เพราะโลกนี้ไม่เคยมืดตลอดไป

ประกวด ๖.png


ความหมายของคำว่า ความมืดกับแสงสว่าง ปรากฏให้เห็นความคู่ตรงข้ามสามารถนำมาเปรียบเทียบได้ในหลาย ๆ แง่มุม ซึ่งอาจเปรียบความมืดมิดเป็นช่วงเวลาที่ชีวิตของเราต้องพบเจอกับมรสุม ที่ถาโถมเข้าทำให้จิตใจของเรานี้เจ็บช้ำเหลือแสน แต่เมื่อถึงคราวหนึ่งที่เราสามารถหลุดพ้นจากกลุ่มของมรสุมลมแรงนั้นมันช่วยเยียวยาจิตใจที่ถูกคลื่นถาโถมโจมตีให้กลับมาสว่างไสวอีกครั้ง สามารถพูดได้ว่าฟ้าหลังฝนย่อมสดใสเสมอหรืออาจกล่าวได้ว่า เหมือนกับชีวิตน้อย ๆ ของลูกสุนัขอาภัพตัวนี้

ยามดวงตะวันลาลับขอบฟ้าเป็นเวลาย่างเข้าสู่ช่วงเวลาค่ำมืดมีเพียงแสงไฟเลือนราง สองสุนัขแม่ลูกเดินเลาะตามถนน ที่ใดมีอาหารที่นั้นคือจุดหมาย นางแม่เดินนำลูกน้อยไปได้ไม่นานท้องฟ้าที่มองเห็นดาวก็มืดมิดเพราะกลุ่มเมฆก้อนใหญ่ ที่มาพร้อมกับกระแสลมแรง ไม่นานนักก็โปรยปรายเม็ดฝนลงมาไม่ขาดสาย เจ้าตัวน้อยสีน้ำตาลทองต้องตากน้ำฝนด้วยไร้ที่กำบังพาให้หนาวเหน็บ สองเท้าตะเกียกตะกายพยายามวิ่งตามแม่แต่ครู่หนึ่งท้องฟ้าเกิดแสงสีขาววาบ ไม่นานก็บังเกิดเสียงท้องฟ้าคำรามดังสนั่นจังหวะนั้นเองสองตาเจ้าตัวน้อยต้องเบิกกว้าง ร่างแม่อันเป็นที่พึ่งเดียวของมันได้ปะทะเข้ากับรถคันใหญ่ที่มาด้วยความเร็วจนลอยละลิ่วไปกระแทกกับหลักกิโลข้างทาง ดวงใจทั้งดวงวูบไหวเท้าน้อย ๆ รุดเข้าหาแม่ให้เร็วที่สุด เมื่อเข้าไปก็พบว่าแม่ของมันหายใจรวยรินอย่างสิ้นหวัง นางแม่ฝืนร่างกายพยายามเลียหัวลูกน้อยเหมือนเป็นการสั่งเสีย คงเป็นครั้งสุดท้ายแล้วที่นางจะได้ทำแบบนี้กับลูกตัวที่เหลืออยู่เพียงตัวเดียวของเธอ ก่อนหน้านี้ไม่อาจที่จะปกป้องลูกได้ทำให้ต้องสูญเสียเจ้าตัวน้อยอีกสองตัวไป ไม่รู้ว่านับจากนี้ไปเจ้าตัวเล็กต้องพบเจอกับอะไรบ้างนึกไปก็ใจหาย ไม่นานนักเรี่ยวแรงทั้งหมดก็สูญสิ้นไปพร้อมกับลมหายใจสุดท้ายของนางสุนัขแสนอาภัพ

ลูกสุนัขตัวสีน้ำตาลเห็นดังนั้นก็ส่งเสียงครวญคร่ำฟังแล้วดูเจ็บปวดนัก มันพยายามทุกวิถีทางปลุกให้แม่มันตื่นขึ้นมามองมันอีกครั้งแต่มีหรือสวรรค์จะเมตตาส่งแม่ผู้สูญสิ้นคืนกลับมา เจ้าตัวน้อยส่งเสียงเห่าปลุกแต่ไม่มีวี่แววใด ๆ ที่บ่งบอกได้ว่าร่างเบื้องหน้ายังมีชีวิตอยู่ อ้อมอกอุ่นก็เย็นวาบไม่อุ่นเหมือนแต่ก่อนเก่า เมื่อทำอะไรไม่ได้ก็ได้แต่นั่งเฝ้าอยู่ตรงนั้นไม่ยอมลุกจากไปไหน จวบจนรุ่งแจ้งแสงทองสาดส่องพื้นร่างของแม่ก็มิได้ขยับแต่อย่างใด มันนั่งมองอย่างใจจดจ่อรอแม่พาไปหาอะไรกินเช่นทุกวันที่ผ่านมา รอแล้วรอเล่าจนท้องน้อย ๆ บอกให้รู้ว่าความหิวโหยมาเยือน 

ย่างเข้าสู่เวลาสายมีรถพ่วงข้างที่มีชายสูงวัยมากันสองคน เจ้าตัวน้อยมองด้วยสายตาหวาดกลัวและตระหนกเพราะที่ผ่านมามันถูกคนรังเกียจ ผ่านไปที่ใดก็ถูกไล่ตีไร้ความเมตตา ชายสองคนนั้นจอดรถแล้วเดินมาดูมันและแม่ใกล้ ๆ แล้วจับที่ร่างของแม่มันที่บัดนี้ทั้งเย็นและแข็งไปราวกับหิน

“ไอ้หนูแม่เอ็งไม่รอดเสียแล้ว ไปอยู่กับข้าเถอะดีกว่าเดินตามถนนแบบนี้เดี๋ยวได้รถชนตายกันพอดี” ชายที่ดูแล้วอายุมากกว่าเอ่ยบอกด้วยเสียงนุ่มสงสารเจ้าตัวเล็กที่ดูหิวโซตัวนี้จับใจ ก่อนจะหันไปคุยกับผู้ที่มาด้วยกัน

สองคนนั้นคุยกันไม่นานก็ลงมือยกร่างแม่ของเจ้าตัวเล็กไปใต้ต้นไม้ใหญ่ข้างทาง ลูกหมาตัวน้อยได้แต่วิ่งตามไปดม ๆ ร้องครางอย่างน่าสงสาร ชายสองคนขุดดินเป็นหลุมไม่ใหญ่นัก แล้ววางร่างแม่ของมันลงไปพร้อมเอาดินกลบมิดชิด ลูกหมาน้อยตาละห้อยมันต้องลาจากแม่แล้วจริง ๆ หรือ

เมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จชายที่ดูอายุมากที่สุดก็ยกเอาร่างที่ผอมโซลอยละลิ่ว “เอ็งนี้มันหน้าตาดีไม่น้อยนี่หว่าตัวผู้เสียด้วย ชื่ออะไรดีล่ะไอ้หนู” ชายคนนั้นมองเจ้าลูกสุนัขตัวเล็ก พร้อมทำท่านึก “เออ! รู้แล้ว ชื่อเจ้าทองแสดก็แล้วกัน” พูดจบชายชราก็อุ้มมันไปวางในตะกร้าที่วางอยู่ในพ่วงข้างของรถคันที่นั่งมา “ไปอยู่กับข้าเอ็งก็ไม่ต้องกลัวอะไรแล้ว” ไม่เอ่ยเปล่ายังเอามือมาลูบหัวของเจ้าตัวสีน้ำตาลทองแสดมองต้นไม้ใหญ่ที่มีร่างของแม่มันฝังอยู่จนลับสายตา

 รถคันนั้นมาจอดที่หน้าบ้านหลังเล็ก ๆ หลังหนึ่งชายสูงวัยอุ้มมันลงจากรถพาเข้าไปในบ้านแล้วจัดการอาบน้ำเช็ดตัวอย่างดีหาข้าวให้มันได้กินอิ่ม ได้นอนหลับ ทองแสดน้อยมองคนผู้นี้อย่างขอบคุณ นับจากวันนี้ไปเขาจะเป็นนายของมันทองแสดจะต้องตอบแทนผู้ที่ทำให้มันหลุดพ้นจากความมืดมิดให้ได้ ทองแสดหมายมั่นคำสัญญาจากใจจริง จากวันเป็นเดือนตอนนี้เจ้าทองแสดขนมันวาววับลำตัวอ้วนท้วนสมบูรณ์บ่งบอกว่าได้รับการดูแลเป็นอย่างดี มันเป็นหมาฉลาดตัวนึงเลยก็ว่าได้ ทุกเช้าทำหน้าที่ไม่ขาดตกบกพร่องอย่างใด ทุกวันมันจะคอยเอาปากคาบตะกร้าใบเล็กตามชายชราผู้ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นนายออกไปสวนหลังบ้าน เพื่อนั่งเฝ้านายเก็บผักที่ปลูกไว้ เมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จชายชรามักจะสั่งเจ้าทองแสดเสมอว่า “เอ็งรอข้าอยู่ที่บ้านเฝ้าบ้านดี ๆ ล่ะทองแสดเดี๋ยวข้าเอาของโปรดเอ็งมาฝาก” จะเป็นอะไรไม่ได้นอกจากกระดูกหมูอันใหญ่มันกระดิกหางตอบผู้เป็นนายอย่างอารมณ์ดี ชายสูงวัยยิ้ม ๆ แล้วเดินถือตะกร้าเดินจากไปในทางเดิม ๆ ของทุกวัน 

วันเวลาแห่งความสุขเช่นนี้มิได้มีตลอดไป เมื่อวันหนึ่งนายมันหายออกไปจากบ้านนานกว่าปกติ ไม่มีวี่แววว่าจะกลับมาง่าย ๆ เหมือนวันก่อน ๆ ที่เคยเป็น ใจของเจ้าทองแสดเริ่มหวาดกลัว มันวิ่งวนไปมาที่รั้วประตูบ้านหลายสิบครั้งจนตกบ่าย ในที่สุดก็มีเสียงรถดังขึ้นและเข้ามาใกล้เรื่อย ๆ จนกระทั่งหยุดที่หน้าประตูรั้วหน้าบ้านมัน มีคนแปลกหน้าลงมาหลายคน แล้วเปิดประตูบ้านเข้ามาทองแสดไม่รอช้าส่งเสียงเห่าเต็มที่ด้วยหมายปกป้องบ้านอย่างสุดชีวิต แต่คนกลุ่มนั้นไม่ได้สนใจมันแม้แต่น้อยเดินเข้าบ้านของมันอย่างถือวิสาสะ เจ้าทองแสดวิ่งเข้าไปขวางหน้ากีดกัน แต่ครู่หนึ่งก็มีคนคนหนึ่งแหวกกลุ่มออกมา แล้วเรียกมันด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนที่คุ้นเคยมันจึงได้หยุดลง เสียงลุงแจ่มนั่นเอง คนที่แวะเวียนมาที่บ้านพร้อมเอาขนมมาฝากมันอยู่บ่อยครั้ง 

“ตาเทริดเจ้าของเอ็งเขานอนอยู่ที่โรงพยาบาลโน่น เฝ้าบ้านให้ดีตาแกฝากให้ฉันมาคอยเอาข้าวมาให้ เอ็งอย่าไปขวางคนอื่นพวกเขาจะได้รีบไปดูแลนายเอ็งไงเข้าใจไหม” ไม่ว่าเปล่าลุงแจ่มเอามือลูบที่หัวมันอย่างเอ็นดู คนเหล่านั้นมองหน้ากันอย่างงุนงง ใครจะไปนึกว่าสุนัขจะไปฟังคนรู้เรื่อง ไม่นานนักคนเหล่านั้นก็เอาของที่ต้องการไปหมดดูแล้วของเหล่านั้น เป็นกระดาษจำนวนหนึ่ง ทองแสดก็ไม่เข้าใจว่ามันสำคัญอย่างไรก่อนจากไปลุงแจ่มยังทิ้งประโยคท้ายไว้ว่า พรุ่งนี้เช้าจะเอาข้าวมาให้มัน

ผ่านไปเจ็ดวันแล้วไม่มีเงาของผู้เป็นนายแม้แต่น้อย ทุกวันได้แต่ชะเง้อหารอคอยนายกลับมา ในที่สุดความหวังก็เป็นจริง นายมันกลับมาแล้วมาพร้อมกับลุงแจ่มที่จะเอาข้าวมาให้มันตลอดเจ็ดวัน แต่คราวนี้หน้าตาของนายดูไม่สดใสเหมือนเก่า ทองแสดรีบวิ่งออกจากใต้ถุนเรือนอย่างว่องไว ส่งเสียงให้รู้ว่ามันดีใจขนาดไหนที่นายกลับมา เจ็ดวันที่ผ่านมามันเหงาเหลือเกินมีก็แต่ไก่แจ้อยู่เป็นเพื่อนแค่ ๒-๓ ตัวเท่านั้น “เป็นไงบ้างไอ้หนู คิดถึงข้าไหม”ผู้เป็นนายเอ่ยอย่างอารมณ์ดีอ้าสองแขนออกให้ทองแสดกระโดดขึ้นกอดเอวเหมือนที่มันเคยทำ ชายสูงวัยสองคนพูดคุยกันสักพักก่อนแยกย้ายกันกลับบ้าน ทองแสดวิ่งตามผู้เป็นนายเข้าบ้านแล้วใช้ชีวิตอย่างที่เคยเป็น เวลาผ่านไปได้ราวหนึ่งเดือนวันนี้ท้องฟ้ามืดครึ้มนัก บรรยากาศพาให้ทองแสดนึกถึงวันที่แม่มันลาจากโลกนี้ไป วันนี้ตาเทริดผู้เป็นนายมันไม่ออกไปเก็บผักเช่นทุกวัน แกเก็บกวาดเช็ดถูบ้านในวันฟ้ามืดมีฝนปรอย ๆ คงออกไปไหนไม่ได้ ย่างเข้าเวลาเที่ยงแล้วนายมันเก็บกวาดเสร็จก็หาข้าวกินตามประสาคนแก่ที่อยู่คนเดียวกับหมาตัวหนึ่ง 

“ทองแสดเอ็งหิวไหม มากินขนมนี่เร็ว” ไม่ว่าเปล่านายก็หยิบขนมปังที่ซื้อมาตั้งแต่เย็นวานยื่นให้เจ้าตัวที่น้ำตาลทองตรงหน้า “ข้าจะงีบสักประเดี๋ยว เอ็งก็นอนอยู่แถวนี้ละกัน” พูดจบผู้เป็นนายก็ล้มตัวลงนอนที่แคร่ใต้ถุนเรือน 

ทองแสดมันมองนายที่หน้าตาหมองกว่าปกตินัก ทั้งน้ำเสียงก็ดูเนือย ๆ ไร้เรี่ยวแรงแต่จะทำเช่นไร มันได้แต่ทำตามคำสั่งอย่างเงียบ ๆ เดินไปนอนที่ประจำของตัวเอง นาทีแล้วนาทีเล่าผ่านไปพลันจมูกก็ได้กลิ่นสาบแปลกปลอมเคลื่อนเข้ามาใกล้ ทองแสดรีบผุดลุกอย่างหวาดระแวงพลางกวาดสายตาไปรอบ ๆ ก็เจอกับเจ้างูตัวหนึ่งมันเลื้อยเข้ามาตรงแคร่ที่นายของมันนอนอยู่ ทองแสดรีบส่งเสียงเห่าให้ดังที่สุดแล้วรีบวิ่งเข้าไปดักหน้าอสรพิษร้ายเพื่อไม่ให้เข้าใกล้นาย หน้าแปลกนักเสียงดังขนาดนี้ทำไมนายยังไม่ตื่น แต่ไม่ว่าอย่างไรมันต้องไล่เจ้างูนี่ไปให้ได้ก่อน เจ้างูกลับไม่ถอยไปแต่โดยดีมันกลับพุ่งใส่ทองแสด พร้อมพ่นพิษใส่เข้าที่ตาทำให้เจ้าหมาผู้ซื่อสัตย์ต้องรับพิษเข้าตาข้างหนึ่ง แม้จะเจ็บแสบขนาดไหนทองแสดยังปักหลักขวาง พร้อมเห่าเสียงดังแล้วกระโจนใส่สัตว์เลื้อยคลานตรงหน้า อสรพิษเห็นท่าไม่ดีจึงเลื้อยหายไปทางสวนหลังบ้าน ทองแสดวิ่งกลับไปดูนายว่าตื่นหรือยังมันส่งเสียงปลุกแต่กลับไม่เป็นผลเลยแม้แต่น้อย ความหวาดกลัวเริ่มก่อตัวขึ้นในจิตใจนี่ก็เริ่มจะมืดแล้วทำไมนายยังไม่ตื่น มันเอาหัวดุนมือที่เคยลูบหัวประจำแต่คราวนี้มือนายกลับเย็นเยียบเหมือนตอนที่แม่จากไปไม่มีผิด คราวนี้มันตัดสินใจเห่าและส่งเสียงดังกว่าเดิมด้วยหวังว่านายจะลุกขึ้นมาแต่เปล่าเลยไม่มีวี่แววใด ๆ ฝนเทลงมาแรงขึ้นจะสาดละอองเข้ามาใต้เรือน ไม่ได้การเสียแล้วต้องไปตามคนมาที่นี่

แม้จะเจ็บขนาดไหนทองแสดไม่รอช้าวิ่งฝ่าสายฝนไปอย่างไม่หวาดหวั่น ไปยังบ้านที่มันคุ้นเคยเป็นอย่างดีรีบวิ่งเข้าไปแล้วส่งเสียงเห่าหวังให้ลุงแจ่มได้ยิน ไม่นานนักสิ่งที่มันพยายามก็เป็นผลลุงแจ่มเปิดหน้าต่างมาชะโงกดูมันแล้วรีบลงจากบ้านมา “ไอ้แสดเอ็งมาทำไมที่นี่” ลุงแจ่มเอ่ยทักแต่มีหรือทองแสดจะสนใจมันต้องรีบพาคนไปช่วยเดี๋ยวนี้ ทองแสดรีบเข้างับที่ขากางกางของลุงแจ่มแล้วดึง ๆ เพื่อให้รู้ว่ามันต้องการให้ตามไปที่บ้าน เห็นดังนี้ชายสูงวัยไม่รอช้ารีบคว้าร่มแล้ววิ่งตามมาที่บ้านของมันทันที เมื่อมาถึงก็รีบเข้าไปดูคนที่นอนอยู่บนแคร่ไม้ไผ่ ครู่หนึ่งลุงแจ่มชักสีหน้าเคร่งเครียดคุยโทรศัพท์กับใครก็ไม่รู้ ฝนเริ่มเบาแล้วตอนนี้ตาของทองแสดบวมขึ้นกว่าเดิมนักมันข่มความเจ็บแล้ววิ่งไปดม ๆ นายที่ยังไม่ยอมตื่นขึ้นมา ไม่นานก็มีคนกลุ่มใหญ่มาที่บ้านของมันทองแสดรีบเห่าตามสัญชาตญาณ แต่คนเหล่านั้นไม่สนใจไยดีมันเลยกลับเอาไม้มาหมายจะตี ทั้งยังเอาผ้าสีขาวคลุมร่างนายของมัน เกิดอะไรขึ้นทำไมต้องคลุมร่างนายของมัน ทำไมลุงแจ่มไม่ห้ามพวกเขา ทองแสดรีบเข้าไปใกล้แล้วส่งเสียงเพื่อบอกว่านายมันแค่นอนหลับไป พยายามกระโดดขึ้นที่ขอบแคร่แล้วเอาหัวดุนที่มือเย็นชืดนั้น เป็นที่น่าสลดแก่ผู้พบเห็นคนแปลกหน้าเหล่านั้นมองเจ้าหมาตัวสีน้ำตาลทองก่อนจะมองหน้ากันแล้วยกร่างไร้ลมหายใจขึ้นรถแล้วออกไป ทองแสดวิ่งไล่ตามอย่างสุดชีวิตหวังเอานายคืนมาแต่มีหรือจะตามได้ทันรถคันนั้นไกลออกไปจนลับตา จู่ ๆ รถคันหนึ่งวิ่งมาด้วยความเร็วและเฉี่ยวชนมันทำให้ขามันเจ็บ ทองแสดมองตามรถที่ทำให้มันเกือบตายอย่างโกรธ ๆ หากมันด่าได้คงด่าไปแล้ว ดวงตาที่ถูกพิษงูเจ็บอยู่แล้วต้องผสานความเจ็บเข้าไปอีกเท่าตัว เมื่อตามไม่ทันทำได้แต่เดินกลับบ้านมันต้องล้มลุกคลุกคลานอย่างสิ้นหวัง เดินโซเซได้ไม่นานนักก็มาถึงหน้าบ้านของมัน ลุงแจ่มแกยังไม่ไปไหนยังยืนอยู่ที่รั้วบ้านที่มีแสงไฟริบหรี่ด้วยสีหน้าเศร้าหมองนัก ลุงแจ่มแกนั่งลงแล้วเอื้อมมือมาลูบหัวทองแสดแผ่วเบาราวกับปลอบโยน

“ต่อไปนี้ตาเทริดนายของ็ไม่ได้แล้วนะทองแสด นายเอ็งเป็นโรคหัวใจตอนนี้แกได้ไปสวรรค์แล้วล่ะทองแสด” น้ำเสียงสั่นไหวเอ่ยทั้งน้ำตาของลุงแจ่ม ทำให้ใจทองแสดถึงกับแตกสลายเป็นเสี่ยง ๆ นี่มันต้องสูญเสียอีกแล้วหรือมันต้องเสียพี่น้องไปหลังจากเกิดมาไม่ถึงเดือน พอมันอายุได้เดือนกว่าแม่มันเริ่มพาเดินหาอาหารตามประสาสุนัขพเนจรจากนั้นมันก็ต้องเสียแม่ไปในวันที่ฝนตกหนัก เหมือนกับวันนี้มันได้เสียที่พึ่งหนึ่งเดียวไป นี่มันเป็นตัวซวยของผู้ที่รักและเอ็นดูมันอย่างนั้นหรือ ทองแสดเดินเข้าไปในบ้านแล้วนอนลงตรงที่ประจำแล้วหลับไปพร้อมกับใจและกายที่เจ็บปวดอย่างถึงที่สุด ลุงแจ่มเห็นดังนั้นได้แต่มองอย่างเวทนาก่อนจะตัดใจเดินจากไป

ผ่านไปประมาณเกือบเดือนแล้วทองแสดยังไม่ยอมไปไหน ทุกวันมันจะตอกย้ำตัวมันเองว่าเป็นเหตุให้คนที่รักมันต้องจากไป มันเป็นตัวซวยไม่สมควรที่จะไปอยู่กับใครอีก บ้านที่มันเคยอยู่กับนายแต่ตอนนี้ทรุดโทรมผุพังไปมาก ร่างกายมันก็นักผอมไปมากผิดจากเมื่อก่อนที่ลำตัวจะอ้วนขนเงาเป็นมันวาว ใช่แล้วหลายคนร่ำลือไปว่ามันตรอมใจแต่แท้จริงแล้วมันอยากจะตาย ๆ ไปโดยที่ไม่เดือดร้อนใคร ข้าวที่ลุงแจ่มแบ่งมาให้ทุกวันมันแทบจะไม่แตะต้อง ตอนนี้ขาของมันที่โดนรถเฉี่ยวหายเจ็บไปมากแล้ว แต่มันต้องกลายเป็นหมาพิการไปโดยปริยาย มันต้องตาบอดไปข้างหนึ่งแต่ชีวิตนี้มันไม่กลัวอะไรแล้วมันไม่มีอะไรให้สูญเสียอีกแล้วนอกจากชีวิตของมัน ทองแสดนอนมองใบไม้หน้าบ้านปลิวลงพื้นตามกระแสลมทีละใบก่อนจะมีเสียงดังเอะอะที่หน้ารั้วบ้าน มันลุกขึ้นมองอย่างแปลกใจหลังจากที่นายจากไปก็ไม่มีใครสนใจที่นี่จะมีก็แต่ลุงแจ่มที่จะเอาข้าวมาให้มัน ประตูรั้วผุ ๆ ถูกเปิดออก แล้วมีพระภิกษุรูปหนึ่งเดินเข้ามาในบ้านของมันพร้อมกับชายแปลกหน้าส่งที่ยิ้มมองมาอย่างเมตตา

“นั่นใช่ไอ้ทองแสดที่คนเขาร่ำลือกันทั้งหมู่บ้านว่าแสนรู้นักใช่ไหม” พระรูปนั้นหันไปถามชายหนุ่มที่เดินตามมาข้างหลัง

“ครับหลวงพ่อ มันอยู่ที่นี่ไม่ยอมไปไหนพ่อผมเอาข้าวมาส่งทุกวันแต่มันแทบไม่แตะต้องเลยสักนิด” ไม่พูดเปล่ายังผายมือชวนให้ดูถ้วยข้าวเก่า ๆ ที่บัดนี้เหล่านกเอี้ยงยึดไปเรียบร้อย ทองแสดจำได้ทันทีว่าชายแปลกหน้าผู้นี้คือลูกชายของลุงแจ่มซึ่งมันก็เคยเห็นอยู่บ้าง พระรูปนั้นสนทนากับชายหนุ่มชั่วครู่ก็ เดินเข้ามาใกล้ทองแสดแล้วค่อย ๆ ก้มลงแล้วยื่นมือออกมาหามัน ชายหนุ่มได้แต่ยืนมองอยู่ไม่ไกล

“อย่าปล่อยให้ความมืดในชีวิตของเธอมาบดบังดวงตาสิทองแสด ชีวิตหนึ่งชีวิตใช่ว่าต้องพบพานกับความมืดไปตลอดแสงสว่างมันยังอยู่ตรงหน้า ขึ้นอยู่กับว่าเธอจะพยายามก้าวต่อหรือไม่ อดีตมันเป็นอะไรที่ไม่สามารถจะแก้ไขได้เมื่อมันสุขได้ก็ทุกข์ได้อย่าเสียเวลาให้กับความหลังเลย เธอมันเป็นหมาฉลาดนักยังฟังรู้เรื่องบ้างไปอยู่ด้วยกันเถิดนะ” น้ำเสียงอันอ่อนโยนนี้ถึงแม้ว่าจะไม่คุ้นเคยแต่ก็ทำให้จิตใจของทองแสดยามนี้กลับมาสว่างไสวอีกครั้ง มันเดินเข้าหาฝ่ามือที่เอื้อมมาหามันตั้งแต่แรกพร้อมเอาหัวทุย ๆ ถูไถมืออุ่น ใช่แล้วจะปล่อยให้ตัวเองทนทุกข์ไปเพื่ออะไรหมาตาบอดข้างหนึ่งอย่างมันควรจะสู้ต่อไป ผิดที่มันมัวแต่โทษตัวเองความตายจะมาวันใดไม่อาจมีใครล่วงรู้ วันนี้พบพานเริงร่า วันพรุ่งนี้เล่าอาจต้องจากลาอย่างไม่ทันตั้งตัว

ชายหนุ่มได้แต่ยืนมองอย่างตะลึงไม่นึกว่าหมาแสนรู้จะฟังคำหลวงพ่อรู้เรื่อง “โยมเดี๋ยวอาตมาจะกลับวัดแล้วโยมมีอะไรก็ไปทำเถอะขอบใจมากที่พามา” ชายผู้นั้นรับคำก่อนยกมือขึ้นนมัสการแล้วเดินจากไปจนลับสายตา

หลวงพ่อท่านหันกลับมาทางทองแสด “ตามหลวงพ่อมาสิทองแสด” ท่านยิ้ม ๆ แล้วเดินนำมันไป ทองแสดเดินตามมาจนถึงสถานที่แห่งหนึ่ง ดูไม่คุ้นหูคุ้นตาสำหรับมัน ทองแสดไม่เคยออกจากบ้านมาไกลนักจึงไม่เคยมาที่นี่ มันเดินตามหลวงพ่อไปอย่างงง ๆ จนมาหยุดที่หน้ากุฏิไม้เก่า ๆ หลังหนึ่ง มีเหล่าเด็กชายกลุ่มหนึ่งอายุราวประมาณ ๑๒-๑๓ ปีกำลังกวาดใบไม้ เมื่อมาถึงเด็กเหล่านั้นมองเห็นมันก็ทิ้งไม้กวาดแล้ววิ่งกรูเข้ามา ทองแสดตกใจกลัวรีบถอยหลังไปหาผู้ที่พามาหวังเป็นที่ปกป้องมัน หลวงพ่อท่านเอ่ยห้ามเด็ก ๆ ก่อนจะบอกอะไรบางอย่าง แล้วหันมาเรียกมันให้เดินตามเข้าไปในกุฏิ “ต่อไปนี้อยู่ที่นี่ด้วยกัน ไม่ต้องไปไหนเข้าใจไหมเจ้าทองแสด” น้ำเสียงของหลวงพ่อช่างอบอุ่นนักบอกถึงความเมตตาปราณีไม่น้อย 

เรื่องราวชีวิตตอนนี้เหมือนเจอแสงสว่างอีกครั้งทองแสดใช้ชีวิตอย่างมีความสุข มันเรียนรู้อะไรหลายอย่างเสียงระฆังที่เคยได้ยินทุกเช้าเย็นมาจากสถานที่แห่งนี้นี่เอง ทุกเช้าทองแสดจะตื่นตั้งแต่ระฆังยังไม่ดังแล้วออกมานั่งฟังเสียงระฆังเพื่อบอกเวลาทำวัตรเช้าแล้วมันจะส่งเสียงหอนแข่งกับระฆังพร้อมกับเพื่อนมันอีกสองตัวที่อยู่ในวัดมาก่อน ทองแสดอยู่ที่นี่มาได้ ๒ เดือนแล้ว ร่างกายมันกลับมาแข็งแรงเหมือนเดิมเว้นแต่ดวงตาที่ไม่มีทางหาย แต่ตอนนี้เหมือนขาดบางสิ่งไปไม่เหมือนเก่าเมื่อตอนนายอยู่มันจะคอยคาบตะกร้าตามนายเข้าสวนหลังบ้าน มันอยากหาอะไรทำเหมือนเมื่อก่อนนักแต่จะมีอะไรให้คาบล่ะ คิดดังนั้นมันก็เดินไปรอหลวงพ่อที่หน้าศาลาแล้วมองเข้าไปเห็นกลุ่มเด็กที่มันเจอเมื่อมาที่นี่วันแรก สายตาสอดส่องจนสะดุดที่ปิ่นโตสีเงินวาวเถาหนึ่งวางอยู่ มันรีบเข้าไปใกล้แล้วค่อย ๆ คาบตรงที่หิ้วแล้วออกมาที่หน้าศาลาอย่างหน้าตาเฉยทำเอาคนในศาลาวุ่นวายกันพักหนึ่ง ไม่นานนักหลวงพ่อท่านเดินออกมาพร้อมบาตรเมื่อหันมาเห็น ทองแสดที่นั่งคาบปิ่นโตรออยู่ก็เข้าใจทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น ท่านยิ้มน้อย ๆ ก่อนจะหันไปเรียกคนที่กำลังหาปิ่นโตให้ออกมาได้แล้วเหล่าเด็กหนุ่มเดินออกมาก็ต้องชะงัก ที่แท้เจ้าทองแสดแสนรู้แย่งหน้าที่หิ้วปิ่นโตไปแล้วนี่เอง

ดวงอาทิตย์ขึ้นแล้วแสงทองอาบไล้ไปทั่วพื้นถนนมันคาบปิ่นโตตามหลังหลวงพ่ออย่างมีความสุข ด้านหลังมันมีเด็กชายสองสามคนสะพายย่ามเดินตามมา ไปทางไหนก็มีแต่คนเอ่ยทักทายมันอย่างใจดี เดินตามหลวงพ่อจนผ่านสถานที่อันถูกฝังอยู่ในความทรงจำ นั่นคือต้นไม้ใหญ่ที่มีร่างของแม่มันนอนหลับอยู่ และเป็นที่ที่ทำให้มันได้พบกับตาเทริดผู้เป็นนายและได้รู้จักกับลุงแจ่ม จนกระทั่งผ่านมาที่บ้านเก่า ๆ ซึ่งตอนนี้รกร้างไปมากนัก ใช่แล้วบ้านที่ทำให้มันมีชีวิตรอดและเติบโตขึ้นมาได้ทุกวันนี้ ทุกเรื่องราวที่ผันผ่านทำให้มันได้เรียนรู้อะไรหลายอย่าง ไม่ว่าจะสุขหรือทุกข์มันได้ผ่านมาหมดแล้วตอนนี้หมาตาบอดข้างหนึ่งอย่างมันได้เจอกับแสงสว่างในชีวิตอีกครั้ง เป็นมันเองที่เสียเวลาจมอยู่กับความมืดมนในอดีตไม่ยอมเดินต่อไปข้างหน้า แท้จริงแล้วเหตุการณ์ในอดีตอันโหดร้ายสำหรับใครสักคนมันอาจเป็นความมืดมนที่ถูกเก็บอยู่ในความทรงจำ ถ้าเราเลือกที่จะจดจำและยึดติดความมืดนี้มันจะกลับกลายเป็นความหวาดกลัว ความเจ็บปวดแต่ถ้าเรากล้าที่จะเดินออกมาเราก็จะเห็นแสงสว่างที่รอเราอยู่ไม่ไกลเลยแม้แต่น้อย เพราะโลกนี้ไม่เคยมืดตลอดไป


เยาวชนได้รับรางวัล ๖.png