อาทิตย์สีดำ

ประกวด ๘.png


ผมยังคงมึนงงอยู่เล็กน้อย ไม่แน่ใจว่าตัวเองนอนหลับไปนานเท่าไรกัน ร่างกายยังขยับไปไหนได้ไม่มากนัก รู้สึกว่ามีสายบางอย่างระโยงระยางเต็มไปหมด อีกทั้งในห้องนี้ก็มืดมากเช่นกัน ผมควานมือไปโดยรอบเพื่อจะหาสวิตซ์ไฟ

“อาทิตย์ ตื่นแล้วเหรอลูก แม่อยู่นี่” เสียงหญิงกลางคนที่ผมคุ้นเคย แม่ของผมนั่นเอง

“แม่เหรอ เปิดไฟหน่อยสิครับ อยู่กันทำไมมืด ๆ” ผมตอบ

“ตอนนี้ตาหนูเจ็บอยู่นะ แต่อีกไม่นานก็จะหายแล้ว” แม่พูดด้วยเสียงนุ่ม มือลูบหัวผมเบา ๆ

ใช้เวลาอยู่พักใหญ่ผมถึงจะนึกได้ว่าตัวเองกำลังขี่มอเตอร์ไซค์กลับบ้าน จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงแตรดังจนหูผมแทบแตกมาจากด้านหลัง แม่ของผมเล่าต่อว่าผมถูกรถบรรทุกชนอย่างจัง ตัวผมอัดกับหน้ารถก่อนกระเด็นไปหลายเมตร ทำให้ผมพอประติดประต่อเรื่องราวก่อนผมจะมาอยู่ที่โรงพยาบาลได้ส่วนหนึ่ง

ผมนอนอยู่ที่โรงพยาบาลมาครึ่งเดือนแล้ว หมอเริ่มถอดสายต่าง ๆ จนเหลือแค่สายน้ำเกลือกับผ้าพันแผลที่ตา ไม่นานก็คงได้กลับบ้านแล้ว ผมนึกดีใจ เบื่อกับการนอนนิ่ง ๆ บนเตียงอยู่เต็มทน อยากไปเดินเล่นรอบหมู่บ้านกับโชค สุนัขที่บ้านผมน่ะนะ แต่เรื่องใหญ่สุดก็ต้องกลับไปเรียนให้ทัน ผมไม่อยากดรอปวิชาที่สำคัญในเทอมนี้ เพราะเป็นวิชาต่อเนื่อง ใช้เป็นพื้นฐานของการเรียนปีต่อไป

คุณหมอเดินเข้ามาในเวลาเดิม ถอดผ้าพันแผล จับคางผมเชิดขึ้นด้วยมือข้างหนึ่ง อีกข้างถือไฟฉาย

“ม่านตาไม่ตอบสนองเลย” หมอพูด เสียงหันไปอีกทาง คงจะบอกกับพยาบาลที่จดบันทึก

“รู้สึกถึงแสงมั้ยครับ หรือเห็นเงาอะไรบ้างมั้ย” หมอถามผม

“ไม่เลยครับ” ผมตอบ ขนาดตัวเองยังรู้สึกแปลกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น

ผมสรุปกับตัวเองได้ว่าผมคงจะตาบอด บอดแบบบอดสนิท แล้วก็เป็นแบบนั้นจริง ๆ หมอบอกว่ากระจกตาผมได้รับความเสียหายอย่างหนัก ดวงตาไม่ตอบสนอง และไลน์สายตาแคบกว่าสิบองศา

ไม่รู้เลยว่าจะต้องอยู่กับความมืดนี้นานเท่าไหร่กัน 

สัปดาห์ต่อมาผมก็ได้กลับบ้าน ไม่มีอะไรที่ต้องรักษาแล้ว ทันทีที่เปิดประตูรั้วบ้านเจ้าโชคก็วิ่งมาเกาะขาผม ปกติเมื่อมันเลียหน้า ผมจะรีบเบี่ยงหน้าหนี แต่ครั้งนี้ผมยอมให้มัน การไม่ได้เจอเจ้าของร่วมเดือนกว่าคงจะทรมานน่าดู 

ผมสำรวจห้องนอนของตนเอง ทุกอย่างยังวางไว้เหมือนเดิม ทั้งหนังสือ สมุด และงานที่ผมตั้งใจจะไปส่งในวันพรุ่งนี้ (ถ้าไม่โดนสิบล้อชนซะก่อน) ผมเดินชนขอบโต๊ะเหมือนคนเพิ่งหัดเดิน ลงเอยด้วยการเดินเตะแก้วน้ำที่ทิ้งไว้บนพื้นเสียงดังเพล้ง แม่รีบวิ่งขึ้นบันไดมาหาผม ให้ผมนั่งบนเตียงไปก่อนระหว่างที่แม่กำลังเก็บกวาดเศษแก้ว ผมคงต้องหาวิธีที่ดีกว่านี้สำหรับการเดิน

ตอนที่มืดไปหมดแบบนี้ไม่รู้เลยว่ามีอะไรอยู่บ้าง ผมรู้สึกกังวล มือทั้งสองกำผ้าห่มไว้แน่น เสียงเศษแก้วเดินทางเข้าที่ตักผงทำให้ผมสบายใจขึ้น ผมต้องอยู่กับสิ่งรอบข้างมากกว่านี้ มีแค่ผม แม่ ไม้กวาด อยู่ในห้องนอนของผมเอง แม่ก็แค่กวาดพื้นอยู่ เหมือนที่แม่เคยทำ

แม่รับเย็บผ้าที่บ้าน ทุกสัปดาห์จะมีคนเอาผ้าเป็นกอง ๆ มาส่ง อาทิตย์ต่อมาก็มารับ วนแบบนี้จนผมชินตา เป็นอาชีพเดียวที่แม่ทำ ท่านมีความสุขกับการเย็บผ้า คงเป็นข้อดีที่แม่ทำงานอยู่กับบ้าน นอกจากเย็บผ้าแล้ว แม่คงต้องคอยดูแลผมเพิ่มอีกงาน

แม่ของผมเคยบอกว่าตอนที่แม่เห็นผมครั้งแรก แม่เห็นแสงสว่าง เหมือนกับแสงอาทิตย์แม่เลยตั้งชื่อผมว่าอาทิตย์แต่ตอนนี้ แม้แต่แสงสักเสี้ยวหนึ่งผมก็ยังมองไม่เห็นเลยแล้วผมจะเป็นแสงสว่างให้กับแม่ได้อย่างไร

เช้าขึ้นอีกวัน เสียงนาฬิกาปลุกผมให้ตื่น กลิ่นกับข้าวเช้าโชยขึ้นมาถึงชั้นสอง แม่กำลังอุ่นต้มซุปอยู่ กลิ่นหวาน ๆ ของมันฝรั่งต้มกับไก่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ผมจำกลิ่นของมันได้ดี วันนี้แม่หยิบเสื้อเชิ้ตสีเขียวให้ผม ไม่รู้ว่ามันเขียวแบบไหน เขียวแบบเขียวจริง ๆ หรือเขียวแบบฟ้า ตอนเด็กผมยังเคยเถียงถึงท่อประปาที่บ้านว่ามันเป็นสีฟ้า แต่แม่ยืนยันว่ามันเป็นสีเขียว ก่อนจะโดนหวดด้วยก้านมะยมไปหนึ่งที

ผมคลำหากระดุมเสื้อ ติดเข้าทีละเม็ด เพิ่งรู้ว่าเม็ดล่างสุดไม่มีช่อง มันเป็นเม็ดแถม เผื่อกระคุมข้างบนหลุดจะได้ใส่อันสำรองนี้แทน

ถึงแม้ทางมหา’ลัยจะให้ผมเรียนต่อ เพราะเรื่องที่เรียนสามารถบรรยายเสียงได้ แต่ผมก็ไม่พร้อมที่จะเรียนตอนนี้ ทั้งการปรับตัวและจิตใจของผมเอง ผมจึงขอพักการเรียนไว้ก่อน ระหว่างนี้เพื่อนบ้านแนะนำให้ผมลงทะเบียนเป็นผู้พิการทางสายตาเพื่อรับสิทธิ์เรียนที่ศูนย์คนตาบอด จะได้ไปเรียนรู้การใช้สิ่งต่าง ๆ ที่จำเป็นในชีวิตประจำวันของตัวเอง

ปลายล้อลื่น ๆ ของไม้เท้า กำลังสัมผัสกับพื้นกระเบื้องในห้องฝึก ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดไปทั้งห้อง ผมคงจะออกแรงมากเกินไป ผมเบาแรงลงจนไม้เคลื่อนไปได้คล่องตัว ต้องใช้สมาธิอย่างมากเพื่อแยกความแตกต่างของพื้นผิวต่าง ๆ และดูความขรุขระของมัน รวมถึงใช้แรงอย่างระมัดระวังในการแกว่งไม้ไปรอบข้างเพื่อหาสิ่งกีดขวาง จบวันแล้วผมก็ได้ไม้เท้าสีขาวล้วนมาหนึ่งอัน ผมลองมาใช้ที่บ้านเป็นที่แรก บ้านที่ผมอาศัยนับยี่สิบปีจนจำทุกตำแหน่งบ้านได้ เพิ่งรู้สึกว่าพื้นที่ระเบียงกับทางเดินเป็นไม้คนละแบบกัน แต่มันก็ยังเป็นพื้นสีเดียวที่เรียบเนียนอยู่ เหมือนสมัยเด็ก ๆ ที่ผมวิ่งเล่นขึ้นลงทั่วบ้าน เราโตขึ้น แต่ความเร็วในการเคลื่อนไหวกลับช้าลง

อาทิตย์ต่อมาผมก็ได้เข้าเรียนอักษรเบรลล์ ผมตื่นเต้นอยู่พอควร ไม่รู้ว่าผมจะอ่านอักษรเบรลล์ได้หรือไม่ และสัมผัสมันจะต่างกับสิ่งของทั่ว ๆ ไปอย่างไร ผมค่อย ๆ เลื่อนเก้าอี้ นั่งลงและสำรวจสิ่งของรอบโต๊ะเหมือนเด็ก ๆ เพราะผมไม่รู้เลยว่ามีอะไรอยู่บ้าง

“สวัสดีค่ะ เพิ่งมาเรียนครั้งแรกเหรอคะ” เสียงผู้หญิงเรียบ ๆ ดูใสและน่าฟัง เอ่ยกับผม

“ครับ” ผมขานรับ 

“ฝั่งซ้ายเป็นกระดาษ ฝั่งขวาเป็นสเลทกับสไตลัสค่ะ”

“อ๋อ ขอบคุณครับ” 

ผมเรียนไปได้ไม่มาก และยังจับที่เขียนไม่ถนัดนัก ครูที่สอนบอกว่านับเป็นการเริ่มต้นที่ดีสำหรับมือใหม่

เธอยังนั่งอยู่ ผมคิดว่าแบบนั้นนะ

“เป็นยังไงบ้างคะ” เธอพูด

“ก็ดีครับ คิดว่านะ แต่ถ้าให้อ่านออกคงต้องใช้เวลาอีกสักพัก”

“ทำไมถึงเพิ่งมาเรียนเบรลล์ล่ะ” เธอถามผม เสียงชวนสงสัย

“ก็ผมเพิ่งเสียตาไปเมื่อเดือนก่อน…” ยังไม่ทันจบประโยคผมก็ชะงัก สะดุดกับคำพูดของตัวเอง 

“เวลาที่ไม่ได้ใช้ตา เราจะได้ใส่ใจกับสิ่งรอบ ๆ มากขึ้นนะคะ” เธอพูดต่อ เสียงตะกุกตะกักแบบนั้น ผมคิดว่าเธอคงจะเก็บของอยู่

“นี่ชื่อเรานะคะ ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ” เธอยื่นกระดาษใบเล็กให้ ในนั้นเขียนข้อความไว้

“ขอบคุณครับ ผมชื่ออาทิตย์ ยินดีที่ได้รู้จักนะ” เธอจับมือผมเป็นการบอกลา คราวนี้คงจะไปจริง ๆ

อ่านว่าอะไรกันนะ… เนย หรือว่าเตย ไอ้จุดสี่จุดตรงนี้มัน น หนู หรือ ต เต่า ผมยังไม่แม่นเบรลล์เท่าไหร่

ผมคงหลงรักอักษรเบรลล์เข้าซะแล้ว รู้ตัวอีกทีผมก็อ่านหนังสือจบไปหลายเล่ม เขียนข้อความไปอีกหลายหน้า ผมชอบเวลาที่เราค่อย ๆ อ่านและรู้เรื่องราวไปเรื่อย ๆ ตามนิ้วของตัวเอง ไม่ได้แอบไปเปิดตอนจบ หรือแอบมองไปที่หน้าต่อไป รวมถึงการกดตัวอักษรจากด้านหลังเพื่อกลับมาอ่านอีกหน้านั้นดูมีเสน่ห์ ผมไม่เคยชอบการเขียนมากขนาดนี้มาก่อน คงเพราะไม่เคยมีเวลาใส่ใจกับสิ่งเหล่านี้เลย

ผมได้พูดคุยกับคนตาบอดคนอื่น แลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน ถามในเรื่องที่เคยสงสัย โลกใบนี้กว้างขึ้น ความโดดเดี่ยวของผมน้อยลง ส่วนเนยผมก็ได้เจอเธอบ้าง (ผมมั่นใจแล้วนะว่าเธอชื่อเนย) เธอทำงานแล้ว เข้ามาเรียนเพื่อเพิ่มความรู้ยามว่าง เธอถนัดการใช้ข้อความเสียงมากกว่า เนยสอนผมใช้โปรแกรมอ่านหน้าจอโทรศัพท์ ผมใช้โทรศัพท์ได้แล้ว ผมเลื่อนนิ้วไป โปรแกรมก็อ่านข้อความให้ฟัง ตอบด้วยข้อความเสียง เลื่อนดูหน้าไทม์ไลน์ ฟังคำบรรยายภาพของโพสต์บางโพสต์

ตอนนี้ ไม่สิ ทุกมื้อเลยดีกว่า ผมเล่นทายกับข้าวจากกลิ่น เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ผมคิดว่ามันจำเป็น เพราะเรามองมันไม่ได้ จะเอามือไปจับก็ไม่ได้ ที่ยากคือกะเพรากับผัดพริกแกง สองอย่างนี้กลิ่นพริกกระเทียมจะนำมาก่อน กลิ่นแรงทั้งคู่ซะด้วยสิ แต่ตอนท้ายกลิ่นใบกะเพราก็หอมขึ้นมา จะจางหรือเข้มก็ขึ้นอยู่กับปริมาณใบที่ใส่ไป ผมทำอะไรหลาย ๆ อย่างได้ด้วยตัวเองจนคล่องแล้ว น้ำเสียงของแม่ผมก็ดูสบายใจขึ้นเยอะ แปรงฟัน อาบน้ำ แต่งตัว เดินจับราวบันไดลงมาชั้นล่าง เล่นกับเจ้าโชคพอเป็นพิธี แล้วถือหนังสือไปอ่านหลังบ้านรับลมเย็น ๆ บางทีแม่ก็เรียกเข้ามาบ้าง เพราะแดดเริ่มคืบเข้ามา ผมรู้สึกอุ่นแขนนิดหน่อย คิดว่านั่งต่อคงไม่เป็นไร แต่แม่ก็บอกว่าแดดใกล้เที่ยงแบบนี้มันไม่ดีกับร่างกาย แถมยังบอกอีกว่าผมดูไม่กลัวอะไรเลย ก็ตอนนี้มีผม แม่ เก้าอี้ รู้ว่ารอบ ๆ มีอะไรอยู่ ไม่มีอะไรให้กลัว

ผ่านไปปีกว่า ๆ หลังจากอุบัติเหตุวันนั้น ผมติดต่อกับทางมหา’ลัยเพื่อจะกลับไปเรียนต่อ ตอนนี้เจ้านกตัวน้อยปีกหักที่ฝึกบินอยู่ร่วมปีก็พร้อมจะบินสู่โลกกว้างแล้ว 

ยังเช้าตรู่อยู่ ไอเย็นจากพื้นลอยมาตรงขาของผม ทุกอย่างก็สงบนิ่ง เหมือนยังงัวเงียไม่ตื่นนอน สักพักพระอาทิตย์ก็ขึ้นจากขอบฟ้า ผมรู้สึกถึงไออุ่น ลมตะวันออกก็พัดเข้ามาเป็นระลอก เป็นสัญญาณของฤดูหนาวที่กำลังมาเยือน ชวนให้ผมนึกถึงเวลาร่วมปีที่ผ่านไป ทั้งเวลาที่ทุกข์ทรมาน และเวลาที่ผมเป็นสุข

ขณะที่ผมเดินทางในเส้นทางที่ไม่อยู่ในแผน มันกลับเป็นทางที่สวยงาม ผมได้พบสิ่งดี ๆ ระหว่างทางที่ไม่เคยเจอมาก่อน แม้ตอนแรกอาจตื่นกลัวไปบ้าง แต่ถ้าเรารู้ในทุก ๆ ก้าวที่กำลังเดิน รู้จิตใจของตัวเอง ผมเชื่อว่ามันจะผ่านไปได้ด้วยดีเสมอ 

  คงจะจริงอย่างที่เธอว่า ผมใส่ใจสิ่งรอบตัวมากขึ้น ได้ยินในรายละเอียดที่เคยมองข้าม ได้สัมผัสสิ่งที่เคยแต่ผ่านตา ทุก ๆ อย่างที่อยู่รอบตัวผม ราวกับว่าผมไม่ได้สูญเสียอะไรไปเลย

วันนี้พระอาทิตย์สวยเหลือเกิน

อาทิตย์สีดำนั่นส่องสว่างยิ่งกว่าใคร


เยาวชนได้รับรางวัล ๘.png