เรื่องราวของหยวนหยาง

ประกวด ๙.png


การเดินทางช่างเหนื่อยล้าเหลือเกิน หลังจากบินมาหลายชั่วโมงท้องฟ้าสีทองยามเย็นก็แปรเปลี่ยนเป็นมืดสนิท เมฆหมอกสีดำปกคลุมไปทั่วทั้งฟ้า เงยหน้าขึ้นมองแล้วก็ช่างหดหู่ใจ ไม่เห็นแม้แต่ดวงดาวหรือพระจันทร์ที่เป็นดั่งดาวเด่นประดับราตรี พลันนั้นห่าฝนก็เทลงมาอย่างนัก หยวนหยางมองไม่เห็นทางเลยจนสุดท้ายก็ชนเข้ากับต้นไม้ใหญ่ ร่างของเขากระแทกกับกิ่งไม้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนสุดท้ายแผ่นหลังก็กระทบกับพื้นดินอย่างแรง เสียงดัง อั๊ก!ใหญ่ แล้วหยวนหยางก็หมดสติไป

ตื่นขึ้นมาอีกครั้งหยวนหยางก็พบว่าฝนยังคงเทลงมาไม่หยุด เสียงแรกที่ได้ยินคือเสียงน้ำกระทบผืนป่า เสียงของฟ้าคำรามนั้นบ่งบอกได้เลยว่าพายุฝนครั้งนี้คงรุนแรงน่าดู

“ตื่นแล้วหรือ?” เสียงหวานกล่าว หยวนหยางเงยหน้าขึ้นมองหญิงงาม ผิวกายขาวละเอียด ร่างกายสูงโปร่ง เผลอๆสูงกว่าหยวนหยวงเสียด้วยซ้ำ เธอมีดวงตากลมโตช่างดึงดูดหยวนหยางให้มองจ้องสบตา

“เราอยู่ที่ไหน?” หยวนหยางถามหญิงงาม หญิงงามยิ้มเบาๆให้เขาแล้วจึงตอบว่า

“อยู่ในป่าลึก พักผ่อนก่อนเถอะ ท่านอ่อนแรงเต็มที ยามพายุสงบข้าจะปลุกท่านเอง” หญิงงามว่าจบก็ดึงผ้าห่มผืนหนาขึ้นมาปกคลุมร่างกายของหยวนหยาง หยวนหยางไม่มีแรงแม้แต่จะขยับตัวได้แต่ยอมทำตามคำบอกของหญิงงาม ดวงตาเข้มค่อยๆ ปิดลงช้าๆ และความมืดก็เข้าปกคลุมหยวนหยางในที่สุด 

กลิ่นหอมของพื้นป่ายามเช้าช่างสดใส แสงอาทิตย์อ่อนๆทอประกายแสงวาดลายเส้นลงมากระทบพื้นดิน หญิงงามยังคงเฝ้ามองดูชายหนุ่มจากแดนไกลที่หลงทางมายังถิ่นของเธอ เธอพบชายหนุ่มนอนไม่ขยับอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่จึงพาญาติๆมาช่วยกันแบกหามยกส่งมายังที่พัก ไม่นานนักชายหนุ่มต่างแดนก็ลืมตาขึ้น

“ตื่นแล้วหรือ? ข้ากำลังคิดจะปลุกพอดี” หญิงสาวกล่าว หยวนหยางขยับกายที่แสนปวดร้าวของตน พยายามอย่างยิ่งที่จะลุกขึ้นยืนแต่ก็ไม่สำเร็จ หญิงสาวพูด 

“ดูเหมือนท่านจะเจ็บมาก ข้าจะไปนำอาหารมาให้” หญิงสาวออกเดินทางไป หยวนหยางได้แต่ขบคิดถึงบ้านเกิดที่ตนควรไปถึงได้แล้วแต่ยามนี้เขากลับมาบาดเจ็บจนไม่สามารถขยับกายได้เลย เพียงไม่นานหญิงงามก็กลับมาพร้อมกับปลาที่แสนน่าทานยิ่ง

“ข้าหามาได้เท่านี้ หวังว่าท่านจะไม่รังเกียจนะ” หยวนหยางส่ายหัวทันทีแล้วขยับกายอย่างกัดฟันฝืนทนเพื่อลุกขึ้นมาทานปลาที่หญิงงามหามาให้ “ข้าไม่เคยเห็นท่านมาก่อนเลย ท่านคงมาจากต่างแดนใช่หรือไม่?” หญิงงามถาม หยวนหยางตอบว่า

“ใช่...ข้านามว่าหยวนหยาง ท่านหญิงงามมีนามว่าอะไร?” หยวนหยวงตอบคำถามนางแล้วถามนางกลับ นางตอบว่า

“ข้านามว่ากระสา ท่านเรียกข้าว่าสาก็ได้ บ้านข้าอยู่ที่นี่ เมื่อคืนระหว่างทางกลับบ้านข้าพบท่านอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ เลยช่วยท่านไว้” สาตอบ

“บุญคุณครั้งนี้ข้าจะมิลืมเลือนเลยสักวัน ข้าหวังว่าจะช่วยตอบแทนท่านหญิงงามได้” หยวนหยางว่าพร้อมใบหน้าสำนึกบุญคุณอย่างสุดซึ้ง

“แม่นางสา! ข้าได้ยินจากญาติพี่น้องว่าเจ้าบังอาจพาชายอื่นเข้ามายังถิ่นเรางั้นหรือ!!” เสียงโวยวายดังลั่นก่อนที่ร่างของชายหนุ่มอันแข็งแรงบึกบึนจะก้าวเข้ามาพร้อมสีหน้าท่าทางที่ไม่เป็นมิตร

“ข้าแค่ช่วยเขา เพราะเขาบาดเจ็บ มิได้มีเจตนาอื่นใดทั้งสิ้น” สากล่าวกับสามีของตนด้วยสีหน้ากังวล สามีของเธอค่อนข้างใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผลและทนไม่ได้ที่เธออยู่หรือเคียงใกล้กับชายอื่น สามีเธอก็จะโกรธขึ้นมาทันทีทันใด

“ข้าจะเชื่อเจ้าได้อย่างไร? เจ้านี่! หลายครั้งหลายคราแล้วนะ! เมื่อไหร่เจ้าจะเลิกเอาผู้ชายเข้ามาในบ้านเสียที!! ลูกน้อยใกล้จะลืมตาดูเจ้าแล้วนะ ทำตัวให้สมเป็นสตรีสงวนตัวเสียบ้าง!” สามีของสาด่าทอเธอยาวเหยียด สาเบือนหน้าหนี ซ่อนความเสียใจไว้ ที่ผ่านมาสามีเธอเคยต่อว่าเธอเช่นกัน แต่ครานี้คำพูดเหล่านี้ช่างทำร้ายจิตใจเธอเหลือเกิน

เธอมิได้มีเจตนาอื่นใดแอบแฝง เธอเพียงแค่ต้องการช่วยเหลือผู้อื่นเท่านั้น มิได้มีเจตนาเชิงชู้สาวแต่อย่างใด ไยสามีของเธอจึงมิถามความเห็น ไม่ไถ่ถามเธอก่อนบ้าง เมื่อได้ยินว่าเธอพาชายหนุ่มเข้าบ้านก็พลันโกรธหัวเหวี่ยงมิถามเธอสักคำ ความน้อยใจนี้สะสมมาเนิ่นนานจนในที่สุดเธอก็ทนไม่ไหวจึงโต้ตอบสามีของเธอ

“ท่านพี่...ข้าเพียงแค่ทำสิ่งที่คิดว่าถูกต้อง ชายผู้นี่แค่บาดเจ็บ ข้าแค่ช่วยเหลือเท่าที่ทำได้ ให้ที่พักและอาหารแก่เขา” สากล่าว สามีของสายิ่งโกรธเข้าไปใหญ่เมื่อเธอพูดปกป้องชายหนุ่ม

“เจ้ามันวันทองสองใจจริงๆ ไว้ลูกข้าโตข้าจะเล่าถึงวีรกรรมที่แม่มันทำไว้ตอนที่ลูกยังไม่ลืมตา!” แล้วสามีของสาก็เดินจากไป สามองหยวนหยางด้วยความเศร้าใจ

“วันรุ่งขึ้นท่านคงอยู่ที่นี้ไม่ได้เสียแล้ว สามีข้าคงไม่ยอมแน่ๆ” สาว่าอย่างยากลำบาก

“แค่แม่นางช่วยข้ามากมายถึงเพียงนี้ก็เป็นความกรุณาอย่างยิ่งแล้ว” หยวนหยางยิ้มบางๆ ให้แม่นาง “ข้าจะออกเดินทางแล้ว ข้ามิอยากให้แม่สาทะเลาะหรือผิดใจกับสามี บุญคุณครั้งนี้ข้าจะมิมีวันลืม ข้าจะกลับมาทดแทนท่านแน่ๆ ในสักวัน”แล้วหยวนหยางก็พยายามลุกขึ้น สุดท้ายก็ลุกขึ้นเสียจนได้ สามองดูหยวนหยางที่พยายามยืนขึ้นอย่างทุลักทุเลสุดท้ายหยวนหยางก็กัดฟันสู้จนยืนด้วยลำแข้งของตนจนได้

“ขอบใจท่านมากแม่หญิงงาม ข้าจำต้องไปแล้ว” สาไม่ได้กล่าวรั้งชายหนุ่มไว้ เธอทำได้เพียงมองชายหนุ่มที่เดินจากไปจนไกลริบ

เดินทางมานานแสนนานก็พบว่าท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนสีอีกคราแล้ว ครั้งนี้เขามองเห็นแต่ต้นไม้สูงใหญ่ ไม่เห็นแม้แต่ดวงดาว 

มืดอีกคราแล้วสินะ...นึกแล้วก็หนาวกายขึ้นมา ขาของหยวนหยางข้างหนึ่งใช้การไม่ได้ เขาจำต้องลากขาข้างเดียวมาด้วยความยากลำบาก กัดฟันทนหวังว่าความเจ็บปวดจะหายไปโดยเร็ว

ทันใดนั้นประสาทสัมผัสทั้งห้าของหยวนหยางก็ตื่นตระหนกทันทีที่ได้ยินเสียงตึงตังของอสูรกายร่างยักษ์ อสูรกายนั้นมองมาที่หยวนหยางอย่างพินิจพิจารณาก่อนที่จะเอื้อมมืออันน่ากลัวนั่นมา หยวนหยางพยายามหลีกหนีแต่เพราะความบาดเจ็บที่ขาทำให้หนีไม่พ้น สุดท้ายมือใหญ่ก็คว้าตัวเขาได้สำเร็จ หยวนหยางอยากจะร้องออกมาเพราะความอ่อนแอของตน มือน่ากลัวนั้นจับที่รอบกายของหยวนหยาง เพียงพริบตาโลกทั้งใบก็ดำมืดสนิท ช่างน่ากลัวเหลือเกิน...เขายังไม่อยากจากโลกนี้ เขายังอยากกลับไปหาลูกเมียที่บ้าน หยวนหยางได้แต่อ้อนวอนในใจ

แสงสีขาวสว่างกว่าที่เคยสาดส่องมาที่เขา อสูรกายร่างยักษ์ทั้งหลายจับเขาตึงไว้กับแผ่นแข็ง เสียงพูดทุ่มน่ากลัวเป็นภาษาที่เขาไม่เคยเข้าใจ แสงสว่างน่ากลัวส่องเข้าที่ตาของเขา อาวุธยุทโธปกรณ์ที่อสูรกายพวกนั้นกำลังถืออยู่ทำให้หัวใจเขาแทบวาย สุดท้ายแล้วเขาก็หลับตาลงอีกครั้ง 

ผ่านไปอีกวันแล้ววันเล่าเขาอยู่กับพวกอสูรกายร่างใหญ่น่ากลัว พวกอสูรกายทำอะไรต่อมิอะไรกับร่างกายเขา เขาพยายามต่อต้านดิ้นสุดแรงเกิด ทั้งเชือกสีขาวสะอาดพันรอบกายเขา หนามใหญ่ทิ่มแทงเข้าที่ตัวหยวนหยาง ยาพิษสีนวลที่แต่งแต้มลงบนกาย ช่างน่ากลัวเหลือเกิน วันเวลาค่อยๆผ่านไป สิ่งที่เขาคิดว่าอันตรายกลับมิใช่เลย ทั้งหนามใหญ่ ยาพิษสีนวล ต่างทำให้เขารู้สึกดีขึ้น อสูรกายพวกนี้ก็นำอาหารมาให้เขาทานด้วย อสูรกายแบบไหนกันที่จะเลี้ยงดูแลเหยื่อเช่นนี้? หยวนหยางนึกสงสัยในใจอย่างหาคำตอบมิได้

ผ่านไปนานแสนนานเชือกสีขาวสะอาดตาที่ขังตึงร่างกายของหยวนหยางก็ถูกปลดออก ขาของหยวนหยางไม่เหลือความเจ็บปวดเลยแม้แต่น้อย แขนทั้งสองข้างก็แข็งแรงดีอย่างน่าใจหาย ในยามแรกที่ก้าวเดินออกจากป่านั้นเขารู้สึกว่าร่างกายทั้งร่างช่างหนักอึ้งและแสนเจ็บปวด ยามนี้พวกอสูรกายทำให้เขาหายเจ็บปวด หรือจะเรียกพวกเขาว่าอสูรกายในร่างของนักบุญกันดีนะ?

หยวนหยางได้แต่สงสัยแต่ก็ไม่มีใครให้คำตอบเขาได้

อีกมุมหนึ่ง

จันทร์เจ้าเป็นเด็กหญิงน่ารัก เธออาศัยอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆ ในป่าใหญ่ เธอมักจะออกเดินทางสำรวจป่ารอบๆ บริเวณหมู่บ้านอยู่บ่อยครั้ง จนกระทั่งตกเย็นวันหนึ่ง ฟ้าเริ่มมืดคล้ายว่าฝนจะตกจนจันทร์เจ้าต้องรีบวิ่งกลับบ้าน แต่ก่อนกลับเธอก็พบกับนกประหลาดที่ไม่เคยเห็นมาก่อนเลย เธอก้าวเข้าไปใกล้นกตัวนั้นก่อนที่จะใช้ผ้าคลุมของเธอคลุมกายของนกตัวนั้นโอบอุ้มขึ้นมาแนบอกแล้วพาวิ่งกลับไปที่หมู่บ้าน

ชาวบ้านต่างฮือฮากันมากเพราะไม่เคยเห็นนกแปลกประหลาดเช่นนี้มาก่อนเลย จากนั้นจันทร์เจ้าก็ขอร้องให้คุณพ่อของเธอพาลงไปที่เมืองเพื่อรักษานกตัวนี้ คุณพ่อของเธอเป็นคนใจดีและใจกว้างท่านจึงพาจันทร์เจ้าและพร้อมกับเจ้านกตัวนี้ไปในเมืองเพื่อพบกับสัตวแพทย์

“อาการสาหัสมากเลยนะ เหมือนชนอะไรสักอย่างแล้วตกลงมา น่าสงสารคงจะเจ็บมาก”คุณหมอพูดพร้อมตรวจดูร่างกายของนก จันทร์เจ้าที่ได้ฟังก็หน้างอง้ำ เธอพูดว่า

“จะรักษาได้ไหมคะ?”เธอทำหน้าตาคาดหวังมาก คุณหมอหันมายิ้มให้เธอแล้วตอบว่า

“ได้สิ...ฉีดยา แต้มยา นิดๆ หน่อยๆ ก็หายแล้ว ที่เหลือก็แค่รอเวลาเท่านั้นเอง ระหว่างรอหมอจะให้สมุดเกี่ยวกับนกเล่มนี้ให้หนูไปอ่านนะ” แล้วคุณหมอก็ส่งสมุดเล่มเล็กๆ ให้จันทร์เจ้า เธอรับมันมาแล้วเปิดดู

“คุณหมอคะๆ” เธอเรียกคุณหมอด้วยความตื่นเต้น “นกตัวนี้ใช่ตัวในรูปหรือเปล่าคะ?” จันทร์เจ้าถามพร้อมชี้รูปนกในสมุดสลับกับมองนกตัวที่เธอช่วยเหลือมา คุณหมอยิ้มแล้วพยักหน้าขึ้นลง จันทร์เจ้ายิ้มกว้างแล้วเดินไปนั่งเงียบๆด้านนอก จากนั้นก็เริ่มอ่านเรื่องราวของนกตัวนั้น

นกตัวที่เธอช่วยเหลือคือ เป็ดแมนดาริน ในภาษาจีนเรียกมันว่าหยวนหยาง เป็นสัตว์ที่แสดงถึงรักแท้เพียงหนึ่งเดียว เพราะเป็ดแมนดารินนั้นจะเลือกคู่ครองเพียงแค่ตัวเดียวตลอดชีวิต มันจึงเป็นสัญลักษณ์แห่งรักแท้ จันทร์เจ้าอ่านไปยิ้มไปอย่างมีความสุข

เวลาผ่านไปราวๆ สองอาทิตย์เจ้าเป็ดแมนดารินก็กลับมาแข็งแรงเหมือนเดิมแล้ว สามารถบินได้ ขาที่เป็นแผลก็หายสนิท

“เป็ดแมนดารินไม่ได้มีถิ่นกำเนิดอยู่ที่ไทยหรอกนะจันทร์เจ้า...ตอนนี้มันแข็งแรงแล้ว ได้เวลาที่มันจะกลับบ้าน” คุณหมอพูดพร้อมลูบหัวเด็กน้อยเพื่อเป็นการปลอบประโลมใจ คาดว่าเด็กน้อยคงต้องเสียใจเป็นแน่ที่เจ้านกตัวนี้จะต้องจากเธอไปแล้ว

“ทำไมต้องไปละคะ? มันอยู่ที่นี่ไม่ได้เหรอคะ?” จันทร์เจ้าถาม 

“เจ้าเป็ดจะต้องกลับไปหาลูกเมียจากที่ที่มันจากมา ป่านนี้หยวนหยางคงคิดถึงบ้านเกิดมากแล้วแน่ๆ” คุณหมอว่า

“หยวนหยาง? ชื่อนกตัวนี้เหรอคะ?” คุณหมอพยักหน้าแล้วเดินหายไปสักพัก คุณหมอกับมาพร้อมกับเจ้าเป็ดแมนดารินสีสวยงาม คุณหมอส่งนกสู่อ้อมกอดเด็กหญิงจันทร์เจ้า “หยวนหยางคงเหมาะที่สุดแล้ว เอาล่ะ...เราไปส่งหยวนหยางกันเถอะ”จันทร์เจ้าจับมือคุณหมอแล้วออกไปด้านนอก เพื่อส่งหยวนหยางกลับบ้าน

หยวนหยางอยู่ในอ้อมกอดของอสูรกายตัวน้อย ไออุ่นจากกายอสูรกายแผ่ออกมาให้ความอบอุ่นแก่เขา หยวนหยางเริ่มมองอสูรกายพวกนี้ใหม่แล้ว ถ้าหากพวกเขาเป็นอสูรกายจริงคงปล่อยให้เขาตายไปพร้อมกับความมืด แต่อสูรกายพวกนี้กลับนำพาเขามาสู่แสงสว่างอีกครั้ง

หยวนหยางทอดสายตามองไปยังท้องฟ้ายามเช้าที่สวยงาม พลันนั้นก็ยิ้มออกมา รู้สึกถึงความร้อนรอบๆขอบตาของตัวเองราวกับว่ากำลังจะร้องไห้ อยากจะรีบกลับไปบ้านเกิดโดยเร็ว อยากจะพบหน้าลูกเมียที่พลัดพรากจากมาเหลือเกิน

อสูรกายก้มลงมากระซิบอะไรสักอย่างกับเขา ก่อนที่จะวางเขาลงกับพื้นไม้แข็ง หยวนหยางเห็นแสงสว่างของทิวากรก็อดที่จะปลื้มใจไม่อยู่ เพียงเท่านั้นเขาก็เริ่มกางแขนทั้งสองข้างออกแล้วทะยานขึ้นสู่ท้องนภาที่แสนคิดถึง

หยวนหยางอดที่จะหันกลับมามองภาพอสูรกายที่ช่วยเหลือเขาไม่ได้ บางทีอสูรกายที่มาพร้อมกับความมืดมิดอาจจะเป็นอสูรกายที่นำทางแสงสว่างของเขากลับคืนมาก็ได้

เหมือนดั่งความมืดมิดแห่งความกลัวที่บดบังจิตใจ ยามแสงตะวันลับขอบฟ้าไปแล้ว ราตรีที่ไร้ดาวและแสงจันทร์ เมฆหมอกที่ปกคลุมทั่วนภา ย่อมทำให้ราตรีนั้นมืดสนิทราวกับตาบอดไปชั่วขณะ เพียงจิตใจที่เข้มแข็งพร้อมที่จะต่อสู้ ไม่นานนักก็จะพบกับหนทางออก แสงตะวันของวันใหม่ค่อยๆโผล่พ้นเส้นขอบฟ้า คนตาบอดเมื่อราตรีที่ผ่านมากลับมามองเห็นได้อีกคราแล้ว

หยวนหยางกลับมาพบกับครอบครัวอันเป็นที่รัก เขาเล่าเรื่องราวต่างๆที่ประสบพบเจอให้ครอบครัวของเขาฟัง ต้องขอบคุณ หญิงงามนกกระสาที่ช่วยเขาและอสูรกายร้ายแสนน่ากลัวเหล่านั้นด้วย 

อสูรกายแห่งความมืดที่นำแสงสว่างกลับคืนมาให้เขา


เยาวชนได้รับรางวัล ๙.png