กำจันทร์

ประกวด ๑๐.png


“ปะป๊า ผู้ชายคนนั้นเป็นใครเหรอฮะ” 

เด็กชายวัยสิบขวบชี้นิ้วไปทางชายที่กำลังนั่งเหม่อมองดวงจันทร์อยู่บนม้านั่งริมทาง เสื้อผ้าที่เขาสวมใส่ขาดวิ่น เส้นผมจับกันเป็นก้อน หนวดเครารกรามอย่างไม่เข้าทรง เนื่องจากไม่ได้รับการดูแล ในมือของเขากำเทียนเล่มหนึ่งไว้แน่นเหมือนกลัวว่ามันจะหนีหายไปไหน

“เขาคือผู้ชายที่เคยยิ่งใหญ่ที่สุดของเมืองนี้น่ะลูก” ผู้เป็นพ่อตอบคำถามของลูกชายด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

“ชายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเมือง ดูไม่เห็นเหมือนเลยนะฮะ แล้วทำไมเขาถึงกลายเป็นแบบนี้ล่ะฮะ” เด็กน้อยถามพ่อของตนอีกครั้งด้วยความสงสัย

“เมื่อก่อนเขาคือนายกเทศมนตรีที่คนในเมืองนี้เคยรักและเคารพที่สุดในเมืองนี้ แต่เพราะเหตุการณ์เหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นทำให้เขาต้องกลายเป็นแบบนี้ อยากรู้ไหมล่ะ เดี๋ยวปะป๊าเล่าให้ฟัง” ผู้เป็นพ่อตอบลูกชายด้วยความอ่อนโยนเช่นเคย 

“อยากรู้ฮะ”


5 ปีก่อน

หิมะสีขาวร่วงโรยในค่ำคืนวันคริสต์มาสราวกับพวกมันต้องการร่วมเฉลิมฉลองไปกับผู้คน เมืองยามค่ำคืนสว่างไสว บ้านแทบทุกหลังในเมืองนี้ต่างถูกประดับตกแต่งด้วยดวงไฟดวงเล็ก ๆ ระยิบระยับอย่างงดงาม และที่ที่สว่างไสวที่สุดคงหนีไม่พ้นบ้านของนายกเทศมนตรีคนใหม่ที่ชาวเมืองทุกคนต่างรักและเคารพ ในคืนนี้ท่านนายกต้องการแสดงให้ทุกคนในเมืองได้เห็นถึงความยิ่งใหญ่และให้ชาวเมืองที่รักมาเฉลิมฉลองงานคืนนี้ที่บ้านของตนเนื่องจากวันนี้ไม่ใช่เพียงวันคริสต์มาส แต่ยังเป็นงานฉลองครบรอบห้าเดือนที่เขาได้รับตำแหน่งนายกเทศมนตรีของเมืองนี้ด้วยนั่นเอง 

งานเลี้ยงเริ่มต้นขึ้น ภายในงานเต็มไปด้วยรอยยิ้ม และเสียงหัวเราะของแขกที่มาร่วมงาน คำกล่าวชื่นชมและแสดงความยินดีดังขึ้นทุกที่ที่นายกเทศมนตรีเดินผ่าน ใบหน้าของเขาเปื้อนรอยยิ้มที่แสนมีความสุข เขาเดินไปรอบ ๆ งานเพื่อพบปะกับทุกคน

“อดัม นายคิดว่างานนี้มันดูสิ้นเปลืองเกินไปไหม” 

“ผมก็คิดเหมือนกัน ทั้งสิ้นเปลืองทั้งไร้ประโยชน์ แทนที่จะได้อยู่กับครอบครัวในวันคริสต์มาส กลับต้องมาเตร็ดเตร่ไร้สาระอยู่ที่นี่” 

เสียงสนทนาปริศนาที่ดังแว่วมาจากมุมหนึ่งของบ้านทำให้นายกเทศบาลหยุดการเดินและเงี่ยหูฟังการสนทนาที่กำลังดำเนินต่อไป

“แต่งานนี้ก็ดีออก มีอาหารให้กินฟรี ๆ ตั้งเยอะแยะ” ชายคนหนึ่งกล่าวขึ้น

“แล้วนายคิดว่าไอ้นายกนั่นมันเอาเงินจากไหนมาจัดงานนี้ล่ะจอร์ด ถ้าไม่ใช่เงินภาษีของพวกเรา” 

“ใช่แล้ว มีที่ไหนชาวเมืองอดอยากกันทุกหย่อมหญ้า แต่ผู้นำกลับยังกล้าเรียกเก็บภาษีเพิ่ม นี่ก็ผ่านมาตั้งห้าเดือนแล้วที่บอกให้เรารอ เดี๋ยวบ้านเมืองจะสงบสุขทุกอย่างจะดีขึ้น งี้ผมไม่ต้องรอจนตัวเย็นเลยรึไง” ชายหนุ่มอีกคนพูดเสริมด้วยความเดือดดาล

“นั่นสิครับ ผมได้ยินข่าวว่าเพื่อนของเขามีข่าวยุ่งกับของผิดกฎหมายด้วยนะ แต่แปลกที่อยู่ดี ๆ ข่าวก็เงียบหายไปเหมือนไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แล้วยังมีอีกหลายเรื่องที่หายไปเหมือนกัน”

“ไม่ใช่แค่เพื่อนของเขานะ ตัวของเขาก็มีข่าวแบบนี้เหมือนกัน”

  “ผมว่าเราต้องหาวิธีที่จะจัดการกับเขาแล้วแหละ” 

“ผมคิดว่าผมพอจะมีหลักฐานเอาผิดเขาได้นะ”

“หลักฐานอะไรหรอครับ”

“ผมเคย...”

“คิดว่าจะจัดการฉันมันเป็นเรื่องง่ายเหรอ พวกแกกำลังฝันอยู่รึไง” นายกเทศมนตรีเดินออกมาจากมุมกำแพงพร้อมกับลูกน้องที่เป็นชายฉกรรจ์รูปร่างสูงใหญ่ราวหกเจ็ดคน ชายทั้งสามคนที่คุยกันเมื่อสักครู่หยุดชะงักใบหน้าของทั้งสามซีดเผือดทันทีที่เห็นบุคคลที่พวกตนกล่าวถึงเมื่อครู่ยืนอยู่ต่อหน้า 

“เมื่อกี้ยังปากเก่งอยู่เลย ทำไมตอนนี้ถึงได้หน้าซีดกันล่ะ” นายกเทศมนตรีพูดอย่างเย้ยหยันพร้อมกับส่งสัญญาณให้ลูกน้องของตนล็อกตัวทั้งสามคนไว้

“ไหนเมื่อกี้แกบอกว่ามีหลักฐานอะไรจะมาเอาผิดฉันนะ” นายกเทศมนตรีพูดพร้อมกับใช้มือของตนบีบไปที่คอของชายตัวเล็กที่ถูกลูกน้องของตนตรึงแขนขาไว้ทั้งสองข้าง ชายหนุ่มไม่พูดโต้ตอบแต่อย่างใด เพียงแค่แสดงสีหน้าหวาดกลัวเท่านั้น

“แกไม่พูดก็ไม่เป็นไร เพราะถึงยังไงฉันก็ไม่เก็บพวกแกไว้อยู่ดี” พูดจบนายกเทศมนตรีก็ยกปืนลูกซองขึ้นจ่อขมับชายตัวเล็กทันที

“อย่าทำไรพวกผมเลยนะ พวกผมสัญญา พวกผมจะไม่เอาความลับของท่านไปบอกใครแน่นอน” ชายที่ชื่ออดัมกล่าวด้วยเสียงสั่นเทา 

“อย่าฆ่าพวกเราเลยนะ วันนี้เป็นวันดีของท่าน อย่าให้มือของท่านต้องมาเปื้อนเลือดพวกผมเลยนะครับ” ชายที่ชื่อจอร์ดพูดเสริม

“นั่นสินะ ฉันลืมไปเลยว่าวันนี้เป็นวันดี เอาพวกมันไปฝังทั้งเป็น” นายกเทศมนตรีพูดกับทั้งสามคนและหันไปสั่งลูกน้องของตนอย่างผู้ชนะก่อนจะเดินจากไป มีเพียงเสียงร้องขอความช่วยเหลือจากชายทั้งสามที่ถึงแม้จะร้องตะโกนจนสุดเสียงแต่ก็ไม่มีใครได้ยิน เนื่องจากเสียงเพลงในงานเลี้ยงดังกลบบวกกับที่ตรงนี้ห่างจากตัวงานพอสมควรจึงไม่ใครเดินผ่านไปมา 

ภายในงานยังคงเป็นไปอย่างราบรื่นตามความต้องการท่านนายกเทศมนตรี เขาทำตัวปกติราวกับเหตุการณ์เมื่อสักครู่ไม่เคยเกิดขึ้น เรื่องที่เป็นประเด็นพูดคุยในงานนอกจากเรื่องของนายกเทศมนตรีอย่างเขาแล้ว ก็คงจะหนีไม่พ้นเรื่อง กำจันทร์ โครงการที่เขาได้คิดขึ้นตั้งแต่ตอนที่ขึ้นรับตำแหน่งใหม่ ๆ และเพิ่งเริ่มดำเนินโครงการเมื่อเร็ว ๆ นี้ กำจันทร์คือการบังคับแสงของดวงจันทร์ให้ส่องไปยังที่ที่เดียวเพื่อขอพร เนื่องจากการขอพรใต้แสงจันทร์แบบธรรมดาให้ผลช้าหรือบางทีก็ไม่ให้ผลใด ๆ ท่านนายกเทศมนตรีจึงคิดว่าหากสามารถรวมแสงจันทร์ไว้ที่เดียวกันก่อนที่จะขอพร พรนั้นอาจจะส่งผลเร็วก็เป็นได้ เขาเลยทุ่มงบประมาณจำนวนมหาศาลเพื่อการนี้ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกหากเรื่องนี้จะกลายมาเป็นประเด็นพูดคุยของชาวเมือง

“ท่านนายกคะ ท่านคิดว่ากำจันทร์จะช่วยเมืองเราได้จริง ๆ เหรอคะท่าน” หญิงสาวคนหนึ่งถามขึ้นขณะที่เขาเดินสำรวจความเรียบร้อยของงาน 

“แน่นอนสิ นี่เป็นโครงการที่ฉันมั่นใจและทุ่มเทกับมันมากเลยนะ” นายกเทศมนตรีตอบคำถามนั้นแทบจะทันที

“แล้วท่านคิดว่าเราจะรวมแสงจันทร์ได้จริง ๆ เหรอคะ” หญิงสาวถามขึ้นอีกครั้ง

“แน่นอนสิ ตอนนี้ก็ใกล้จะสำเร็จแล้วนะ อยากดูไหมล่ะ” นายกเทศมนตรีตอบกลับพร้อมด้วยรอยยิ้มก่อนที่เขาจะหันไปกระซิบกับลูกน้อง จากนั้นไม่นานก็มีเสียงประกาศว่าจะมีการโชว์การรวมแสงจันทร์ให้ทุกคนได้ดูกัน ทุกคนต่างพากันตื่นเต้นกับการโชว์นี้มาก เนื่องจากจะได้ชมผลงานที่ท่านนายกของเขาบอกว่าจะช่วยเมืองนี้ได้

เวลาผ่านไปไม่ถึงครึ่งชั่วโมง เครื่องกำจันทร์ก็ถูกนำมาติดตั้งต่อหน้าผู้ร่วมงานทุกคน โลหะสีเงินขนาดใหญ่บนยอดมีเพชรเม็ดขนาดราวสามกำมือวางอยู่ สายไฟระโยงระยางคล้ายว่าเครื่องนี้ยังไม่สมบูรณ์ดี

“นายท่านจะเอาเลยเหรอครับ มันยังไม่สมบูรณ์นะครับท่าน” ลูกน้องของนายกเทศมนตรีกระซิบถามเจ้านายของตนอย่างแผ่วเบา

“กะอีแค่เปิดเครื่องให้พวกมันดูไม่มีปัญหาอะไรหรอกน่า” นายกเทศมนตรีกระซิบตอบ ก่อนที่จะเดินไปเปิดเครื่องกำจันทร์ด้วยตนเอง ท่ามกลางสายตาหวาดวิตกของเหล่าลูกน้อง ทุกคนในงานต่างลุ้นระทึกไปกับสิ่งประดิษฐ์ที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า กลไกที่ถูกเปิดขึ้นขณะนี้กำลังอยู่ในช่วงรวบรวมพลังงาน

“กรี๊ดดดดดดดดดด” 

เสียงกรีดร้องของใครบางคนดังขึ้น ตอนนี้เป็นช่วงที่เสียงเพลงถูกปิดลงทำให้สามารถได้ยินเสียงกรีดร้องได้อย่างชัดเจน ทุกคนต่างพากันมุ่งความสนใจไปยังที่มาของเสียงนั้น 

รอยเลือดสีแดงเป็นทางยาวบนหิมะสีขาว หญิงสาวที่เห็นภาพนี้เป็นคนแรกมีสีหน้าวิตกกังวลเป็นอย่างมาก เนื่องจากเกรงว่ารอยเลือดนี้จะเป็นของสามีตนที่หายตัวไประหว่างงานเลี้ยง คนที่มาร่วมงานที่ได้เห็นภาพนี้ต่างก็ตกในไม่แพ้กัน ขณะนี้ทุกคนในงานเปลี่ยนความสนใจมาที่รอยเลือด จนลืมเหตุการณ์เมื่อก่อนหน้าจนหมดสิ้น

“มันเกิดอะไรขึ้น” ชายคนหนึ่งถามขึ้นหลังจากที่ได้เห็นเหตุการณ์

“นั่นรอยของหมาป่าหรือเปล่า แถวนี้มีคนเห็นหมาป่าบ่อย ๆ” นายกเทศมนตรีรีบตอบหลังจากที่เดินมาถึง

“ผมว่าไม่น่าใช่นะ ไม่มีรอยเท้าของหมาป่าเลยสักรอย มีแต่รอยเลือดกับรอยเท้าคน” ชายอีกคนพูดขึ้น

“ถ้าอย่างนั้นพวกเราลองตามรอยเลือดนี้ไปกันเถอะ” ใครสักคนพูดขึ้น จากนั้นทุกคนก็พากันเดินตามรอยเลือดนั้นไป

รอยเลือดนำไปสู่กองดินขนาดใหญ่สามกอง มันอยู่ห่างจากบ้านของนายกเทศมนตรีราวแปดร้อยเมตรเห็นจะได้ หญิงสาวที่เห็นรอยเลือดเป็นคนแรกยังคงร้องไห้ไม่หยุด จนหญิงสาวหลายคนต้องช่วยปลอบเพราะเกรงว่าหญิงสาวอาจร้องไห้หนักจนเป็นลมไป ทุกคนช่วยกันขุดดินทั้งสามกองนั้นออก หลังจากช่วยกันขุดปสักพักก็พบร่างของชายทั้งสามคน หนึ่งในนั้นมีสภาพแขนซ้ายขาดหายไป 

"จอร์ด!!!"

หญิงสาวตะโกนอย่างสุดเสียงเมื่อเห็นร่างของสามี น้ำตาที่เริ่มเหือดแห้งไปไหลเป็นสายอีกครั้ง เธอเข้าโอบกอดร่างของสามี

"อุ๊ย ตัวยังอุ่นอยู่ ใครก็ได้เรียกรถพยาบาลที" หญิงสาวร้องตะโกนทั้งน้ำตา

  "พวกเราโทรเรียกนานแล้วแต่ยังไม่มาเลย" ชายคนหนึ่งตอบกลับมา

"ท่านนายก ท่านช่วยสามีดิฉันด้วย ช่วยเราด้วยนะคะ" หญิงสาวหันไปกล่าวกับนายกเทศมนตรีทั้งน้ำตา

"จะให้ช่วย? ช่วยอะไร ฉันไม่ใช่หมอนะ" นายกตอบอย่างไม่ใส่ใจ

เมื่อได้ยินคำตอบของนายกเทศมนตรีของพวกเขา ชาวเมืองที่มาร่วมงานก็ต่างส่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันกึกก้อง

"เฮ่ย มีคนยังไม่ตาย" หลังจากที่ใครคนหนึ่งกล่าวจบ ทุกสายต่างจับจ้องไปจุดที่ร่างของชายสามคนอยู่ ชายคนหนึ่งมีทีท่าเริ่มเคลื่อนไหว ตอนนี้รถพยาบาลมาถึงที่เกิดเหตุและลำเลียงผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตขึ้นรถไป

"อดัมใครเป็นคนทำร้ายนาย" ชายคนหนึ่งตะโกนถามขณะที่บุรุษพยาบาลหามอดัมผ่านหน้าไป 

"นายก…" เสียงถูกเปล่งออกมาอย่างแผ่วเบา แต่ก็ดังพอที่คนถามได้ยิน อาจเป็นเพราะระยะห่างที่ไม่มาก

"นายกเหรอ?" หลังจากนั้นชาวเมืองยิ่งแตกตื่นกันยกใหญ่ ตอนนี้นายกเทศมนตรีหายตัวไปจากจุดเกิดเหตุยิ่งทำให้ทุกคนสงสัย และเชื่อคำพูดของอดัมมากยิ่งขึ้น 

ทุกคนเดินกลับมาที่งานเลี้ยงอีกครั้งและได้พบกับนายกเทศมนตรีที่กำลังนั่งคล้ายทำพิธีอะไรบางอย่างอยู่ที่หน้าเครื่องกำจันทร์ แสงจากเครื่องกำจันทร์สว่างจนทุกคนต้องหรี่ตา

"ท่านนายก ท่านกำลังทำอะไรคะ" หญิงสาวคนหนึ่งถามขึ้น แต่ไร้ซึ่งการตอบกลับ

"ท่านฆ่าสามคนนั้นทำไม" ไม่มีการตอบกลับเช่นเคย ชาวเมืองที่เดือดดาลจึงพากันเดินตรงไปที่นายกเทศมนตรีคนใหม่ทันที 

"ฉันกำลังจะช่วยทุกคนอยู่นะ" นายกเทศมนตรีกล่าว

"ช่วยอะไร ก็เห็นอยู่ว่าท่านฆ่าคน ท่านฆ่าชาวเมือง"

"ฉันจำเป็นต้องทำ ถ้าฉันไม่ทำ แผนของฉันจะไม่มีทางสำเร็จ ฉันกำลังจะทำให้ชาวเมืองทุกคนได้พบกับความสุข"

"ท่านแน่ใจเหรอ นี่มันแค่เครื่องฉายเเสงขนาดใหญ่ธรรมดาจะทำแบบนี้ได้ยังไง" ชายคนหนึ่งกล่าว

"ธรรมดาอะไร นี่มันเครื่องรวมแสงจันทร์ นี่คือเครื่องกำจันทร์ ชั้นลงทุนลงแรงไปตั้งมากมาย จะเป็นแค่ของธรรมดาได้อย่างไร เด็กเร่งเครื่อง" นายกเทศมนตรีพูดสั่งลูกน้องตน เครื่องกำจันทร์ส่องแสงสว่างมากขึ้นตัวเครื่องสั่นอย่างรุนแรง มีเสียงดังกึก ๆ 

"ทุกคนรู้ไหม เมื่อก่อนที่นี่มีแต่ความสงบสุข เต็มไปด้วยป่าและสัตว์ ฉันกับแม่ของฉันเราอยู่ที่นี่เพียงสองคน ท่านเป็นคนน่ารัก ใจดี แม่ของฉันชอบขอพรจากแสงจันทร์ ขอให้มีใครซักคนผ่านมาทางนี้ แม่เคยบอกฉันว่า ถ้าที่นี่กลายเป็นหมู่บ้านคงดีมาก แล้วฝันของแม่ก็เป็นจริง มีหมู่บ้านเกิดขึ้นที่นี่ แต่คำอธิษฐานต้องแลกด้วยชีวิตของแม่ เพราะพวกแก!" คำพูดของนายกเทศมนตรีหยุดไปเนื่องจากเครื่องกำจันทร์ระเบิดออก

เสียงระเบิดดังกึกก้อง ไฟฟ้าดับไปทั้งเมือง มีผู้ได้รับบาดเจ็บมากมาย ช่างเป็นคืนแห่งการสูญเสียจริง ๆ


"น่ากลัวจังเลยฮะ แล้วในมือเขาถืออะไรอยู่เหรอฮะ" เด็กน้อยถามพ่อของเขา

"เทียนน่ะลูก เทียนในงานวันนั้น มันเป็นสิ่งเดียวที่เหลืออยู่ หลังจากที่เขาพ้นโทษ" ผู้เป็นพ่อยังคงตอบด้วยความอ่อนโยน 

ทั้งสองนั่งมองชายเร่ร่อนอย่างเงียบสงบ ชายเร่ร่อนยังคงเฝ้ามองดวงจันทร์และเผยรอยยิ้มที่ดูมีความสุขออกมา ความสุขที่คนภายนอกไม่อาจรับรู้ได้. 


เยาวชนได้รับรางวัล ๑๐.png