แสงแห่งดวงดาว

ประกวด ๑๒.png


“ในชีวิตของพวกเรา ไม่ว่าวันใดวันหนึ่งข้างหน้า ทุกคนล้วนต่างก็มีหน้าที่ มีภารกิจที่ต้องไปทำ และต่างก็มีหนทางให้ต้องเลือกเดิน จึงไม่มีสิ่งใดที่จะเป็นเหมือนเดิมตลอดไปได้ จะมีก็เพียงแต่ตัวเรา กับความรัก ความฝัน ความตั้งใจ และความทรงจำที่จะเป็นเหมือนแสงสว่างภายในใจ ที่คอยหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณและเติมพลังให้เรายังคงก้าวต่อไป ไม่ว่าอนาคตและหนทางข้างหน้าจะเป็นอย่างไรก็ตาม..”


เมื่อเวลากลางคืนย่างกรายเข้ามา แคมป์ไฟเล็ก ๆ ก็ได้ถูกก่อขึ้น ณ บริเวณเนินกว้างบนภูเขา วันนี้มีผู้มาตั้งแคมป์กันเป็นกลุ่มคนจำนวนหนึ่ง คนกลุ่มนี้มีคุณครูหนึ่งคน กับลูกศิษย์ที่เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยอีกประมาณ 10-20 คนเห็นจะได้ และพวกเขาก็กำลังช่วยกันก่อกองไฟอยู่ในเวลานี้

“ทริปกระชับความสัมพันธ์” อาจารย์ของฉันเรียกชื่อทริปนี้อย่างนั้น

‘อืม น่าสนใจ ทำไมอาจารย์คนหนึ่งถึงจะต้องใช้ความพยายามในการดูแลและผูกมิตรกับลูกศิษย์ของเขาขนาดนี้กัน’ ฉันคิดแบบนั้นขณะเดินไปช่วยคนอื่น ๆ ก่อกองไฟ

พวกเรา นักศึกษาปีที่ 3 กำลังจะเรียนจบในอีกหนึ่งปีข้างหน้า วันนี้ได้มารวมตัวกัน ณ สถานที่จัดแคมป์ไฟเพราะอาจารย์ที่ปรึกษาของพวกเราจัดกิจกรรมนอกสถานที่หรือที่เรียกว่าทริปพิเศษนี้ขึ้นมา ซึ่งกิจกรรมนี้ถูกจัดขึ้นเพื่อการกระชับความสัมพันธ์ของพวกเราและอาจารย์กันโดยเฉพาะ โดยในคืนนี้อาจารย์ได้เรียกรวมตัวพวกเราเพื่อมาทำกิจกรรมแคมป์ไฟ ที่เป็นช่วงเวลาที่จะได้ให้นักศึกษาเล่าเรื่องราวของตัวเองให้กับเพื่อน ๆ และอาจารย์ฟังกัน ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพื่อการทำความเข้าใจและเป็นการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ช่วงเวลานี้ที่อาจารย์เรียกว่า ช่วงเวลาแห่งการเปิดใจ

ฉันล่ะไม่ชอบเลยการต้องเล่าเรื่องราวของตัวเองให้กับใคร ๆ ฟัง แต่ในเมื่ออาจารย์บอกแบบนั้น วันนี้ฉันคงต้องลองเปิดใจดูสักครั้งเสียกระมัง

เมื่อกองไฟถูกก่อขึ้นมาอย่างเรียบร้อยสวยงาม อาจารย์ของเราก็เริ่มบทสนทนา “เอาล่ะนักศึกษา เวลาต่อจากนี้ไป อาจารย์อยากให้พวกเราได้ลองแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกันนะ เดี๋ยวเราจะผลัดกันเล่าเรื่องราวของตัวเองทีละคน ถ้าใครพร้อมและมีเรื่องราวอะไรของตัวเองที่อยากจะเล่า อยากจะแบ่งปันให้เพื่อน ๆ และอาจารย์ฟัง ก็ขอให้เริ่มต้นเล่ามาได้เลย ผู้เล่าขอให้เล่าอย่างจริงใจ และผู้ฟังก็ให้ตั้งใจกันด้วยนะครับ นี่เป็นช่วงเวลาแห่งการเปิดใจ ฉะนั้นเราจะฟังกันด้วยใจนะทุกคน ถ้าใครพร้อมแล้วก็ขอให้เริ่มได้เลย”

หลังจากอาจารย์พูดจบ เหล่าบรรดานักศึกษา เพื่อน ๆ ของฉันก็ค่อย ๆ เริ่มต้นเล่าเรื่องราวของตัวเองกันทีละคน ๆ ฉันลองพยายามรับฟังพวกเขาด้วยความตั้งใจ แล้วก็ได้พบว่าเรื่องราวของแต่ละคนนั้นก็มีหลากหลายแง่มุมไม่น้อยที่ทำให้ฉันได้เรียนรู้และยังเป็นแรงบันดาลใจให้กับฉันได้บ้างอีกด้วย

จนในที่สุด ก็มาถึงคิวของฉันที่จะเป็นผู้เล่าเรื่อง เพื่อน ๆ และอาจารย์กำลังมองมายังฉัน ทุกคนดูพร้อมรับฟังฉันอย่างเต็มที่ จะว่าไปฉันก็แอบอายและกังวลบ้างเหมือนกันนะที่จะต้องเล่าเรื่องราวของตัวเองให้กับพวกเขาฟัง แต่เอาเถอะ วันนี้ฉันตัดสินใจแล้วว่าฉันจะเปิดใจ เปิดใจให้ตัวเองได้บอกเล่าเรื่องราวในหัวใจออกมาอย่างจริงแท้และจริงใจที่สุด ไม่ใช่เพียงเพื่อใคร แต่อย่างน้อยที่สุดก็เพื่อตัวฉันเองจะได้เรียนรู้ไปกับเรื่องราวของตนเองด้วยเหมือนกัน

ว่าแล้วเมื่อคิดได้ดังนั้น ฉันก็เริ่มต้นเล่าเรื่องราวของฉันให้กับอาจารย์และเพื่อน ๆ ของฉันฟัง...


‘เรื่องของฉันเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของตัวฉันเอง ย้อนไปเมื่อตอนที่ฉันอายุประมาณ 16-17 ปี ตอนนั้นมีเรื่องราวที่น่าตื่นเต้นเร้าใจและน่ามหัศจรรย์เกิดขึ้นมากมาย แต่มีอยู่ช่วงเวลาหนึ่งที่ชีวิตอยู่ในกระบวนการของการเปลี่ยนแปลง ในตอนนั้นเองที่ฉันได้เติบโตขึ้นอีกก้าวเมื่อได้พบกับเหตุการณ์ครั้งสำคัญในชีวิต....

ในยามที่ชีวิตของฉันมืดมิดและมืดมนที่สุด ช่วงเวลาที่ไร้ซึ่งแสงสว่างใด ๆ สิ่งที่ยังคงคอยปลุกฉันให้ตื่นขึ้นมาเสมอคือ “ความฝัน” ความฝันถึงวันพรุ่งนี้ ความฝันถึงวันที่สดใส ความฝันถึงชีวิตที่มีความสุข นั่นคือความฝันของฉันเสมอ ฉันไม่เคยต้องการสิ่งอื่นใดนอกจากการมีคืนวันที่ดีที่สวยงาม และตัวฉันเองที่ได้พบกับความหมายของการใช้ชีวิต...

ฉันอาจเพิ่งเคยคิดถึงสิ่งเหล่านี้เมื่อเวลาไม่นานมานี้ นั่นคงเพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาของชีวิตจนถึงอายุ 17 ปีของฉัน ฉันได้พบกับทั้งช่วงเวลาที่หนักหาสาหัส และช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยอิสระเสรีพร้อมด้วยความสดใสร่าเริง ซึ่งฉันก็ยอมรับว่าทั้งสองคือส่วนหนึ่งของชีวิตฉันไปแล้ว มันไม่เรียกได้ว่าเป็นชีวิตที่มีความสมดุลหรอก มันก็แค่ชีวิตที่พบกับการแกว่งและแรงเหวี่ยงมากมายก็เท่านั้น ฉันไม่เคยปฏิเสธช่วงเวลาเหล่านั้นของชีวิตนะ แต่บางครั้งกลับรู้สึกว่ามันไม่เพียงพอกับความสุขที่ควรได้รับ แต่ไม่ว่าจะอย่างไร ชีวิตของฉันไม่เคยมาถึงจุดที่ฉันต้องกลับมาตั้งคำถามกับตัวเองอย่างหนักเลยว่า “เราใช้ชีวิตนี้ไปเพื่ออะไร? อะไรคือความหมายของการใช้ชีวิต?”

ถึงมันจะมีหลายช่วงเวลาและอารมณ์ในชีวิตของฉันก็ตาม แต่ไม่เคยมีสิ่งไหนที่จะมากระตุกหรือกระตุ้นเตือนฉันได้จริง ๆ จัง ๆ สักทีว่าฉันควรจะทำอะไรอย่างแท้จริง

แต่ไม่ช้าไม่นานเกินรอ ในเวลาที่ชีวิตของฉันกำลังมาถึงจุดที่เรียกได้ว่าเริ่มจะมีเป้าหมายและค้นพบกับความหมายของการใช้ชีวิต หรือช่วงเวลาที่เรียกกันว่าขาขึ้นของชีวิต จู่ ๆ วันหนึ่งเมื่อฉันตื่นขึ้นมาก็กลับต้องพบว่า ทุกสิ่งทุกอย่างกำลังจะเปลี่ยนไป ตัวฉันในเวลานั้นที่ไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจ พร้อมกับชีวิตที่แสนดีและแสนสาหัสเช่นกันของฉันกำลังเปลี่ยนไป! เปลี่ยนไปชนิดที่เรียกได้ว่า “จากหน้ามือเป็นหลังมือ” เลยก็ว่าได้ ทุกสิ่งกลับตาลปัตรไปหมด ไม่เพียงแต่ตัวฉัน แต่ทุก ๆ สิ่งในชีวิต ทั้งบริบทแวดล้อม ผู้คน สถานที่ สถานการณ์ และเวลา ทุกอย่างเปลี่ยนไปจนหมดสิ้นไม่เหลือแม้แต่เค้าโครงเดิมอีกเลย

ฉันต้องพบกับความสับสนและความหวาดกลัวครั้งใหญ่เมื่อชีวิตฉันมาถึงจุดเปลี่ยน จากสิ่งที่ฉันเคยคิดว่าคือเป้าหมายและความฝันทั้งชีวิตของฉัน วันหนึ่งฉันกลับพบว่ามันกลายเป็นเหมือนเพียงภาพลวงตาที่ฉันอยู่กับมันมาชั่วชีวิตจนคิดว่าคือเรื่องจริง ไม่ได้บอกหรอกนะว่ามันไม่ใช่เรื่องจริง เพียงแต่เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนไปในวันนี้ ความรู้สึกของฉันมันกำลังบอกแบบนั้น เพราะภาพที่ครั้งหนึ่งเคยชัดเจนและเป็นจริงเหล่านั้น มันเลือนลางจางหายไปจนเกือบหมด จนราวกับเป็นเพียงแค่ความฝันของฉันเองที่ครั้งหนึ่งเคยเห็นมันในอดีตที่ผ่านมา ความมืดมิดที่ฉันเคยพบเจอที่ว่าน่ากลัวและน่าเศร้ามากแล้ว พอเจอกับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ฉันเพิ่งรู้เลยว่าในความมืดยังมีความมืดมิดยิ่งกว่า ซึ่งความมืดนั้นไม่ใช่ความมืดจริง ๆ ภายนอกแต่อย่างใด แต่เป็นภายในใจ ในความรู้สึกของตัวฉันเองที่จมอยู่กับความเศร้า ความผิดหวัง และการหมดพลังใจ นี่แหละความมืดมิดจริง ๆ ที่ฉันต้องพบเจอ

ใครหลาย ๆ คนอาจเคยบอกว่า จุดเปลี่ยนจะนำเราไปสู่การเริ่มต้นใหม่ ฉันเคยคิดแบบนั้น อันที่จริงก็ยังคิดแบบนั้น แต่น่าแปลกนักที่ในเวลาที่เมื่อตัวฉันเองต้องเจอเข้ากับจุดเปลี่ยนและการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เข้าจริง ๆ มันกลับคิดอะไรแบบนั้นไม่ออกเลย รู้ทั้งรู้แต่หัวใจมันไม่ยอมรับสิ่งที่รู้นั้น มันกลับปิดตัวเองและกักขังฉันไว้ในความรู้สึกที่ยากจะออกมา.. โทษแต่หัวใจ ทั้งที่มันไม่ใช่ความผิดของหัวใจเสียหน่อย เป็นตัวฉันเองมากกว่าที่กักขังตัวเองไว้ และไม่ยอมที่จะยอมรับกับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ฉันอ้างเพียงว่ามันยากและหนักหนาเกินไปเกินกว่าที่ฉันจะรับได้ไหว และด้วยข้ออ้างนั้นฉันกลับไม่ยอมทำอะไร เพียงแค่ปล่อยให้ตัวเองจมดิ่งอยู่กับความมืดมิดนี้ของห้วงอารมณ์แห่งความรู้สึกหมดหวัง สิ้นไร้พลัง และไม่ยอมเริ่มต้นใหม่

เป็นใคร ใครก็ต้องว่าแหละว่าทำไมไม่ยอมลุกขึ้นเสียที ทำอะไรที่ดีกว่านี้เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ก็ได้ไม่ใช่หรือไง แต่ตอนนั้นฉันได้แต่เถียงลูกเดียวเลยว่ามันยาก ไม่เชื่อก็ลองมาเป็นฉันดูไหมล่ะ!

ฉันนี่ช่างเอาแต่ใจเสียจริง ทั้ง ๆ ที่คนเขาเป็นห่วงแต่กลับทำตัวเป็นเด็กไม่ยอมรับความจริงไปได้ แต่ตอนที่ชีวิตอยู่ในจุดนั้น ฉันเคยคิดจริง ๆ นะว่า ฉันคงไม่สามารถเริ่มต้นใหม่กับเรื่องอะไรได้อีกแล้ว เพราะทั้งชีวิตของฉันเคยมีเป้าหมายและความฝันเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น แต่มาวันนี้พอสิ่งนั้นมันเหมือนถูกทำลายไปจนสิ้น มันเลยทำให้ฉันกลัวเหลือเกินที่จะต้องยอมรับความจริงว่าวันนี้ทุกอย่างมันเปลี่ยนไปแล้ว และฉันจะต้องเริ่มต้นใหม่เสียที บางทีในช่วงเวลานั้นมันคงจะจริงเลยกับการที่เคยได้ยินใคร ๆ พูดว่า การหลอกตัวเองบางครั้งมันก็ยังทำให้เรารู้สึกดีเสียกว่าต้องยอมรับความจริง ฉันเข้าใจเลยอารมณ์นั้น ความคิดแบบนั้น เพราะฉันเองก็ผ่านมันมาแล้ว..


เวลาผ่านไป โดยที่ฉันพยายามทำใจยอมรับเรื่องที่เกิดขึ้น ฉันรู้ว่ามันไม่ง่ายและมันก็ไม่เคยง่ายเลยจริง ๆ ยิ่งเมื่อเราโดนไล่ตามด้วยความเป็นจริง ขณะที่กำลังพยายามจะทำใจยอมรับมันอยู่ด้วยแล้วนั้น นั่นยิ่งไม่ง่ายเลย อดีตตามมาหลอกหลอน ด้วยเรื่องราวที่เหมือนยังไม่จบทั้ง ๆ ที่มันก็จบจนทำฉันเจ็บไปแล้ว

สถานการณ์การเปลี่ยนแปลงครั้งนั้นสร้างและทิ้งผลกระทบที่ใหญ่หลวงไว้กับฉันมากกว่าที่ฉันคาดคิด ในช่วงแรกฉันคิดว่าตัวเองไม่เป็นไรมาก ทั้ง ๆ ที่ความรู้สึกก็ฟ้องว่าเป็นเอาหนักพอสมควร แต่พอยิ่งเวลาผ่านไป อะไร ๆ ผ่านไป ชีวิตก็ได้เจอกับอะไรใหม่ ๆ อีกครั้ง ฉันถึงเพิ่งได้รู้ว่าพอมองกลับไปแบบนี้ ในตอนนั้นฉันก็เป็นเอาหนักเหมือนกัน ตอนนี้เมื่อฉันเริ่มดีขึ้นแล้วและยิ่งเริ่มดีขึ้นมากเท่าไหร่ พอได้มองย้อนกลับไปก็ยิ่งเข้าใจมากขึ้นว่าตอนนั้นฉันอาการหนักแค่ไหน ทำอะไรก็ไม่ได้ ไม่สดใสเอาเสียเลย เหมือนคนอมทุกข์ และไม่สามารถที่จะมีความสุขได้เลย น่ากลัวเสียจริงการจมอยู่กับความทุกข์ ทั้ง ๆ ที่คิดว่าฉันไม่เป็นอะไรมากแท้ ๆ แต่ก็กลับเป็นได้มากกว่าที่คิด พอเวลาผ่านไปถึงเพิ่งมาเห็นและเข้าใจ

ในเวลานั้นฉันเพิ่งได้เข้าใจกับประโยคนี้เป็นครั้งแรกในชีวิตเลยก็ว่าได้ “เวลาจะเยียวยาทุกสิ่ง” ฉันไม่เคยคิดว่ามันจะจริง หรือถึงจะจริงฉันก็ไม่เคยคิดว่ามันจะเกิดเรื่องหรือความรู้สึกแบบนี้กับตัวฉันได้ ตอนนี้ล่ะฉันเข้าใจเลยว่าทำไมคนเขาถึงพูดกันแบบนั้น ก็มันจริงนี่นา ฉันไม่สามารถปฏิเสธได้เลยว่าเวลาช่วยเยียวยาบาดแผลของเราได้จริง ๆ 

เพียงแต่พอได้มาลองคิดดูอีกทีแล้ว หากเราปล่อยให้เวลาช่วยเยียวยาบาดแผลให้แบบนี้ มันจะต้องใช้ “เวลา” มากมายแค่ไหนกัน ยิ่งบาดแผลลึก ก็ยิ่งต้องใช้เวลาเพิ่มมากขึ้นงั้นหรือ?

ฉันเข้าใจแล้วว่าเวลาสามารถช่วยเยียวยาบาดแผลให้เจ็บน้อยลงได้ แต่เราจะต้องรอเวลาไปอีกนานแค่ไหนกัน และหากเรามัวแต่รอเวลา แล้วชีวิตที่เหลือข้างหน้าเล่า จะทำเช่นไร?

ฉันเพิ่งได้เข้าใจก็ตอนที่ได้เรียนรู้ว่า เวลานั้นช่วยเยียวยาบาดแผลได้จริง ๆ นั่นแหละ และใช่ มันเป็นเช่นนั้นด้วยกับตัวฉัน แต่ฉันไม่สามารถบอกได้เลยว่ามันใช้เวลามากมายแค่ไหนในชีวิตของเราไปแล้ว ฉันพลาดหลายสิ่งหลายอย่างในชีวิตไปเลยทีเดียว แต่จะทำอย่างไรได้ล่ะกับเวลาที่ผ่านไปแล้ว อย่างน้อยวันนี้สิ่งที่ฉันได้เรียนรู้ก็คือเวลานั้นช่วยเยียวยา แต่เราอย่าหวังพึ่งแต่เวลาอย่างเดียวเลย เราควรแก้ไขความรู้สึกของตัวเราเองให้ได้เร็วกว่านี้จะเป็นการดีกว่า เพื่อที่เราจะได้สามารถมีเวลาไปทำสิ่งอื่น ๆ ที่ดีกว่านี้


ภายหลังจากช่วงเวลาแห่งการเยียวยาได้ผ่านไป ก็มีบางสิ่งบางอย่างให้ฉันได้กลับมาทบทวน ฉันได้กลับมาคิดว่าในเวลาที่หนักหนาช่วงนั้นทำเอาฉันลืมเรื่องราวอื่น ๆ ในชีวิตไปเลย ทั้งครอบครัวและคนที่เคยสนิทสนมกัน ฉันลืมไปเลยกับเรื่องราวแห่ง “ความสัมพันธ์” ที่กว่าฉันจะมานึกขึ้นได้ว่าฉันยังมีบางความสัมพันธ์ที่ยังคงอยู่ มันก็กินเวลาผ่านมาเนิ่นนานเสียแล้ว เมื่อสภาพจิตใจของฉันเริ่มดีขึ้น ทุก ๆ อย่างรอบตัวพอจะเริ่มกลับมาเป็นปกติ อีกหนึ่งบททดสอบก็เข้ามาในชีวิต บททดสอบครั้งสำคัญกับเรื่องราวของความสัมพันธ์

เพราะมีใครบางคนที่ฉันเคยรู้จักและสนิทด้วยเมื่อครั้งก่อนจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิตนี้ ซึ่งคน ๆ นี้เป็นคนที่สำคัญสำหรับฉันอย่างมาก แต่ในตอนที่ชีวิตของฉันเกิดการเปลี่ยนแปลงหรือมาถึงจุดเปลี่ยนนั้น ฉันกลับลืมจะติดต่อและสื่อสารเรื่องราวต่าง ๆ ไปถึงเขา ฉันวุ่นวายอยู่กับการพยายามแก้ไขปัญหาชีวิตตัวเอง แต่ลืมที่จะดูแลหัวใจของคนที่ใกล้ชิด จึงทำให้ความสัมพันธ์นี้เกิดระยะห่างที่เพิ่มมากขึ้น จนไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่หรือเป็นตอนไหนกันแน่ที่เราห่างไกลกันขนาดนี้ ฉันไม่เคยรู้ตัวเลย ฉันคิดเพียงแต่ว่าทุกอย่างคงจะยังเหมือนเดิม เราคงจะยังเข้าใจกันและใกล้ชิดกันเหมือนเดิม แต่ฉันคงเข้าใจอะไรบางอย่างผิดไป เพราะมาวันนี้ระยะห่างนั้นได้เพิ่มมากขึ้น และระหว่างเรามีบางสิ่งที่เปลี่ยนไปเสียแล้ว เปลี่ยนไปมากจนฉันไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรต่อไปดี ซึ่งเรื่องนี้มันทำให้ฉันต้องพบกับเสียใจและเสียดายอีกครั้ง กับบางสิ่งซึ่งพยายามเก็บรักษามาตลอด แต่มาวันนี้กลับทำมันเสียหายไป..

ในวันนี้ วันที่ทุกอย่างเปลี่ยนไป ฉันถึงเพิ่งได้กลับมาคิดและไตร่ตรองกับตัวเองว่าบางครั้งการจมอยู่กับปัญหาใดนานเกินไปมันไม่เพียงแต่ทำร้ายทำลายตัวเรา แต่มันยังกัดกินจนลามไปถึงความสัมพันธ์ต่าง ๆ ในชีวิตของเราอีกด้วย เพราะการคิดว่า ‘ฉันมีปัญหา’ มันทำให้ฉันลืมที่จะให้ความใส่ใจกับคนที่ฉันรักและเขาก็รักฉันไป

หลาย ๆ ครั้งวิธีการแก้ปัญหาที่ได้ผลอีกวิธีจึงคือการไม่จดจ่อและจมจ่อมอยู่กับปัญหานั้นมากเกินไป แต่ให้เปลี่ยนความสนใจ นำความสนใจและใส่ใจของเราไปให้ไว้กับสิ่งอื่นแทน นี่เองคงคือความหมายที่แท้จริงอีกประการที่ฉันเพิ่งมาเข้าใจหลังจากที่มันอาจจะสายเกินไปอีกเสียแล้ว จากเรื่องราวนี้ฉันพบเลยว่าตัวเองได้เรียนรู้อะไรหลาย ๆ สิ่งมากมายเหลือเกิน เพียงแต่น่าเศร้าที่บทเรียนเหล่านั้นมักจะมาถึงฉันพร้อมกับคำว่า “สายเกินไป” เสมอ

และมันคงไม่เพียงแต่เกิดขึ้นกับฉันเท่านั้นใช่ไหม ใครหลายคนก็อาจต้องเจอกับเรื่องราวเช่นนี้ด้วยเช่นกัน การรู้ค่าบางสิ่งบางอย่างเมื่อสายเกินไป มันดูราวกับเราได้ยินถ้อยคำเหล่านี้มาจนชินชาแล้ว จนไม่ทันได้ใส่ใจเลยว่าวันหนึ่งเรื่องราวเหล่านี้ก็อาจเกิดขึ้นกับเราได้เหมือนกัน ฉันรู้ว่าตัวเองผิดไป แต่ฉันยอมรับเลยว่าหลายครั้งตัวเองได้เรียนรู้และเติบโตขึ้นจากเรื่องราวเหล่านี้มากมายเหมือนกัน มันเจ็บปวดและมันน่าเศร้า ถ้าเรารู้ตัวในวันที่สายเกินไป แต่เราก็จำเป็นต้องจดจำไว้ด้วยเช่นกันว่า มันยังมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างเหลือเกินที่รอเราอยู่ในหนทางข้างหน้า เรื่องราวเหล่านั้นที่ยังไม่สายเกินไปหากเราจะให้ความใส่ใจกับมันเสียตั้งแต่เดี๋ยวนี้ แต่มันคงได้สายไปจริง ๆ หากเราจะยังคงละเลยและไม่สนใจ ดังนั้นเศร้านานไปคงไม่ดี เพราะชีวิตยังคงดำเนินไปและเราเองก็ยังคงต้องก้าวเดินต่อไป

ฉันเจอกับเรื่องราวแห่งความเสียดายและเสียใจมามากมาย แต่จนวันนี้ฉันก็กล้าพูดนะว่ามันก็ยังมีอีกนั่นแหละเรื่องราวที่ฉันอาจยังไม่เข้าใจและอาจยังทำมันได้ไม่ดีเท่าที่ควร แต่ฉันก็จะพยายามในทุก ๆ วันนะ ฉันจะไม่ล้มลงเพียงแค่เมื่อทำบางสิ่งผิดพลาดไปหรอก ฉันจะไม่มีวันปล่อยให้ตัวเองทำแบบนั้น

เช่นตัวอย่างในเรื่องราวแห่งความสัมพันธ์ของฉัน วันนี้ฉันอาจทำมันเสียหายไป ซึ่งมันทำให้ฉันต้องพบกับความเสียใจและเสียดายอย่างมากมาย แต่ฉันจะไม่ยอมปล่อยให้ตัวเองต้องเสียใจและเสียดายไปตลอดอย่างแน่นอน ต่อจากนี้ฉันจะยังคงทำสิ่งที่คิดว่ามันดีที่สุดในความสัมพันธ์ต่าง ๆ ในชีวิตของฉันต่อไป มันอาจจะสายไปบ้าง เสียหายไปบ้าง แต่วันนี้ฉันจะยังคงทำสิ่งที่ดีต่อไป และสำหรับเรื่องราวที่แม้จะน่าเสียดายเพราะว่ามันได้จบลงไปแล้ว ฉันจะยังคงเก็บสิ่งเหล่านั้นไว้ในความทรงจำของฉัน

ฉันรู้ว่ามันอาจไม่มีคำว่าตลอดไปสำหรับสิ่งใด ๆ ได้จริง ๆ เพราะทุกคนรวมทั้งฉันเองต่างก็มีหน้าที่และหนทางที่จะต้องก้าวเดินต่อไปในวันข้างหน้า แต่อย่างน้อยหากฉันได้เก็บเรื่องราวเหล่านั้นไว้ในความทรงจำ มันก็จะยังคงอยู่กับฉันต่อไป และถึงแม้คำว่าตลอดไปอาจไม่สามารถถูกมองเห็นหรือจับต้องได้ด้วยบางสิ่งภายนอก แต่สำหรับหัวใจ มันจะยังคงอยู่ในความรู้สึกนี้ของเราเสมอ ฉันเชื่อแบบนั้นและจะยังคงเชื่อแบบนั้น เพราะตราบใดที่เราไม่ลืมเลือน ความทรงจำก็จะยังคงชัดเจนในความรู้สึกของเราได้อยู่เสมอ ต่อให้แม้วันนี้ใครจะต้องจากไป หรือต่อให้วันนี้เราจะต้องจากใครมา แต่เขาและเธอรวมทั้งฉัน เราจะยังคงอยู่ในความทรงจำของกันและกันเสมอไป และแม้ว่าต่อให้ใครจะลืม อย่างน้อยก็จะมีฉันคนหนึ่งนี่ล่ะที่จะยังคงจดจำและเก็บเรื่องราวเหล่านั้นไว้ในหัวใจ ให้มันคงอยู่ไปในความทรงจำ แม้จะมีบ้างความรู้สึกเสียดาย แต่วันพรุ่งนี้ก็ยังคงมีความหมายสำหรับเรามิใช่หรือ? ดังนั้นเราจะหยุดตรงนี้ได้อย่างไร?


มาถึงในวันนี้ฉันเลือกที่จะเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง แม้ว่ามันอาจจะช้าไปบ้าง แต่อย่างน้อยฉันก็ได้เรียนรู้รสชาติของชีวิตมากขึ้นมาบ้างและได้รับบทเรียนหลายอย่างมาด้วยเช่นกัน

วันนี้ฉันเริ่มต้นอีกครั้งด้วยการตามหาความฝันครั้งใหม่ ความฝันที่มาจากการจริงใจกับตัวเองมากกว่าเดิม และจริงแท้กับความรู้สึกของตัวเองให้มากยิ่งขึ้น แม้ความฝันในวันนี้ของฉันอาจยังไม่ใช่บางสิ่งที่ยิ่งใหญ่เหมือนใคร ๆ แต่ก็ไม่เป็นไร เพราะฉันได้เลือกมันด้วยตัวเองแล้วจริง ๆ 

ซึ่งความฝันและเป้าหมายของฉันคือ “การได้ใช้ชีวิตให้เต็มที่ในทุก ๆ วัน ทำทุกสิ่งให้เต็มที่และสนุกไปกับมันให้มากที่สุด มากจนเป็นในแบบที่ว่าจะไม่ต้องมีการกลับไปเสียใจหรือเสียดายภายหลังใด ๆ อีก” นี่แหละ ความฝันของฉัน มันเป็นทั้งความฝัน คือจุดเริ่มต้น และเป็นเหมือนเป้าหมายของชีวิตไปพร้อม ๆ กัน

เพราะด้วยความคิดและความตั้งใจนี้ที่ฉันได้ให้สัญญากับตัวเองอีกครั้งว่า ฉันจะไม่ยอมแพ้ให้กับเรื่องใด ๆ อีก ฉันจะเรียนรู้และเก็บเกี่ยวบทเรียน พร้อมด้วยความทรงจำที่ดีมากมายไปด้วยกันให้ได้มากที่สุดกับในทุกเรื่องราวของชีวิต และถึงแม้ว่าฉันอาจจะล้มลงอีก หรือหนทางข้างหน้ามันอาจจะมียากเย็นไปบ้าง แต่ฉันจะทำทุกสิ่งในชีวิตให้เต็มที่ที่สุด..

ความหมายของชีวิตสำหรับฉันจะคือการได้ทำทุกวันให้มีความหมายด้วยตัวฉันเอง ฉันคิดแบบนั้น และจะคิดแบบนี้เพื่อเติมเต็มพลังของตัวเองเสมอ

ฉันรู้ว่ามันอาจจะมีช่วงเวลาที่ยากลำบากหรือมีช่วงเวลาที่มืดมิดอีกในหนทางข้างหน้า แต่ฉันก็จะอยากจะพยายามอีกครั้ง จะทำมันให้ดีและจะเรียนรู้ไปกับทุก ๆ สิ่ง แล้วอย่างน้อยสิ่งที่ฉันจะได้รับจะคือบทเรียนและความทรงจำ ที่ซึ่งจะติดตัวไปกับฉันเสมอ ทุก ๆ สิ่งที่ฉันได้ทำในชีวิตจะกลายเป็นชิ้นส่วนแห่งความทรงจำและเป็นเหมือนบันทึกเรื่องราวการเดินทางที่จะติดตัวฉันไป รวมทั้งจะหล่อหลอมตัวตนของฉันขึ้นมาด้วย

ดังนั้นทุกสิ่งนั้นสำคัญอย่างมากมายสำหรับฉันต่อจากนี้ไป อันที่จริงมันแสนสำคัญทั้งในส่วนของอดีตที่ผ่านมา ปัจจุบันนี้และในอนาคตข้างหน้าด้วย ฉันจะเก็บเกี่ยวและยอมรับทุกเรื่องราวเหล่านั้นต่อจากนี้และต่อ ๆ ไป ฉันจะยังคงก้าวเดินต่อไปบนเส้นทางชีวิตของฉัน หนทางข้างหน้าที่ไม่มีใครรู้ว่าจะเป็นเช่นไร มันอาจจะมืดมิดหรือสดใส ไม่อาจรู้ได้ แต่ฉันจะยังคงก้าวเดินต่อไปบนเส้นทางของฉัน จนกว่าเวลาแห่งการเดินทางนี้จะจบสิ้นลง..

จากการเดินทางที่ผ่านมาทั้งหมดนี้ บทเรียนอันสำคัญที่สุด ที่ฉันได้เรียนรู้และจะยังคงเก็บไว้เสมอไปคือ การได้เข้าใจและเรียนรู้อีกครั้งว่าจากตัวฉันที่เคยคิดว่าชีวิตของตนเองเปลี่ยนไปจนหมดสิ้น ไม่เหลือแม้แต่เค้าโครงเดิมแล้ว แต่แท้จริงยังมีบางสิ่งบางอย่างภายในตัวฉัน ภายในจิตวิญญาณของฉันที่ยังคงเหมือนเดิม

มันคือความรัก ความหวัง และพลังใจที่ไม่เคยหายไปเลยจริง ๆ มันเพียงแค่อาจจะถูกมองข้ามไปจนทำให้เหมือนสูญสิ้น แต่แท้จริงมันยังคงอยู่และจะยังคงอยู่ตรงนั้นภายในใจของฉันเสมอ ซึ่งเป็นสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้นั่นเองที่เป็นเหมือนแสงสว่างในช่วงเวลาที่มืดมิดที่สุดของฉัน

คือแสงสว่างเหล่านี้ที่พาฉันข้ามผ่านช่วงเวลาที่มืดมิดที่สุดมาได้ และทุกสิ่งเหล่านี้ก็เพียงแค่รอให้ฉันกลับมาค้นพบและให้คุณค่ากับมันอีกครั้งก็เท่านั้น ความดีงามเหล่านี้ในใจของฉันไม่เคยหายไปเลย ฉันอาจเพียงแค่ลืมมันไป แต่มันไม่ได้หายไปไหน ในวันใดก็ตามที่ชีวิตนั้นล้มลง เวลาที่ต้องเจอกับความมืดมิดที่สุด แสงสว่างของความดีงามเหล่านี้นั่นเองที่ได้เปล่งประกายและสว่างไสวกว่าที่เคย ทั้งที่มันก็อยู่ตรงนี้มาตลอดและจะคงอยู่ตลอดไป แต่อาจเป็นเพราะเราเองเลือกที่จะมองไม่เห็นหรือไม่ได้ให้ความสำคัญมากพอ เราจึงคิดว่าชีวิตของเรานั้นได้สูญเสียแสงสว่างไปแล้ว ทั้งที่ความเป็นจริงหาได้เป็นเช่นนั้นเลย

“แสงสว่างยังคงเป็นแสงสว่างเสมอ” เพียงแต่ท่ามกลางแสงอันเจิดจ้าของแสงสีมากมาย ทั้งที่ถูกมองว่าจริงแท้และมายา แสงสว่างแห่งจิตวิญญาณเหล่านี้กลับไม่ถูกมองเห็น แต่เมื่อเวลาใดที่ชีวิตมืดมน แสงภายนอกทั้งหมดถูกดับไป เราจึงจะมองเห็นแสงสว่างที่แท้จริงเหล่านี้ได้อีกครั้ง

เหมือนแสงดาวที่สุกสว่างท่ามกลางท้องฟ้าอันมืดมิด เช่นที่ดวงดาวไม่เคยหายไปไหน แต่มันถูกมองเห็นได้ในเวลากลางคืน เช่นเดียวกัน ความดีงามอันเป็นแสงสว่างแห่งชีวิตและจิตวิญญาณก็เป็นเช่นนั้น มันอาจถูกมองเห็นได้อีกครั้งเมื่อชีวิตของเรามาพบเจอกับความมืดมิด ในเวลาที่ถูกตระตุ้นเตือนอีกครั้ง ในสถานที่และเวลาที่เหมาะสม

แต่รู้ไว้เถิดว่าสิ่งนี้คงอยู่ภายในตัวเราแต่ละคนและทุก ๆ คนเสมอ คงอยู่มาเสมอและจะคงอยู่ตลอดไป อยู่ที่ตัวเราเองว่าจะมองเห็นมันได้หรือไม่..

เพราะฉะนั้นอย่ารอเลย ไม่ต้องรอเวลาที่ชีวิตตกต่ำหรือมืดมิดหรอก เมื่อเวลานี้เรารู้แล้วว่าเรามีแสงสว่างเหล่านั้น ก็ขอเพียงแค่เริ่มทำความเข้าใจ ให้คุณค่าและมองเห็นสิ่งนั้นเลย มันไม่ใช่การมองหาด้วยซ้ำ มันคือการตระหนักว่าเรามีสิ่งนี้และก็นำมันออกมาใช้ นั่นล่ะคือวิธีการมองเห็นแสงสว่างภายในอย่างแท้จริง

“แสงสว่างซึ่งไม่มีใครจะบอกเราได้ ไม่มีใครจะให้เราได้ และไม่มีใครจะพรากสิ่งเหล่านั้นไปจากเราได้” ทั้งหมดนี้เป็นของเราและเป็นเราเท่านั้นที่ว่าจะเลือกทำอย่างไรกับชีวิตและความดีงามของตัวเราเอง และนี่แหละคือแสงสว่างที่แท้จริงในความมืดมิดแห่งความไม่รู้ของชีวิตมนุษย์

เมื่อใดที่เราตระหนักและเริ่มต้นที่จะนำความดีงามในตัวตนออกมาใช้ เมื่อนั้นชีวิตของเราจะเป็นเช่นดวงดาวที่ส่องประกายแวววาวอย่างงดงามบนฟากฟ้าแห่งชีวิต ทั้งสำหรับตัวเราเองและสำหรับชีวิตของใครอีกหลายคน เพียงแต่จดจำไว้นะว่า ดวงดาวจะงดงาม เมื่ออยู่บนท้องฟ้าที่มืดมิด ดังนั้นชีวิตจะเปล่งประกายอย่างสวยงามและเจิดจ้ากว่าที่เคย เมื่อพบเจอกับอุปสรรคและความท้าทายบ้าง เพราะนั่นคือการขัดเกลาและสอนบทเรียนสำคัญให้กับเรา บทเรียนของการไม่หลงลืมแสงสว่างภายในของตัวเราเอง “แสงสว่างแห่งความดีงาม.. แสงแห่งความรัก ความหวัง และความฝัน”

และสิ่งสุดท้ายที่แสนสำคัญคือไม่ว่าชีวิตของเราจะเป็นอย่างไร ไม่ว่าเวลานี้มันจะสว่างไสวหรือมืดมิดมากแค่ไหน ไม่ว่าจะในช่วงเวลาใดก็ตาม เราไม่จำเป็นต้องรอหรอกว่าจะให้ความดีงามปรากฏออกมาในตอนไหน เพียงแค่เริ่มต้นในตอนนี้เลย เวลานี้เพียงแค่จุดแสงสว่างภายในใจของเรา ด้วยการตระหนักถึงคุณค่าและความดีงามเหล่านั้นของตัวเราเอง นำมันออกมาใช้ เริ่มต้นที่ชีวิตของเรา แล้วแสงสว่างนี้จะค่อย ๆ ถูกส่งมอบไปสู่ดวงใจของทุก ๆ คน

“ฉันคือดวงดาวที่สุกสกาวบนฟากฟ้าแห่งชีวิต ไม่ว่าเวลานี้มันจะมืดมิดสักแค่ไหน ฉันจะไม่เคยต้องกลัว เพราะฉันมีแสงสว่างแห่งความดีงามนี้อยู่กับตัว เพราะฉันเองคือแสงสว่าง ที่จะส่องนำทางและนำพาความรัก ความหวัง และพลังใจ ไปสู่ดวงใจทุกดวงในสักวัน..” นี่คือความตั้งใจของฉัน ที่จะเป็นไปสำหรับตัวฉันเองและเพื่อทุก ๆ คน’


ท่ามกลางความเงียบของบรรยากาศ และความมืดมิดของท้องฟ้าในยามกลางคืน เรื่องเล่าของฉันก็จบลง ฉันรู้สึกสงบใจอย่างประหลาดเมื่อได้เล่าเรื่องราวที่เคยเก็บไว้ออกมา 

มันไม่ได้ต้องมีเสียงโห่ร้องหรือเสียงปรบมือใด ๆ แต่กลับเพียงพอแล้วกับแววตาที่กำลังจ้องมองมาด้วยความสุขและรอยยิ้มจากหัวใจของทุก ๆ คน ฉันยิ้ม ยิ้มให้กับเพื่อน ๆ ของฉัน ยิ้มให้กับอาจารย์ของฉัน และยิ้มให้กับตัวฉันเอง พวกเรากำลังยิ้ม ช่างเป็นรอยยิ้มที่มีความหมายเหลือเกินภายใต้ท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยหมู่ดาวนับพัน

บนฟากฟ้าแห่งนี้ดวงดาวมากมายกำลังส่องแสงระยิบระยับสุกสกาวสวยงามอยู่บนนั้นพร้อมกับกำลังทำหน้าที่ส่องแสงสว่างของมัน บนผืนดินแห่งโลกนี้ก็เช่นกัน เวลานี้ตัวฉันเองและเพื่อน ๆ ก็เป็นเช่นนั้น เป็นเช่นดวงดาวแห่งผืนปฐพี ที่ก็กำลังจะทำหน้าที่ของตัวเองในการส่องแสงสว่างให้กับชีวิตของพวกเราและทุกชีวิตต่อไป


ในค่ำคืนนี้ดวงดาวยังคงงดงามเช่นเคยไม่ว่าบนฟากฟ้าจะมืดมิดสักเพียงไหน เราเองก็เช่นกันที่จะยังคงงดงามเช่นนั้น ทั้งในตอนนี้และจากนี้ต่อไป ไม่ว่าหนทางข้างหน้าจะพอมีแสงสว่างหรือจะมืดมิดสักเพียงใดก็ตาม.. เพราะในความมืดมิดยังคงมีแสงสว่าง แสงแห่งความดีงาม ความรัก ความฝันและความหวัง ของฉัน ของเธอ และของเรา ตลอดไป.


เยาวชนได้รับรางวัล ๑๒.png