วิกลจริต

ประกวด ๗.png


สายลมพัดพากลิ่นฝนอันคุ้นเคยให้ผู้คนในเมืองใหญ่ได้รู้ตัว ราวกับจะเป็นสัญญาณเตือนพวกเขาให้นึกถึงร่มที่ได้ตระเตรียมมาในกระเป๋า ไม่นานนักหลังจากสัญญาณเตือนสายน้ำฝนจากฟากฟ้าก็พรั่งพรูลงมา เปลี่ยนความรู้สึกของใครหลาย ๆคน จากทุกข์เป็นสุข จากเศร้าเป็นเหงา จากสนุกสนานเป็นเซื่องซึม สายฝนเหล่านั้นไหลผ่านแก้ม กลบร่องรอยน้ำตาของผู้คนในเมือง จากความรู้สึกหลายอย่างที่พวกเขาต้องเจอผลกระทบจากปัญหาที่พวกเขาร่วมกันเผชิญ กรุง​เทพฯ ดุจ​เทพสร้าง...ตอนนี้เทพเหล่านั้นคงลงโทษผู้คนในเมืองด้วยคลื่นพายุทางเศรษฐกิจ วิกฤติการณ์ครั้งนี้ส่งผลกระทบทั่วทั้งประเทศ ในอนาคตก็คาดว่าน่าจะส่งผลไปถึงประเทศเพื่อนบ้านด้วย มันเปลี่ยนชีวิตของใครหลาย ๆคน จากมีงานทำเป็นตกงาน จากครอบครัวที่อบอุ่นเป็นบุคคลอันโดดเดี่ยว จากหมอนขนเป็ดเป็นหมอนปูนบนพื้นทางเดิน หรือกระทั่งบางคนที่ต้องจบชีวิตลง บ้านเมืองเงียบสงบขึ้นแต่ไม่ใช่เพราะกฎหมายที่เข้มงวดขึ้น เจ้านายที่เคยใหญ่เคยโต พนักงานธนาคารที่เคยใช้ชีวิตหรูหรา หลายต่อหลายคนที่ต้องมาลงเอยอยู่ที่ข้างทาง หรือใต้สะพานลอย เฝ้าฝันคิดถึงชีวิตที่พวกเขาเคยเป็น ชีวิตที่เคยมีความสุข.

[ ข้างขึ้นหรือข้างแรม? ผมมองขึ้นไปบนท้องฟ้ายามค่ำคืน มองมันมานานพอสมควรแล้ว ผมเห็นแววตาคู่นั้นบนดวงจันทร์เหมือนเดิม ในมือกำแหวนหยกวงหนึ่งไว้แน่น ฝนเม็ดโตกระทบเข้าในดวงตา เตือนสติที่ผมไม่เคยมีอยู่ว่าข้างขึ้นหรือข้างแรมมันไม่สำคัญเท่ากับคำถามที่ว่า คืนนี้ผมจะกินอะไร? กระเพาะผมประท้วงดังขึ้น สนับสนุนว่าคำถามเมื่อครู่สำคัญที่สุด ผมลุกขึ้น ออกเดินไปตามท้องถนนอันมืดมิด แสงสว่างของไฟข้างทางส่องขึ้นเป็นช่วงตลอดทาง เหมือนความหวังของผมที่จะเจอมื้อค่ำดี ๆที่ถังขยะสักถังหนึ่ง ไม่นานนักถังขยะสีเขียวตรงทางแยกก็เหมือนจะเป็นความหวังที่ประสบความสำเร็จ ผมล้วงมือลงไปในนั้น ค้นหาของที่พอจะกินได้ ผมทำแบบนี้มาบ่อยแล้ว บ่อยจนรู้ว่าควรหาในถังขยะแบบไหน และอะไรบ้างที่พอจะกินเพื่อประทังชีวิตได้อีกสักหน่อย ทั้ง ๆที่ผมก็ไม่รู้ว่าจะประทังชีวิตตัวเองไปเพื่ออะไร? ชีวิตผมยังมีคุณค่าเหลืออยู่อีกหรือ? คุณค่าชีวิตคนมันตัดสินด้วยอะไรกัน? สถานที่ที่หาอาหารหรือ? แล้วคุณค่าของชีวิตผมมันหมดลงไปตอนไหนกัน? คงจะเป็นตอนนั้น คืนอันเจ็บปวดนั่น ผมตอบคำถามตัวเองอย่างรู้ดีพร้อมกับนั่งแทะเศษกระดูกไก่ และซดน้ำที่เหลืออยู่ก้นขวดนั่นจนหมด ฝนหยุดตกแล้วหรือ? แต่ทำไมแก้มผมยังชื้น ๆ อยู่ ผมร้องไห้งั้นหรือ? อีกแล้ว ผมตบหน้าตัวเองเพื่อจะสั่งให้มันหยุดร้อง อากาศหนาวจังเลย ผมคิดถึงความสุข คิดถึงชีวิตที่เคยมี บ้าน เตียงนอน ห้องอาบน้ำ น้ำอุ่น คิดถึงลูกชายและเมียที่ผมรัก คิดถึงวันที่ผมสวมแหวนวงนี้ คิดถึงทุกอย่าง คิดถึงคืนนั้น คืนที่ทุกอย่างมันพังลงไปพร้อมกับสติของผม ผมตบหน้าตัวเองอีกครั้ง ล้มตัวลงนอนบนเตียงที่ทำจากลังกระดาษแผ่นหนึ่ง สายตามองขึ้นไปบนท้องฟ้า มองผ่านรูของแหวนวงนั้น ข้างขึ้นหรือข้างแรม? ]

แสงแดดอ่อน ๆยามเช้าสาดส่องเข้ามาผ่านหน้าต่างของหลาย ๆบ้าน กลิ่นฝนจากเมื่อคืนยังคงลอยเหนือพื้นดิน ความอบอุ่นกระทบแผ่นหลังปลุกให้ตื่นขึ้น มองออกไปนอกหน้าต่าง ดวงอาทิตย์ดวงน้อยโผล่พ้นเส้นขอบฟ้า เป็นสัญญาณให้พวกเขาลืมความรู้สึกของเมื่อวานทิ้งไปและเริ่มวันใหม่ด้วยความรู้สึกที่ดีกว่าเดิม จากทุกข์เป็นมีความสุข จากหม่นหมองเป็นร่าเริงสดใส จากความเจ็บปวดสุดหัวใจเป็นความเข้าใจชีวิต แต่คงไม่ใช่กับคนบางคน ที่ความรู้สึกอันสดใสในตอนเช้าถูกแทนที่ด้วยแววตาอันดุร้ายจากอารมณ์อันรุนแรงของชายวัยย่างเข้าชรา เมื่อเขาเหลือบไปเห็นไอ้บ้าไร้บ้านที่ไหนไม่รู้ มานอนเอกเขนกตีพุงหน้าบ้านของเขาราวกับเป็นบ้านของตัวเอง “ มึงเป็นใคร ออกไป ไอ้หมาจรจัด ! ” เขาแผดเสียงคำรามใส่ไอ้บ้านั่น ยกเท้าขึ้นประทับลงไปที่หน้าท้องของชายที่นอนอยู่ตรงนั้นอย่างสุดแรง ความเจ็บปวดไหลผ่านซี่โครงไปถึงไขสันหลัง ( คงเพราะเขาไม่มีเนื้อคอยรองรับ ) เหมือนนาฬิกาปลุกให้เขาสะดุ้งตื่นขึ้นมาและร้องด้วยความเจ็บปวด ไอ้บ้าลุกขึ้น เตรียมจะออกวิ่งหนี เหยียบเศษกระดูกไก่เมื่อวานและลื่นล้มหน้าคะมำลงไปนอนที่ลังอีกครั้ง คางคงจะแตก เจ้าของบ้านเตะเขาซ้ำที่ใบหน้าด้วยความโกรธและรังเกียจ “ มึงไปเลยนะ จะไปตายที่ไหนก็ไป ทำหน้าบ้านกูสกปรกอีก ” ไอ้บ้ารีบวิ่ง กุมความเจ็บปวดตรงท้องเอาไว้และหนีออกไป “ ดีนะกูไม่ถือปืนลงมาด้วย ไม่งั้นยิงมึงไส้แตกไปแล้ว ” ทันใดนั้น ราวกับภาพถูกหยุดและกรอกลับ ไอ้บ้าวิ่งกลับมา ตะโกนภาษาอะไรซักอย่างที่ฟังไม่ได้ความ ในมือกำหมัดแน่น และซัดเข้าเต็มหน้าของชายผู้ทำร้ายเขาเมื่อไม่กี่นาทีก่อน “ โอ้ย ! ” เขาล้มลงก้นกระแทกพื้น ส่งเสียงร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด และพัฒนาต่อไปเป็นความโกรธที่รุนแรงขึ้นกว่าเดิม “ มึงจะไปไหน มึงกับมาจบกะกูก่อน ไอ้บ้า ไอ้...! ” ไอ้บ้าวิ่งพ้นสายตาของเขาไป ทิ้งไว้แต่เพียงแต่ความโกรธของเช้าอันสดใส.

[ ผมฝันถึงค่ำคืนนั้นอีกครั้ง ผมได้ยินเสียงดังบางอย่างที่รับรู้ถึงความรู้สึกที่ร้อนแรง ก่อนจะถูกปลุกด้วยส้นเท้าของใครบางคน ผมรู้สึกเจ็บ แต่คงไม่เท่าคืนนั้น ลืมนึกไปว่านี่อาจเป็นหน้าบ้านใคร แต่ผมชินแล้วเพราะผมโดนแบบนี้มาหลายรอบแล้ว เปลี่ยนที่นอน โดนไล่เตะ วิ่งหนี โดนรุมกระทืบ ทำไมกัน? ชีวิตผมไม่มีค่าให้รักษาหน่อยหรือ? คุณค่าผมหมดลงไปตอนไหนกัน? ตอนที่ผมคุ้ยขยะนั่นหรือ? หรือจะเป็นในคืนนั้น? ผมจะวิ่งแต่กลับสะดุดล้มลง ไอ้กระดูกไก่เฮงซวย ผมโดนเตะอีกครั้ง ผมได้กลิ่นเลือดที่คาง ได้ยินเสียงก่นด่ามากมาย ผมกุมความเจ็บปวดบริเวณหน้าท้องและออกวิ่งอีกครั้ง...ปืน? ไอ้ของบ้านั่น ของที่ทำชีวิตผมพัง ผมเห็นตัวเองถือปืนอยู่บนร่างของชายคนนั้นที่เพิ่งทำร้ายผม ผมนึกถึงคืนนั้น ความรู้สึกมันเข้มข้น “ มึงทำชีวิตกูพัง ! กูจะฆ่ามึง ! ” ผมกำหมัด แน่นที่สุดในชีวิต แหวนวงนั้นอยู่ในมือข้างนั้นของผม ตัวผมที่ถือปืนยิ้ม ผมต่อยออกไปสุดแรง ปลดปล่อยความรู้สึกแค้นที่ลึกที่สุดในใจออกมา แต่มันยังคงไม่หายไปไหน ก่อนที่สติ สิ่งที่ผมไม่เคยมีมัน แล่นเข้ามาในหัวย้ำเตือนถึงความจริงที่เกิดขึ้น ผมรีบออกวิ่ง เสียงสบถคำรามดังตามมา ผมวิ่งสุดแรงเกิดอีกครั้ง ไปที่ไหน? ผมไม่รู้ ไปให้ไกลจากความจริงที่สุดอย่างนั้นหรือ? บ้าเอ้ย เจ็บท้องชะมัด ]

สุดตรอกซอกซอยที่แสงและความอบอุ่นของดวงอาทิตย์สาดส่องไปถึงเพียงเล็กน้อย พื้นที่ที่ไม่มีใครเหลียวแลและไม่มีใครคิดจะมานั่งหลบมุมอยู่ตรงนี้ กลับปรากฏตัวของชายผอมแห้งคนหนึ่ง ผมเผ้ารุงรัง เนื้อตัวสกปรก เขาปาดเลือดที่กบปากอยู่ออกไป เหงื่อหลายเม็ดไหลลงอาบแก้ม เนื้อตัวเต็มไปด้วยกลิ่นเหม็นของถังขยะรวมกับกลิ่นของเลือดและเหงื่อ หลังหนีจากความรุนแรงออกมาไกลแสนไกล “ อยู่นี่เองหรือ ไอ้หมาจรจัด ”ชายสองคนเดินเข้ามาใกล้ไอ้บ้าที่ยืนจนมุมอยู่ในตรอก สายตาหมายจะเอาชีวิตของชายผู้ไร้คุณค่าของชีวิตให้ได้ “ มึงต่อยพ่อกู มึงตาย! ” ตามมาด้วยการลงเท้าและหมัดอย่างต่อเนื่องลงไปที่ไอ้บ้าที่ไร้ทางสู้และไร้ทางหนี เสียงโอดครวญจากความเจ็บปวดและคำขอร้องให้ไว้ชีวิตของไอ้บ้าเหมือนจะไม่ทำให้อารมณ์โกรธของชายทั้งสองลดลงไปแม้แต่น้อย พวกเขายังกระหน่ำเท้าและความแค้นจากเรื่องเมื่อครู่ลงไปที่ไอ้บ้าอย่างต่อเนื่อง หลายต่อหลายคนที่เดินผ่านซอยนั้น ไม่มีใครสนใจชีวิตของไอ้บ้า ต่างคิดว่าไม่ใช่เรื่องของตัวเอง บางคนทำเป็นไม่เห็นถึงแม้ในใจจะนึกสงสารเพียงไรก็ตาม แต่พวกเขากลับคิดว่า “ อย่าเอาตัวเองไปเสี่ยงเลย เดี๋ยวจะพลอยซวยไปด้วย ” แน่นอน ใคร ๆก็คิดแบบนั้น.

ผ้าสีส้มหมองหม่นผืนเก่าพันรอบห่อหุ้มร่างกายและจิตใจอันมั่นคงเอาไว้ ชายผู้หนึ่งที่ได้ละทิ้งซึ่งทางโลกแสวงหาความสุขอันเป็นนิรันดร์ ด้วยหัวใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยคุณธรรม ถึงแม้ร่างกายจะชราภาพไปมากเพียงไรแต่ท่านก็ยังคงออกเดินทางไปทั่วทุกสารทิศเพื่อเรียนรู้ชีวิตและโลกใบนี้ให้ดียิ่งขึ้น แค่เพียงกลดคันหนึ่ง บาตรใบหนึ่ง และปัญญาที่รู้เท่าทันโลก ท่านก็สามารถเดินทางไปได้ทั่วทุกสารทิศ ช่วยชีวิตสัตว์โลกได้อย่างประสงค์ เป็นเรื่องบังเอิญที่สวรรค์อาจจงใจที่ทำให้ท่านมาปรากฏตัวหน้าซอยมืดมิดที่ไร้แสงสว่างนี้ “ หยุดเถิดโยมทั้งสอง อาตมาขอรับบิณฑบาตชีวิตของชายผู้นั้นได้หรือไม่ ” เสียงท่านนุ่มลึกราวกับจะสะท้อนลงไปถึงจิตใจ อารมณ์โกรธที่เผาทำลายจิตใจของชายทั้งสองหยุดชะงักลง ถูกแทนที่ด้วยความละอายแก่บาปที่ตนได้กระทำไว้ “ เพราะกูเห็นแก่พระนะโว้ย ไม่งั้นมึงตายห่าไปนานแล้ว ” ชายทั้งสองยกมือขึ้นไหว้ท่าน ก่อนจะรีบวิ่งกลับไป ดูอาการของพ่อตัวเอง.

[ ผมคิดว่าผมหนีมันพ้นแล้ว ผมหอบ ปาดเหงื่อที่มีกลิ่นเลือดปนอยู่ด้วยออกไป มืดจังซอยนี้ พวกมันคงไม่เห็นหรอก ผมได้ยินเสียงตะคอกและสบถ ตามมาด้วยเสียงฝีเท้า สองคน ใครกัน? ลูกมันงั้นหรือ ผมทำใจ คงจะหนีไม่พ้นแล้ว ทำได้แค่เพียงกัดฟันให้แน่น กำแหวนวงนั้น ไม่ปล่อยให้มันหลุดมือไป ผมจำจำนวนครั้งไม่ได้ แต่รู้สึกว่ามันเจ็บปวดมาก ไม่มีใครคิดจะช่วยผม เพราะชีวิตผมไม่มีคุณค่าพอจะให้ช่วยงั้นหรือ? ผมกำแหวนนั่น ร้องไห้ ร้องขอชีวิตทั้ง ๆที่ผมคิดว่ามันไม่มีคุณค่าเลย และแน่นอน มันไร้ผล เจ็บเหลือเกิน เจ็บปวด แต่ พวกมันหยุดทำไมกัน? แสงสว่างส่องเข้ามาที่ตาผม ในซอยนี้มันมืดไม่ใช่หรือ? นั่นเสียงใครกัน? ผมรู้สึกโล่ง สบายอย่างบอกไม่ถูก ทั้ง ๆที่ผมเจ็บปวดไปทั่วร่างกายและจิตใจ ผมสลบไปเพราะบาดแผล ฝันถึงค่ำคืนนั้นอีกครั้ง ]

กลิ่นคละคลุ้งของโรงพยาบาลมีอยู่ทั่วบริเวณแต่คงไม่ชัดเท่ากับกลิ่นของความโศกเศร้าและความตายที่ตลบอบอวลไปทั่วทั้งสถานที่และจิตใจของผู้คนในนั้น ไอ้บ้าลืมตาตื่นขึ้น แผลตามเนื้อตัวถูกจัดการเรียบร้อยเสร็จสรรพด้วยผ้าสีขาว ๆ เสื้อเก่าๆเหม็นๆของเขาแทนที่ด้วยชุดสีเขียวจากโรงพยาบาล “ รู้สึกตัวแล้วหรือโยม ” เสียงนุ่มลึกแผงไปด้วยความเมตตาและสงสาร ไอ้บ้าพยักหน้า ควรจะถามว่าที่นี่ที่ไหนแต่เหมือนว่าเขาพอจะรู้  “ ซี่โครงร้าวนิดหน่อยแล้วก็มีแผลตามตัว ค่ารักษาไม่ต้องกังวลนะ ถือว่าอาตมาทำทานให้ก็แล้วกัน ” ไอ้บ้านั่งนิ่ง นั่งมองแหวนวงหนึ่ง จ้องมองมันด้วยแววตาที่ว่างเปล่า จนท่านเริ่มจะเกิดความสงสัย ก่อนที่จะเอ่ยปากถาม

[ ผมลืมตาตื่นในห้องสีขาว ๆ กลิ่นที่ผมไม่ค่อยคุ้นเคยลอยมาเตะจมูก ไม่ใช่กลิ่นของขยะ กลิ่นของโรงพยาบาล ผมยังรู้สึกเจ็บอยู่ ตรงหน้าท้องและคาง มีคนนั่งข้างผม พูดอะไรบางอย่างทำให้ผมรู้สึกโล่งใจและเบาสบาย น้ำเสียงของเขาฟังสบายจัง ในมือผมมีอะไร? แหวน? ผมนั่งมองมัน มันกับผมผ่านอะไรมามากเหมือนกัน กว่าจะมานั่งอยู่ตรงนี้ ผมจำความหมายมันได้ แหวนหยก สีจะเข้มขึ้นตามกาลเวลา หมายถึงว่า ชีวิตของเราจะเรียนรู้และเข้าใจโลกมากขึ้น ผมคิดและตีความหมายเอง ความรู้สึกและความทรงจำในคืนอันโหดร้ายนั่นพรั่งพรูเข้ามาในหัวผม กลั่นออกมาเป็นน้ำตาหยดน้อย ๆที่แบกรับความรู้สึกต่าง ๆไว้มากมาย ]

“ ได้สิ เล่ามา อาตมาจะรับฟังเอง ” น้ำเสียงท่านนุ่มนวลแบบนั้นตลอด.

[ ผมเคยมีความสุข หลงคิดไปว่าทุก ๆ อย่างคงจะสมบูรณ์แล้ว ไม่ได้คิดว่าจะมีสิ่งใดมาเปลี่ยนแปลงชีวิตของผม ผมไม่ได้เตรียมใจไว้สำหรับเหตุการณ์พวกนั้น ผมทำงานบริษัทเอกชนขนาดกลาง ๆแห่งหนึ่ง ผมมีเมีย เธอเคยทำงานพยาบาล แต่ตอนนั้นลาออกมาดูแลลูกและจัดการความเป็นระเบียบของบ้านช่อง พวกเราพบรักกันเมื่อตอนผมประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ขาหักต้องนอนโรงพยาบาลหลายเดือน ก็ได้เธอนี่แหละคอยดูแลผม ความใกล้ชิดทำให้เราตกหลุมรักกัน ผมจำได้ดี ก่อนออกจากโรงพยาบาล วันนั้นเธอมีท่าทีเคอะเขินแปลกๆ และยื่นบางอย่างมาให้ผม แหวนหยกวงนั้นสลักชื่อของผม เธอบอกว่ามันเป็นสัญญาใจ พร้อมทั้งชูแหวนหยกของเธอให้ผมดู มันดูคู่กันดี ไม่นานหลังออกจากโรงพยาบาล เราก็ไปเที่ยวด้วยกัน ผมขอเธอแต่งงาน ชีวิตหลังจากนั้นแน่นอนว่ามันไม่ง่ายสำหรับใคร ๆ แต่เราก็พากันผ่านอะไรหลาย ๆ อย่างมาได้ มีทะเลาะกันบ้าง ทะเลาะจนได้ลูกชายตัวน้อยมาคนหนึ่ง ผมรักเขามาก รักครอบครัว ผมมีทุกอย่าง มีบ้าน มีครอบครัว มีงาน ผมมีความสุข ผมเคยมีความสุขแบบนั้น

จนวันหนึ่งหัวหน้าฝ่ายพนักงานเรียกผมเข้าไปพบ มันเป็นวันที่ผมไม่ได้ตั้งตัว ไม่คิดว่ามันจะเกิด ผมหน้ามืด หูอื้อไปหมด เมื่อได้เห็นซองจดหมายสีขาวแนบเงินจำนวนเล็กน้อยที่บ่งบอกว่า ผมไม่มีงานทำอีกต่อไปแล้ว บริษัทประสบปัญหาทางด้านการเงิน หลาย ๆ บริษัทตอนนี้ก็เป็นแบบนั้น ค่าเงินบาทโดนโจมตี เศรษฐกิจย่ำแย่ลงอย่างมาก บริษัทหลายแห่งต้องปิดตัวลง หรือไม่ก็ไล่พนักงานออกจากงานเพื่อให้อยู่รอด ผมเป็นหนึ่งในนั้น ผมได้ยินข่าว หลายคนฆ่าตัวตาย กลายเป็นบ้า ไร้บ้านอยู่ ผมจะไม่เป็นแบบพวกนั้น ผมมีครอบครัวที่ต้องดูแล ทำหน้าที่ของช้างเท้าหน้า ผมต้องมั่นคง หางานใหม่ ยืนหยัดอีกครั้งให้ได้ ...ถ้าตอนนี้รู้สึกแบบเดียวกันก็คงจะดี  

ผมเปิดปฏิทิน ผ่านไปหลายเดือนแล้วผมก็ยังไม่ได้งานใหม่ ผมเริ่มเครียด เอาชีวิตไปจมอยู่กับสุราเมรัย ทั้ง ๆที่ศีลห้าข้อผมก็ท่องได้ขึ้นใจ ผมทะเลาะกับเมียบ่อยครั้ง นับวันยิ่งรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ผมเครียด เครียดก็กินเหล้า เงินก็ไม่ค่อยจะมี รถของผมถูกธนาคารยึดไปต่อหน้าลูกและเมีย ราคาของมันพอจะส่งไอ้ลูกชายให้เรียนต่อได้สักสองสามเทอมบวกกับค่าเหล้าของผมอีกสักหน่อย เมียผมร้องไห้ กอดลูก จะรู้สึกอย่างไรก็เรื่องของเธอสิ กูก็เครียดไม่ต่างกัน ผมกระดกขวดเหล้า ฉีกซองจดหมายปฏิเสธจากบริษัทแห่งหนึ่งทิ้งไป เศรษฐกิจไม่ดีแบบนี้ คงไม่มีใครเค้ารับผมเข้าทำงาน

[ ผมจำคืนนั้นได้ขึ้นใจ ฝันถึงมันบ่อยครั้งจนนับไม่ได้ ] คืนนั้นฝนตก ตกหนักจนเปลี่ยนความรู้สึกของผม ผมเมามาก เหมือนหลายๆวันที่เคยเป็น เปิดประตูเข้ามาในบ้านอย่างร้อนใจ อารมณ์พลุ่งพล่านด้วยพิษจากสุรา ผมเห็นภาพที่ผมไม่คิดจะเห็น มันบาดลึกเข้ามาในหัวใจผม ผมรู้สึกเจ็บปวด โกรธแค้น และสิ้นหวัง ความรู้สึกหลาย ๆ อย่างมันปนเปกันไปหมด ภาพที่ผมเห็นคือเมียที่ผมรักที่สุด ปลดปล่อยกามอารมณ์ร่วมความสุขกับไอ้แก่คนหนึ่ง ความรู้สึกมากมายที่ผมมี ชักนำมือผม ให้หยิบของบางอย่างในลิ้นชักออกมา วัตถุสีดำเงาที่สามารถสั่งเป็นตายให้กับชีวิตคนได้ ผมถือความตายนั้นอยู่ “ เดี๋ยวก่อนพี่ พี่เข้าใจหนูผิด ! ” ความโกรธบดบังสติและเสียงอ้อนวอนชีวิตจากเมียสุดที่รัก “ ปัง! ปัง! ” ทั้งคู่นอนจมกองเลือด สายตาไม่มีจุดโฟกัสบ่งบอกถึงชีวิตที่ไม่มีเหลืออีกแล้ว เสียงปืนสองนัดนั้นยังไม่เรียกสติผมกลับคืนมา ผมยังคงโกรธ “ปะป๊า หม่าม้ากำลังทำอะ...” “ปังงงง!” เสียงปืนนัดสุดท้ายและเลือดที่เปื้อนมือเรียกสติที่ผมขาดมานานกลับมา เรียกความรู้สึกทุกอย่าง ความรู้สึกที่พิษของสุราและความโกรธมันบดบังซ่อนเอาไว้ ให้คน ๆ หนึ่งทำความผิดมหันต์ ความผิดที่ไม่อาจให้อภัยได้ ความผิดที่เปลี่ยนชีวิตผมไปตลอด สติผมเริ่มเลือนหายไปเมื่อรู้สึกตัวว่าตัวเองทำอะไรลงไป กลิ่นของเลือด เหงื่อ ฝน ความรู้สึกต่าง ๆปะปนกันไปหมด ผมกรีดร้องออกมาไม่เป็นภาษา ผมเหลือบไปเห็นแบงก์พันหลายใบบนโต๊ะกินข้าว ตอนนั้นที่ผมเข้าใจเรื่องราวนั้นทั้งหมด ความรู้สึกผิด โง่เขลา ขาดสติ ผมทรุดตัวลง ร้องไห้ ผมสับสน หยิบปืนขึ้นมา จ่อไปที่ขมับของตัวเอง หวังจะให้ความตายและยมบาลเป็นผู้จบเรื่องราวทั้งหมด “ เกิดอะไรกันขึ้นหรือเปล่าครับ ” เสียงเคาะประตูจากเพื่อนข้างบ้านผู้หวังดี ผมสะดุ้งจนทำปืนตก เสียงเปิดประตู ผมไม่ได้ล็อคไว้หรือ? อะไรบางอย่างสั่งให้ผมวิ่งออกมาจากตรงนั้น กระโดดออกมาทางหน้าต่าง วิ่งไปไกลที่สุด ไม่รู้จุดหมายปลายทาง ฝนตก ผมลื่นล้มลงไปหลายครั้งแต่มันคงไม่เจ็บช้ำ เท่าหัวใจผมในตอนนี้  ที่มันแตกสลายลงไปด้วยตัวผมเองเป็นคนกระทำ คืนนั้นเป็นคืนสุดท้ายที่ผมทิ้งคุณค่าของชีวิตและสติในตัวผมไป ...จนมาถึงวันนี้ ผมไม่ได้นับวันเวลาเลยว่ามันผ่านไปกี่เดือนหรือกี่ปีมาแล้ว ผมเอาแต่หนี หนีจากเรื่องราวทั้งหมดมาตลอด ]

น้ำตาของไอ้บ้าร่วงโรยลงมาเป็นสาย ตลอดเวลาที่เล่าเรื่องนั้น เขาได้ปลดปล่อยความรู้สึกที่มีทั้งหมด เขากำแหวนวงนั้นแน่นจนเล็บในมือทำร้ายฝ่ามือของตัวเอง เรื่องราวที่ไม่เคยเล่าให้ใครที่ไหนฟัง เรื่องราวที่เก็บมันเอาไว้ นานแค่ไหนแล้วไม่มีใครรับรู้ได้ แต่ท่านผู้นั้น ท่านมองมาที่ไอ้บ้า ด้วยสายตาแห่งธรรมที่เข้าใจชีวิตและเข้าใจโลก “ อาตมาเห็นใจโยมนะ เจอเรื่องหนักขนาดนั้น โยมคงไม่มีทางให้อภัยตัวเองได้ แต่โยมจะแบกสิ่งเหล่านั้นไว้ในใจตลอดเวลามันก็ไม่ถูก ต่อให้โยมนึกถึงเรื่องนั้นขนาดไหน ตอนนี้จะรู้สึกผิดขนาดไหน หรือต่อให้ฝันถึงมันบ่อยครั้งขนาดไหน โยมก็กลับไปแก้ไขมันไม่ได้ มันคือความจริงที่โยมต้องยอมรับ ”

[ อะไรบางอย่างสั่งให้ผมยกมือขึ้นประนม ไม่ใช่มารยาทชาวพุทธ แต่เป็นความเลื่อมใสและศรัทธา ]

“ อาตมาเข้าใจว่าโยมคงจะให้อภัยตัวเองไม่ได้ เอาล่ะ ขอให้โยมลองนึกตามนะ เม็ดฝนแต่ละเม็ดที่ตกลงมาเนี่ย โยมกินได้เลยไหม ? ” ไอ้บ้าส่ายหน้า “ ใช่แล้ว ท้องฟ้าที่น้ำฝนเม็ดนั้นหล่นผ่านลงมามันก็มีฝุ่น มีมลทิน ทำให้ฝนต้องสกปรก ไม่ใช่แค่เม็ดเดียว ทุกเม็ดก็ล้วนต้องผ่านฝุ่นเหล่านั้น กว่าจะมาถึงมือคน มันก็สกปรกไปหมด จะกินเลยท้องก็เสียเปล่า ๆ รู้อย่างนี้แล้วคนเลยคิดวิธี ทำให้น้ำฝนเหล่านั้นบริสุทธิ์ขึ้น เอาไปต้มบ้าง กรองบ้าง ก็พอจะสะอาดกินได้ มันก็เหมือนกับคนเรานั่นแหละ ทุกคนก็ต้องเคยทำผิด เคยผ่านมลทินเหล่านั้นเหมือนเม็ดฝน ให้อภัยตัวเองไม่ได้ก็จะกลายเป็นคนซึมเศร้า ติดวนอยู่ในความผิดเหล่านั้น แต่ถ้าหากยอมรับพวกมัน ปรับปรุงและพัฒนาตัวเอง โยมก็จะเป็นเหมือนน้ำฝนนั่น ที่ถูกกรองแล้ว ต้มแล้ว ไปทำประโยชน์ให้กับคนอื่นได้ต่อไป สำคัญที่โยมต้องให้อภัยตัวเอง ทานอันยิ่งใหญ่ที่สุดคืออภัยทาน หนึ่งในอภัยทานคือการให้อภัยแก่ความผิดที่ตัวเองเคยทำ ยอมรับและปรับปรุงแก้ไขตัวเองนั่นแหละ ”.

[ น้ำตาผมไหลไม่หยุด สองมือประนมของผมเต็มไปด้วยรอยเลอะจากน้ำตา เสียงของท่าน ประโยค ต่าง ๆ ราวกับอ้อมกอดอันอบอุ่น ประคับประคองหัวใจอันบอบช้ำของผม ผมยิ้ม ไม่อาจบอกได้ว่าผมเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดตอนนี้ แต่ผมคงต้องเรียนรู้ และเริ่มที่จะให้อภัยตัวเอง เปลี่ยนแปลงตัวเองและยืนหยัดขึ้นมาอีกครั้ง ผมคลายแหวนที่กำไว้ออก ตัดสินใจยื่นแหวนนั่นให้ท่าน “ ของใส่บาตรครับ ได้โปรดรับมันไว้ด้วย ” ราวกับความรู้สึกที่แบกรับเอาไว้ เกือบทั้งหมดถูกยกออกไป และเป็นสัญญาณที่เริ่มต้นขึ้นว่า ผมจะเริ่มให้อภัยตัวเองตั้งแต่ตอนนี้ ยอมรับผิดและแก้ไขตัวเอง ท่านยิ้มตอบอย่างอ่อนโยน ประนมมือเริ่มต้นบทสวดให้พร...]

“โยมยังมีความผิดติดตัวอยู่นะ ไปชดใช้มันตามกฎหมายเถิด ชีวิตหลังจากนั้นไว้ค่อยมาลุกขึ้นยืน สู้กับมันใหม่อีกครั้ง” ท่านกล่าวหลังจากให้พรเสร็จ “อาตมาไปก่อนนะ ยังมีคนแบบโยมอยู่มากในโลกนี้ อาตมาต้องช่วยพวกเขาให้พ้นทุกข์ รักษาตัวด้วย หวังว่าสักวันเราคงต้องได้เจอกันอีก ลาก่อนนะโยม” [ ผมไหว้เป็นการอำลา “ ขอบคุณสำหรับทุกอย่างครับ” ผมยิ้ม เป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือนที่ผมยิ้ม ]

บุรุษชุดกากีผู้เป็นคนรักษาความยุติธรรมเดินสวนท่านเข้ามา

[ ผมเห็น ผมยอมรับ ผมจะไม่หนีไปไหนอีกแล้ว ] 

พวกเขาพากันมาสองคน ในมือถือเอกสารอะไรสักอย่าง บ่นพึมพำกัน มองมาที่ไอ้บ้าหลายรอบ

[ ถึงเวลาที่ผมต้องยอมรับความผิดที่ผมกระทำ ยอมรับ อย่างเต็มใจ ]

พวกเขาเดินเข้ามาที่เตียงของไอ้บ้า กลิ่นบุหรี่โชยเข้ามาทำให้รู้สึกรำคาญ

[ หลังจากนี้จะเป็นอย่างไรกันนะ ผมคงไม่ฝันถึงคืนนั้นอีกแล้วละมั้ง ]

“คุณชื่อ ประสิทธิ์ วงศ์คำชื่น หรือเปล่าครับ”

“ใช่ครับ ผมเอง ผมมีความผิด ความผิดที่ผมไม่อาจลืมได้ ผมจะเล่าให้พวกคุณฟัง ทั้งหมดเลย...”


เยาวชนได้รับรางวัล ๗.png