความทรงจำในอดีตที่ผ่านมาเมื่อไม่นานมานี้

“ขอโทษครับครูพิกุล” เด็กชายยกมือไหว้ขอโทษแล้วกลับมาตั้งใจเรียน โฟกัสกับสิ่งที่คุณครูกำลังสอนอยู่บนกระดานดำขนาดใหญ่ เรื่องหน้าที่พลเมืองและการทำความดีเป็นแบบอย่าง เด็กชายตั้งใจฟังและจดลงในสมุดตามอย่างขะมักเขม้น เสียงของนักเรียนบางคนที่อยู่ด้านหลังเขาดังเจี๊ยวจ๊าวสลับกับเสียงดุของครูพิกุลให้เงียบ แต่ถึงอย่างนั้นเมื่อเวลาผ่านไปเสียงพูดคุยจอแจกลับดึงขึ้นมาอีกอย่างห้ามไม่ได้ 

ในฐานะครูที่ปรึกษาที่รู้จักนักเรียนในการปกครองของตนมาหนึ่งเทอมแล้วเธอรู้ดีว่า 80% ของห้องเป็นเด็กที่นิสัยค่อนข้างก้าวร้าวและมีความประพฤติในทางที่ผิดหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการชกต่อยกับเพื่อนร่วมชั้นห้องอื่น มั่วสุมลองสูบบุหรี่ในห้องน้ำชาย และนำสุราใส่ขวดน้ำหวานเข้ามาแอบให้เพื่อนดื่ม ปัญหาที่ครูที่ปรึกษาอย่างเธอที่ทำอาชีพข้าราชการครูมานานกว่าสามสิบปีพบเจอมาตลอด และไม่คิดว่าจะเจอในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 สาเหตุเนื่องมาจากโรงเรียนที่เธอสอนเป็นโรงเรียนที่ห่างไกลจากตัวเมืองและค่อนข้างชนบท การดูแลเด็กในหมู่บ้านที่สภาพแวดล้อมเต็มไปด้วยอบายมุขและมีข่าวเรื่องความรุนแรงอยู่บ่อยครั้งเป็นส่วนหนึ่งที่หล่อหลอมนิสัยเยาวชนให้ประพฤติไปในทางที่มิถูกมิควร แต่ก็มีบางส่วนที่ไม่ได้มีปัญหาและประพฤติดีมาตลอด ทว่านั่นเป็นเพียงส่วนน้อยนัก สิ่งที่คนเป็นครูอย่างเธอพอจะทำได้คือการพร่ำสอนให้เด็กของเธอทุกรุ่นปฏิบัติตนเป็นพลเมืองที่ดี ไม่ยุ่งเกี่ยวกับอบายมุขและสิ่งเสพติดทั้หลาย รวมถึงคอยพูดคุยกับผู้ปกครองของเด็กเวลาไปเยี่ยมบ้านให้ช่วยสอดส่องดูแลอย่างใกล้ชิด ไม่ให้เกิดพฤติกรรมสุ่มเสี่ยงเหล่านั้น และพยายามดูแลเด็ก ๆ ทุกคนอย่างดีที่สุดเท่าที่จะมาสามารถช่วยเหลือได้

“หน้าที่ของพลเมืองที่ดีมีอะไรบ้างคะ? ใครยกตัวอย่างให้ครูได้บ้าง” ครูพิกุลสอดส่องสายตาไปทั่วห้อง ทันใดนั้นเด็กผู้หญิงผมสั้นบ็อบที่ตั้งใจเรียนและผลการเรียนดีเป็นประจำอย่าง ‘ขวัญข้าว’ ก็ยกมือตอบ “ว่าไงจ๊ะขวัญข้าว ลองยกตัวอย่างให้ครูซักหนึ่งข้อซิ”

“การทำความดีและไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนค่ะ”

“เก่งมากจ้ะขวัญข้าว ทุกคนปรบมือให้เพื่อนหน่อยค่ะ” เสียงปรบมือดังเปาะแปะเป็นพิธี โชตที่กำลังปรบมือและกวาดสายตามองไปรอบ ๆ อย่างต้องการจะพักสายตาก็เจอกับกริยาท่าทางของเพื่อนผู้หญิงในห้องที่มีต่อขวัญข้าว บ้างเบะปาก บ้างหันไปซุบซิบอย่างออกรสออกชาติทั้งที่มือก็กำลังตบให้ เป็นภาพที่เขาค่อนข้างชินแล้วในระดับหนึ่งหลังจากย้ายมาเรียนที่นี่ได้สองอาทิตย์ สังคมที่นี่ต่างจากโรงเรียนเขาอย่างสิ้นเชิง ที่โรงเรียนเก่าเพื่อนทุกคนมีความรักและความหวังดีต่อกัน ไม่ใช่หน้าไหว้หลังหลอกแบบนี้ “มีใครจะยกตัวอย่างอีกมั้ยคะ?”

“การมีความรักและความหวังดี ไม่คิดร้ายต่อผู้อื่นครับ” โชตตัดสินใจยกมือตอบและลอบมองสังเกตพฤติกรรมคนอื่น ๆ พบว่ามีทั้งกลุ่มนักเรียนหญิงและนักเรียนชายหันหน้าคุยกันและซุบซิบมองเขาราวกับคนทำความผิด เขาไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าทำไมการกล้าแสดงออกในทางที่ถูกกลับโดนสายตาตำหนิจากคนรอบข้างมากมายขนาดนี้ สังคมที่นี่มีตรรกะย้อนแย้งจากสังคมที่เขาจากมาราวกับคนละโลก

“เก่งมากจ้ะโชต ปรบมือให้เพื่อนหน่อยค่ะ” แล้วเสียงปรบมือเปาะแปะก็ดังมาอีกระลอก ท่ามกลางอากัปกิริยาดูแคลนของเพื่อนร่วมห้องที่เขาไม่เข้าใจ “และการเป็นพลเมืองดีนั้นยังมีอีกหลายวิธีที่เราทำได้นะคะ เช่นการมีจิตสาธารณะ นึกถึงประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน การเคารพกฎหมาย...”

เขาคิดถึงโรงเรียนเก่าเหลือเกิน


หลังสัญญาณออดคาบสุดท้ายของการเรียนการสอนดังขึ้น เสียงเจี๊ยวจ๊าวและเสียงเก็บเก้าอี้ของเพื่อนร่วมห้องก็ดังต่อขึ้นทันทีหลังจากกล่าวเคารพครูประจำวิชาเสร็จ โชตบอกลาเพื่อน ๆ เสร็จก็เก็บหนังสือใส่กระเป๋าเตรียมออกไปรอรถสองแถวที่หน้าโรงเรียนอย่างเป็นกิจวัตร เนื่องจากพ่อของเขาไม่มีเวลามารับแทนแม่เพราะงานที่สถานีตำรวจมีมากมายเขาจึงจำเป็นต้องช่วยเหลือตัวเอง ถึงแม้จะใจหายทุกครั้งเวลารอเสียงรถเทียบริมถนนพร้อมกับรอยยิ้มสดใสสว่างสไวของแม่อย่างทุกทีแล้วมันไม่มีเหมือนเคย แต่ถึงอย่างนั้นโชตก็พยายามทำใจและก้าวเดินต่อไปในชีวิตที่เหลือ เด็กชายคิดถึงคำพูดของแม่ที่เคยพร่ำสอนเขาเสมอ และคำสอนนั้นฝังรากลงในจิตใจดังก้องอยู่ในหัวเป็นประจำ


เราฝืนธรรมชาติไม่ได้ และความตายเป็นเรื่องธรรมชาติเช่นกัน ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นแม่ขอให้ลูกยึดมั่นในการทำความดีเสมอ ถึงแม้คนอื่นจะชักจูงลูกไปในทางที่ไม่ดี แต่จงอย่าย่อท้อ และยึดมั่นทำมันต่อไป

แม่ครับ...ผมสัญญาว่าจะยึดมั่นตามคำสอนที่แม่คอยบอกผมนะครับ


หลังออกจากห้องเรียน โชตมุ่งหน้าไปยังห้องน้ำชายที่อยู่หลังตึกเรียนตั้งใจจะทำธุระส่วนตัวก่อนออกไปรอรถก่อน ทว่าเมื่อมาถึงหน้าห้องน้ำ เสียงจอแจของกลุ่มนักเรียนชายและควันสีขาวรวมถึงกลิ่นบุหรี่ก็โชยออกมาทักทายจนเด็กชายต้องย่นจมูกด้วยความเหม็น คราแรกโชตชะงักเท้าและชั่งใจว่าจะเข้าไปดีหรือไม่ แต่สุดท้ายแล้วสองขาของเขาก็ก้าวเข้าไปพร้อมทั้งพยายามคิดว่ามันคงไม่มีอะไรเกิดขึ้น โชคดีที่กลุ่มนักเรียนชายที่สูบบุหรี่อยู่อีกฟากของห้องน้ำจึงมองไม่เห็นเขา

หลังทำธุระส่วนตัวเสร็จ โชตเดินออกจากห้องน้ำและเดินมายังอ่างล้างมือ ทันใดนั้นเอง กลุ่มเด็กผู้ชายสามคนที่เขารู้จักเนื่องจากเป็นเพื่นร่วมห้องก็เดินออกมาตรงอ่างล้างมือพอดีอย่างประจวบเหมาะ ในมือของแต่ละคนคีบบุหรี่และพ่นควันสีขาวลอยคลุ้งไปทั่วห้องน้ำจนเหม็น

“อ้าว! ไอ้โชตนั่นเอง กูก็ว่าใคร” เพื่อนคนหนึ่งทักเขาขึ้น หน้าตาดูดิบเถื่อนและก้าวร้าว แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่ได้เกรงกลัวเนื่องจากเป็นเพื่อนร่วมห้องและเคยพูดคุยกันบ้างแต่ไม่ถึงขั้นสนิทเขาจะสนิทกับเพื่อนผู้ชายอีกกลุ่มหนึ่งที่ค่อนข้างเรียบร้อยมากกว่า

“หวัดดี ๆ เดี๋ยวเราขอตัวกลับก่อนนะ” โชตพยายามหลีกเลี่ยงสถานการณ์นี้ แต่เมื่อเอี้ยวตัวหลบมุ่งหน้าจะออกจากห้องน้ำ แต่ก็โดนเพื่อนอีกสองคนสกัดปิดทางเสียก่อน

“เฮ้ย! เดี๋ยวก่อนดิวะ ลองหน่อยปะ มันดีนะเว้ย” เพื่อนอีกคนที่หน้าตาดูเกเรไม่แพ้กันล้วงกล่องบุหรี่ในกระเป๋ากางเกงออกมาแล้วดึงมวนหนึ่งชูให้เขา 

“ไม่เป็นไรดีกว่า พอดีเราไม่สูบน่ะ”

“เฮ้ย! ป๊อดว่ะ ลองซักมวนดิ แล้วจะติดใจ” เพื่อนอีกคนพยายามสมทบให้เขาลอง แต่เขาไม่ใจอ่อนและเลือกใช้น้ำเสียงนุ่มนวลช่วยพูดคุยแก้สถานการณ์

“ไม่เป็นไร ๆ อีกอย่างมันไม่ดีด้วยนะ พวกนายเลิกดีกว่า เราเป็นห่วง อีกอย่างถ้าตำรวจรู้มีสิทธ์โดนจับด้วยนะ”

“โห่ แม่งไม่กล้าว่ะ จะเอาพ่อมาจับพวกกูเหรอ”

“เปล่า เราแค่บอกเฉย ๆ น่ะ” หลายคนรู้ว่าเขาย้ายมาเพราะพ่อมาประจำการที่ สภ. ในอำเภอที่นี่แต่ไม่ใช่ทุกคน เขาจึงไม่แปลกใจเท่าไหร่นักที่เพื่อนร่วมห้องสามคนนี้จะรู้ด้วย อาจจะฟังเพื่อนคนอื่น ๆ เล่ามาก็เป็นได้

“จะบอกอะไรให้นะ ที่นี่ตำรวจมันก็ไม่ได้ดีไปซักเท่าไหร่หรอก แม่งมาเก็บเงินที่บ่อนบ้านกูประจำ เฮอะ!” สุดท้ายอีกสองคนที่ปิดทางไว้ก็ย้อมหลบให้โชตเดินออกไป แล้วทั้งสามก็สูบบุหรี่กันต่อในห้องน้ำ ทิ้งคำพูดสุดท้ายให้โชตเก็บมาคิดและวนอยู่ในหัวตลอดทางกลับบ้าน

ตำรวจที่นี่เป็นคนไม่ดีหรือ?


พ่อของโชติกลับมาถึงบ้านตอนประมาณสามทุ่ม พร้อมกับถุงอาหารสองสามอย่างและข้าวสวยติดมือมา เนื่องจากเขาไม่มีเวลาจะทำอาหารให้ลูก การซื้อข้าวแกงถุงจึงเป็นทางเลือกที่สะดวกและง่ายที่สุด หลังจากรับประทานอาหารเสร็จ สารวัตรธนาธิปที่เห็นท่าทีของลูกชายหัวแก้วหัวแหวนมีท่าทีแปลกๆ ก็ตัดสินใจถามขึ้นด้วยอย่างสงสัย

“เป็นอะไรรึเปล่าโชต? พ่อเห็นลูกดูคิดอะไรตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว มีเรื่องไม่สบายใจตรงไหนรึเปล่า หืม?” น้ำเสียงทุ้มลึกของพ่อปลุกให้เขาตื่นจากภวังค์ เขาส่ายหัวเรียกสติแล้วหันมาสบตาคนตรงข้าม

“เอ่อ...พ่อครับ เพื่อนผมบอกว่าตำรวจที่นี่เป็นคนไม่ดี ผมสงสัยว่าตำรวจที่ทำงานเพื่อประชาชนมีคนไม่ดีด้วยเหรอครับ” สิ้นคำถาม พ่อของเขาที่ยกแก้วน้ำเปล่าขึ้นจิบก็วางแก้วลงแล้วระบายยิ้มน้อย ๆ กับคำถามนั้น เขารู้ว่าลูกชายคนนี้ดูจะโตเกินวัย จากลักษณะทางกายภาพภายนอกที่สูงโปร่งและนิสัยที่มีกาลเทศะ บางคราวก็สุขุมเยือกเย็น แท้จริงแล้วความคิดความอ่านบางอย่างก็ยังอยู่ในกรอบของเด็กอายุ 13 ซึ่งมีเรื่องที่ต้องเรียนรู้อยู่อีกมาก

“มีสิโชต ทุกอาชีพ ทุกคนในสังคม ล้วนมีทั้งคนดีและคนไม่ดีปะปนกันไปทั้งนั้นแหละ”

“อ้าว แล้วแบบนี้ตอนพ่อทำงานเจอตำรวจไม่ดีมั้ยครับ แล้วเขาทำให้อาชีพตำรวจเสื่อมเสียหรือเปล่า”

“พ่อก็เจอบ้างนะ เช่นเห็นแก่ตัว คิดถึงแต่ประโยชน์ส่วนตน ไม่ตระหนักในบทบาทอาชีพของตัวเองที่ยึดความถูกต้อง อีกทั้งบางส่วนก็มีเรียกเก็บค่าปรับเกินจำนวนเข้ากระเป๋าตัวเองอีกต่างหาก แต่เราก็เลือกที่จะคอยเตือนเขาเท่าที่ทำได้ ยึดมั่นในการทำความดี ถึงแม้ในที่ที่เราอยู่จะมีคนไม่ดีอยู่ด้วยก็ตาม ว่าแต่ลูกไปได้ยินอะไรมาเหรอ?”

“ก่อนกลับบ้านผมไปห้องน้ำ แล้วเพื่อนร่วมห้องที่อยู่ในห้องน้ำชวนผมสูบบุหรี่ แต่ผมปฏิเสธไปเพราะบอกว่ามันเป็นสิ่งไม่ดี ถ้าตำรวจรู้อาจจะถูกจับได้ แล้วเขาก็บอกมาว่าที่นี่ตำรวจไม่ได้ดีทั้งหมดครับ ผมเลยกลับมาถามพ่อ” สารวัตรธนาธิปฟังความจากลูกชายจบก็ตกใจที่มีเด็กวัยเดียวกันเสพสิ่งอบายมุขและชักชวน แต่อีกใจหนึ่งก็ภูมิใจที่ลูกชายไม่เคยโกหกและพูดความจริงเสมอ เขาเชื่อว่าโชตคือเด็กที่แยกแยะสิ่งใดผิดสิ่งใดถูกออก แล้วเขาก็ภูมิใจในตัวลูกชายคนนี้มาก

“ก็อย่างที่พ่อบอกไปเมื่อกี้แหละ คนเราก็มีทั้งดีและไม่ดี กับบางคนที่เราคิดว่าเขาไม่ดี เบื้องหลังเขาอาจจะโตมาในสภาพแวดล้อมและการเลี้ยงดูที่ต่างกัน เราก็ไม่ต้องไปต่อต้านหรือเลือกปฏิบัติเขาให้เป็นคนแปลกแยก แต่เราสามารถเตือนเขาได้ใช่มั้ยล่ะ เตือนให้เขารู้ถึงผลเสียของมันที่ตามมา นั่นต่างหากคือสิ่งที่เราควรทำเพื่อช่วยเหลือเขาให้ตระหนักและออกมาจากอบายมุขได้”

โชตพยักหน้ารับอย่างเข้าใจคำสอนของพ่อ

“เปรียบเหมือนจุดขาวบนกระดาษดำไงลูก บางทีการเป็นจุดขาวบนกระดาษดำมันเด่นก็จริง และมันแต่งต่างจากสีดำเพราะมีเพียงแค่จุดเดียว เราเลือกได้ว่าเราจะยอมกลืนตัวตนเราให้กลายเป็นสีดำทั้งที่รู้ว่ามันไม่ถูกต้องมั้ย หรือจะเป็นสีขาวที่เป็นจุดเริ่มต้นเปลี่ยนสีดำเหล่านั้นให้ค่อย ๆ ตระหนักได้ จนสุดท้ายทั้งกระดาษเป็นสีขาว ชีวิตเรา เราเลือกให้มันเป็นไปในทางที่ถูกต้องได้ ในความมืดย่อมมีแสงสว่างเสมอ แสงที่เป็นดั่งความหวัง เหมือนชื่อของลูกที่พ่อกับแม่ตั้งใจตั้งให้เป็นทั้งชื่อจริงและชื่อเล่น โชต...ที่แปลว่าแสงสว่าง”


“สุดท้ายนี้ ผมหวังว่าการทำความดีนั้นสามารถเริ่มได้ง่าย ๆ ที่ตัวเรา และสามารถช่วยเหลือผู้อื่นได้ ผมเชื่อว่าทุกคนจะตระหนักได้ว่าจะให้ชีวิตของตัวเราไปในทิศทางไหน ดีหรือไม่ดี ทุกการตัดสินใจล้วนอยู่ที่เราเลือกเอง ขอบคุณครับ” เมื่อโชตอ่านข้อความในกระดาษรายงานที่เขียนเรียงความเรื่องหน้าที่พลเมืองที่ดีจบทุกคนก็ปรบมือให้ แม้เขาจะเห็นว่ายังมีบางส่วนที่มีกริยาท่าทางซุบซิบนินทาเหมือนเดิมแต่เขาเข้าใจว่ามันเป็นธรรมชาติของสังคมมนุษย์ของการอยู่ร่วมกันซึ่งแต่ละคนก็มีพื้นฐานมาจากแต่ละที่ต่างกัน วันนี้เขาได้เขียนในสิ่งที่เขาอยากให้ทุกคนได้รับรู้ไปหมดแล้วทั้งเรื่องของการทำความดีและการตัดสินใจ หวังว่าเขาจะเป็นอีกหนึ่งกระบอกเสียงให้ใครหลาย ๆ คนได้ข้อคิดไม่มากก็น้อย

หลังจากขอบคุณเพื่อน ๆ หน้าห้องเสร็จ ขณะที่เขากำลังเดินกลับเข้าไปยังที่นั่งโต๊ะประจำ สายตาของเขากับครูพิกุลก็สบประสานกันพอดี เขาเห็นครูพิกุลระบายยิ้มออกมาด้วยความภูมิใจ โชตจึงก้มหัวเป็นเชิงรับด้วยความขอบคุณ ก่อนความรู้สึกอบอุ่นจะเต็มตื้นในหัวใจด้วยความภูมิใจ

คุณครูครับ ผมจะช่วยเป็นอีกหนึ่งกระบอกเสียงของการส่งต่อการทำความดีเองครับ


จบ


เยาวชนได้รับรางวัล ๑๓.png