มรสุมหลังเขา

ประกวด ๑๑.png


เด็กหนุ่มรูปร่างสูง  ผิวเข้ม นัยน์ตากลมโต บุคลิกนิสัยเกเรไม่เอาไหน ใช้ชีวิตผ่านไปวัน ๆ ไร้ซึ่งเป้าหมายในชีวิต เขาชื่อว่า “ภูผา” แต่แล้ววันหนึ่งสิ่งที่ไม่เคยคาดคิดมากก่อนก็เกิดขึ้น และนี่เองคือจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในชีวิตที่เขาไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ 

ท้องฟ้ามืดสนิท ในห้องสี่เหลี่ยมที่ที่ผมใช้เวลาอยู่กับตัวเองและเป็นตัวเองได้มากที่สุด ผมนั่งอยู่ที่โต๊ะหนังสือข้างหน้าต่างมองท้องฟ้าที่มืดสนิท ลมพัดผ่านโชยมากระทบบนใบหน้าของผม รอบโต๊ะมีหนังสือวางเรียงรายกองเป็นชั้น ๆ โคมไฟส่องสว่างราวกับพระจันทร์ยามค่ำคืน....

ในบ้านหลังเล็ก ๆ แต่อบอุ่นไปด้วยความรักของคนในครอบครัว มีพ่อ แม่ และผม พ่อผมทำอาชีพเกษตรกร ตอนนี้ผมเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนในตัวอำเภอ บ้านเราฐานะทางครอบครัวไม่ได้มีเงินมากมาย แต่เราก็อยู่ได้อย่างมีความสุข มาวันหนึ่งโชคชะตาก็ได้เลือกที่จะให้ผมเจอกับมรสุมที่หนักหนาราวกับคลื่นยักษ์กำลังซัดกระหน่ำเข้ามา เหมือนกับท้องฟ้าที่ไร้แสงจันทร์ในยามค่ำคืน คืนที่มืดสนิทไร้แม้กระทั่งแสงจากดวงดาว เมื่อผมได้รู้ว่าพ่อของผมเป็นโรคร้ายที่ไม่รู้ว่าสาเหตุของโรคนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร โรคที่เป็นดั่งปริศนาที่คุณหมอก็ยังวินิจฉัยโรคนี้ไม่ได้ และนี่คือจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ในชีวิตของผม  ผมหยุดนิ่งตรงประโยคนี้ ประโยคที่บาดลึกเข้าไปสะกิดหัวใจให้อ่อนแอ สมองสั่งให้ผมต้องร้องไห้ออกมา น้ำตาลูกผู้ชายไหลออกมาอาบแก้มเป็นทางยาว ในสมองของผมหยุดชะงักสั่งการ ผมจะทำยังไงต่อไป ทุกอย่างที่เกิดขึ้นผมและแม่แทบตั้งตัวไม่ทัน โรคร้ายที่ไม่มีใครรู้ต้นสายปลายเหตุของโรค และพ่อผมเป็นคนแรกที่ต้องเจอ !!

พ่อผมเดินเข้ามานั่งลงข้าง ๆ มือของพ่อโอบไหล่ผมไว้ พ่อบอกกับผมว่า...ทุกอย่างไม่แน่นอน ทุกสิ่งย่อมเปลี่ยนแปลงได้ แล้วพ่อก็ลุกออกไปนั่งอยู่ชานระเบียงหน้าบ้าน คำพูดของพ่อทำให้ผมฉุกคิดและมีหวังอีกครั้ง ผมคิดแค่ว่าจะทำยังไงให้พ่อหายจากโรคร้ายนี้ ผมนอนคิดทั้งคืน และผมก็ได้คำตอบคือผมต้องเป็นหมอเพื่อที่จะมาวินิจฉัยโรคที่พ่อเป็นและรักษาพ่อให้หายจากโรคนี้ นี่คือสิ่งเดียวที่ผมคิดได้ในตอนนั้น แต่เหนือสิ่งอื่นใด ผมต้องสอบแอดมิชชั่นให้ติดคณะแพทยศาสตร์ ตั้งแต่วันนั้นจากเด็กที่ไม่รู้อนาคตตัวเอง มาวันนี้ได้ตั้งเป้าหมายว่าต้องเป็นหมอให้ได้ แม้วันนี้ใจจะอ่อนล้าเหลือเกิน ผมตั้งใจเรียน ตั้งใจอ่านหนังสือ และวางแผนตารางชีวิตในแต่ละวัน ชีวิตผมวนลูปอยู่กับตำราเรียน เพราะเป้าหมายของผมมันยากและท้าทาย ผมจะทำให้ได้ตามเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ แต่ปัญหาก็เข้ามาไม่หยุด เพราะครอบครัวเราไม่ได้มีเงินมากมาย ทั้งค่าใช้จ่ายภายในบ้าน ค่ายารักษาพ่อ และค่าเทอมผม ทำให้เงินที่มีไม่พอใช้จ่าย ซึ่งพ่อเป็นเสาหลักของบ้านและพ่อก็ทำงานหนักมากทั้งที่ร่างกายของพ่อไม่สมบูรณ์ แต่พ่อก็อดทนเพื่อที่จะได้มีเงินใช้จ่ายในครอบครัว ผมนั่งอยู่กับตัวเองที่โต๊ะหนังสือในห้อง มองออกไปที่หน้าต่าง คิดอยู่ในใจกับตัวเองว่า..เมื่อไรครอบครัวของผมจะผ่านเรื่องราวที่แสนเลวร้ายไปได้ แต่ทุกสิ่งก็คงต้องดำเนินไปตามโชคชะตาที่ทุกคนมิอาจหลีกหนีพ้น ชีวิตผมก็คงต้องดำเนินต่อไป...ชีวิตผมในช่วงเวลานี้เปรียบได้กับหินที่กำลังโดนน้ำกัดเซาะให้เล็กลงทีละน้อย แต่ผมจะทำยังไงให้หินที่เหลืออยู่ไม่ให้น้ำกัดเซาะจนหายไปในที่สุด

ผมกำลังอ่านหนังสืออยู่ที่โต๊ะม้าหินอ่อนหน้าบ้าน บรรยากาศดี พอผมอ่านหนังสือไปได้สักพักผมก็ได้ยินเสียงคนเดินเข้ามาทางด้านหลัง พร้อมกับเอื้อมมือมาจับบนไหล่ผมเบา ๆ ผมหันไปมองเห็นพ่อยืนอยู่ พ่อพูดกับผมว่า.. เป็นไงบ้างลูก!! ภูผา อย่าหักโหมมากเกินไปล่ะ พ่อเป็นห่วง ผมตอบพ่อไปว่า ผมเดินช้ากว่าคนอื่นแล้วครับพ่อ ผมต้องเร่งช่วงก้าวให้ยาวขึ้นและเดินให้เร็วที่สุดเท่าที่ผมจะทำได้ พ่อยิ้ม ๆ พ่อเป็นกำลังใจให้ลูกเสมอ รู้ไหมทำไมพ่อถึงตั้งชื่อลูกว่าภูผา ภูผาหมายถึงเขาหินที่ใหญ่สามารถยืนหยัดและเข้มแข็งอยู่ได้แม้จะเจอมรสุมที่หนักหนาเพียงใด ภูผายังคงแข็งแกร่งเสมอ เหมือนกับลูกในตอนนี้ที่จะต้องฝ่ามรสุมครั้งนี้ไปให้ได้ ไม่มีใครในโลกนี้ที่จะไม่เจอกับปัญหา พ่อพูดจบ แววตาซ่อนอะไรบางอย่างไว้ให้ผมคิด และพ่อก็หันหลังเดินกลับเข้าบ้าน แต่ผมก็ยังคงตั้งหน้าตั้งตาอ่านหนังสือต่อไป 

เมื่อวันสอบแอดมิชชันมา ถึงกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ห้องสอบ รู้สึกตื่นเต้นและกดดัน เพราะทุกคนที่มาสอบล้วนแล้วแต่เตรียมตัวมาเป็นอย่างดี ผมบอกกับใจตัวเองว่า อย่าคิดว่าตัวเองต้องเป็นผู้แพ้เสมอไปทั้งที่เรายังไม่ได้ทำมัน ผมรวบรวมสติตั้งสมาธิ ตาจับจองไปยังข้อสอบ สมองคิดคำตอบ ใช้ทุกส่วนในร่างกายทำงานประสานกัน...เมื่อหมดเวลาทำข้อสอบ ผมเดินออกมาจากห้องสอบแบบไม่ค่อยมั่นใจในคำตอบของตัวเอง แต่ผมก็ได้ทำดีที่สุดแล้ว ณ เวลานั้น 

เมื่อวันประกาศผลคะแนนสอบแอดมิชชั่นมาถึง....คะแนนของผมก็ดีในระดับหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้คะแนนสูงอะไรมากมาย ทำให้ผมคิดหนักเวลาที่ยื่นสมัครสอบ เพราะไม่รู้ว่าจะแอดมิชชั่นติดคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล อย่างที่ตั้งใจไว้หรือไม่ ผมยังจำความรู้สึกนั้นได้ดี...ผมคือผู้ได้ไปต่อ และนี่คือวันที่ผมยิ้มได้กว้างที่สุด แววตาของผมบอกถึงความสุข ณ ตอนนั้น 

พ่อทำงานอยู่สวนหลังบ้าน ผมรีบเดินไปหาพ่อเพื่อบอกพ่อว่า..ผมทำได้แล้วนะพ่อ ผมสอบติดหมอได้แล้วนะครับ ผมจ้องมองไปยังใบหน้าของพ่อ น้ำตาของพ่อไหลอาบแก้มลงมา พ่อดึงผมเข้ามาสวมกอด พ่อดีใจในความสำเร็จเพียงก้าวแรกของลูกนะภูผา พ่อพูดจบพร้อมคลายมือออกจากตัวผม และพ่อพูดต่ออีกว่า..ลูกยังต้องเจออะไรต่าง ๆ มากมายที่เข้ามาในชีวิตลูก ลูกจะต้องเข้าไปอยู่ในสังคมที่กว้างใหญ่ ผู้คนมากมายเดินสวนกันไปมาตามข้างทางของถนน รถราแล่นด้วยความรวดเร็ว ทุกอย่างดูเหมือนเร่งรีบ ซึ่งต่างจากสังคมบ้านเราแน่นอนว่านั่นคือสังคมเมืองที่ผมจะต้องใช้ชีวิตอยู่ให้ได้ตลอดระยะเวลา 6 ปีในการเป็นนักศึกษาแพทย์ 

ชีวิตการเป็นนักศึกษาแพทย์ก็ได้เริ่มต้นขึ้น วันแรกของการเรียนก็เรียนหลักทฤษฎีทั่วไปเกี่ยวกับวิชาชีพทางการแพทย์ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ยิ่งเรียนยิ่งยากขึ้นเรื่อย ๆ ผมจบปี 1 ได้เกรดเฉลี่ย 3.00 ซึ่งน้อยมากเมื่อเทียบกับเพื่อนคนอื่น ๆ ในห้อง แต่ผมก็บอกกับตัวเองว่า...เทอมหน้าต้องดีกว่าเดิม ผมยังคงตั้งใจอ่านหนังสืออย่างหนักเพื่อให้เกรดเฉลี่ยดีขึ้น แต่เป้าหมายที่สำคัญของผมคือเพื่อที่จะเก็บเกี่ยวความรู้จากอาจารย์ผู้สอนให้ได้มากที่สุด เพื่อที่ผมจะนำไปพัฒนาวินิจฉัยโรคที่พ่อผมกำลังเผชิญอยู่ ณ ตอนนี้ และตอนนี้ผมก็ขึ้นปี 2 แล้ว ผ่านมาสองปีกับการเป็นนักศึกษาแพทย์ที่เจอทั้งสังคมที่แข่งขัน และแรงกดดันต่าง ๆ ที่แม้กระทั่งเวลานอนยังไม่มี กว่าจะมาถึงจุดนี้มันไม่ง่ายสำหรับเด็กดอยอย่างผมเลย

ขณะที่ผมกำลังทำการบ้านอยู่นั้นเสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น ผมยกโทรศัพท์ขึ้นมา สายที่โทรมานั้นคือสายจากแม่ของผม         

ผม : สวัสดีครับแม่                                                     

แม่ : ภูผา !! ตอนนี้พ่ออาการทรุดลงอย่างหนัก ลูกรีบกลับบ้านมาด่วน !!! นะลูก แม่พูดด้วยน้ำเสียงที่สั่นระรัวปนกับเสียงร้องไห้จนผมใจคอไม่ดี ผมพูดอะไรไม่ออก มือสั่น ใจเต้นแรง ทำอะไรไม่ถูกในเวลานั้น แต่ผมรีบเรียกสติให้กลับมาให้เร็วที่สุด รีบจัดกระเป๋ากลับบ้านให้เร็วที่สุด ใจผมร้อนรนเป็นห่วงพ่อ แต่ในที่สุดผมก็มาไม่ทัน พ่อได้จากผมไปอยู่ยังอีกโลกหนึ่งแล้ว ขาผมทรุดลงกับพื้นข้างร่างพ่อ ร่างกายที่ไร้ความรู้สึก ไร้การตอบสนอง พ่อครับ !! พ่อครับ !! ผมส่งเสียงเรียกพ่อด้วยน้ำเสียงที่สั่นระรัว น้ำตาไหลอาบแก้มลงมาเป็นสายราวกับสายน้ำที่มิอาจกั้นให้หยุดไหลลงมาได้ พ่อครับ !! ตอนนี้ผมเรียนอยู่ปี 2 จะขึ้นปีที่ 3 แล้วนะครับ ไม่นานผมก็จะเรียนจบ พอผมเรียนจบผมก็จะมารักษาพ่อให้หาย ทำไมพ่อไม่อยู่ดูความสำเร็จของลูกคนนี้ครับพ่อ ผมสวมกอดร่างกายของพ่อที่ไร้การตอบสนองกลับมา ผมแทบจะไม่อยากเรียนต่อไปอีกแล้ว ผมจะเรียนต่อไปได้อย่างไรเมื่อผู้ที่เป็นทั้งกำลังใจและเป็นทั้งแรงบันดาลใจของผมได้จากโลกนี้ไปแล้ว ผมจะอยากเป็นหมอต่อไปเพื่ออะไรเมื่อคนที่ผมอยากรักษาให้หายไม่อยู่ให้ผมรักษาอีกต่อไปแล้ว แม่เข้ามาจับตัวผมออกจากร่างของพ่อพร้อมยื่นจดหมายที่พ่อเขียนไว้ก่อนจากไปแบบไม่มีวันหวนคืนมา ในจดหมายเขียนไว้ว่า...


ภูผาลูกรัก....

กว่าที่ลูกจะได้เห็นจดหมายนี้พ่อคงจากโลกนี้ไปแล้ว พ่อขอโทษที่อยู่ไม่ถึงวันที่ลูกประสบความสำเร็จในสิ่งที่ลูกฝันและในสิ่งที่ลูกตั้งใจจะทำให้พ่อ แต่ทุกคนที่เกิดมาล้วนต้องตาย มันเป็นอนิจจังของชีวิตที่ใครก็มิอาจหลีกหนีพ้น ลูกต้องเรียนรู้และใช้ชีวิตของลูกต่อไปให้ได้ แม้วันนี้ลูกจะเหนื่อย ลูกจะอ่อนแอ ท้อแท้ในชีวิต แต่วันพรุ่งนี้ยังมีให้ลูกได้เริ่มต้นใหม่เสมอ พ่อขอให้ลูกเป็นหมอที่ดี เพราะหน้าที่ของลูกคือการรักษาชีวิตทุกชีวิตให้หายจากการเจ็บปวดทรมาน ให้เขากับมามีชีวิตที่สดใสอีกครั้ง และพ่อก็เชื่อว่าลูกของพ่อทำได้และต้องทำได้ดี จงเป็นภูผาที่แข็งแกร่งนะลูกรัก พ่อขอมอบร่างกายของพ่อให้กับโรงพยาบาลให้ตรวจวินิจฉัยโรคที่พ่อเป็น เพื่อที่จะหาวิธีรักษาหากเกิดกับคนอื่นต่อไป นี่คือสิ่งเดียวที่พ่อทำให้ลูกได้

รักลูก “ภูผา”

 “พ่อ”


ผมอ่านจดหมายของพ่อทั้งน้ำตา พร้อมกับหันไปพูดกับร่างของพ่อ พ่อครับ !! ผมจะเป็นหมอที่ดี ผมจะวินิจฉัยโรคที่พ่อเป็นและหาทางรักษาให้ได้ และผมจะเป็นดั่งภูผาที่แข็งแกร่ง จะยืนหยัดเผชิญกับทุกมรสุมที่ผ่านเข้ามา ผมกอดลาแม่พร้อมกลับไปสู้ต่อด้วยหัวใจที่ยังไม่พร้อม แต่เมื่อนึกถึงคำพูดของพ่อที่บอกกับผมไว้ ผมก็มีพลังที่จะลุกขึ้นเดินต่อ...


ผมกราบอาจารย์ใหญ่ซึ่งก็คือพ่อของผมเอง ผมสุดจะกลั้นน้ำตาเอาไว้ ผมไม่นึกเลยว่าอาจารย์ใหญ่ในชีวิตการเรียนหมอของผมจะเป็นพ่อของผมเอง ผมทุ่มเทตั้งใจวินิจฉัยโรคที่พ่อเป็นจนรู้สาเหตุของโรคนั้นได้และหาทางรักษาได้สำเร็จ ผมภูมิใจมากแม้ในวันนี้พ่อจะไม่ได้อยู่ให้ผมรักษาแล้ว แต่ผมก็ภูมิใจที่ทำตามเจตนารมณ์ของพ่อได้สำเร็จ ผมขึ้นปีที่ 4 เป็นปีที่เข้าใกล้ความเป็นหมอมากที่สุด เพราะต้องขึ้นวอร์ดไปตรวจผู้ป่วยและงานก็มีมากขึ้น แต่ผมก็ผ่านทุกอุปสรรคมาได้ จนตอนนี้เวลาได้เดินทางมาถึงปีที่ 6 ปีสุดท้ายของการเป็นนักศึกษาแพทย์ก่อนที่จะได้เป็นหมออย่างเต็มรูปแบบ เมื่อผมขึ้นวอร์ดไปแล้วผมจะต้องทำทุกอย่างเหมือนแพทย์ที่จบไปแล้ว ใช้ความรู้ที่ได้เรียนทั้งหมดมาใช้ในการรักษาผู้ป่วย วันที่ผมรอคอยก็มาถึง วันที่ผมเรียนจบ ได้เป็นหมออย่างภาคภูมิ ได้สวมชุดครุยพร้อมใบปริญญา แม้ในวันนี้พ่อจะไม่ได้ยืนอยู่ข้าง ๆ ผม แต่พ่อก็เป็นดั่งแสงสว่างที่ส่องแสงให้ตลอดการเดินทางของผมจนถึงเป้าหมายที่ตั้งใจเอาไว้ ผมอุทิศตนเองให้กับงานที่ผมรักในฐานะหมอ และทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุดในทุกครั้งที่รักษาผู้ป่วยให้เขาหายจากการเจ็บปวดทรมานได้กลับมามีชีวิตที่สดใสอีกครั้ง.....นี่คือจุดมุ่งหมายสูงสุดของผมในอาชีพหมอ

จากวันที่มรสุมปกคลุมไปทั่วหุบเขา เขาที่ไร้แม้กระทั่งแสงตะวันที่โผล่ขึ้นหลังเขา จนตอนนี้มรสุมได้ค่อย ๆ เลื่อนผ่านหายไป ผมได้ก้าวผ่านอุปสรรคต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในวันวาน ในตอนนั้นผมไม่รู้แม้กระทั่งว่าชีวิตจะไปต่ออย่างไร แต่มาวันนี้ผมได้ค้นพบชีวิตและได้เรียนรู้ที่จะรับมือกับทุกปัญหาที่เข้ามา ได้รู้ว่าปัญหาทุกอย่างจะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าเราจะก้าวข้ามผ่านมันไปได้หรือไม่ และมันจะสอนให้เราเข้มแข็งขึ้นพร้อมเดินหน้าต่อไปในวันใหม่.


เยาวชนได้รับรางวัล ๑๑.png