เหตุผลของชีวิต

ประกวด ๕.png


ผมเกิดขึ้นมาทำไมกันนะ 

นี่เป็นคำพูดที่ผมถามตัวเองแทบทุกวัน ทำไมกันนะ ผมเกิดขึ้นมาเพื่ออะไรกันแน่ เกิดมาชดใช้กรรมตามหลักพระพุทธศาสนางั้นเหรอ หรือว่าเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น หรือว่า...

บางที มันไม่ได้มีเหตุผลอะไรเลย

บางที ไม่มีผมสักคนหนึ่ง โลกนี้ก็คงไม่เป็นอะไร

ผมละสงสัยเสียจริง ถ้างั้นจะทำอะไรกับชีวิตอันบัดซบนี้ดี

“จอห์น! ตอบฉันสิ!” ทันใดนั้นเอง เสียงจากคู่สนทนาผมก็ดังขึ้นดึงผมกลับมาจากห้วงความคิดของผม นั่นสินะ ผมลืมไปเสียสนิทเลยว่าเรากำลังแสดงกันอยู่

“แจ็ค นายจะไม่มีทางชนะฉันได้หรอก!” ผมเปล่งเสียงออกไปในภาษาอังกฤษ ทว่ามันกลับสั่นเครืออย่างไม่ทราบสาเหตุ บ้าน่า ผมต้องโมโหและแข็งแรงสิ! โธ่เอ้ย! ไม่ทันไร ดาบในมือผมก็เริ่มสั่นเสียแล้ว

นี่คืองานใหญ่ที่ผมต้องห้ามพลาดเป็นอันขาด มันเป็นการแข่งขันละครเวทียอดเยี่ยมที่พาให้ผมมาแสดงถึงญี่ปุ่นให้ชาวต่างชาติได้ตัดสิน โดยเรื่องของผมเกี่ยวกับอัศวินผู้เก่งกาจชื่อว่าจอห์น ท่องผ่านเมืองมานับมากมายได้พบว่าตัวเองจริงๆ แล้วเป็นเพียงตัวละครในนิยายเท่านั้น จึงพยายามหาหนทางหนีให้จงได้

ซึ่งผมก็เป็นตัวร้ายที่ต้องพ่ายแพ้ให้กับอัศวินผู้เพียบพร้อมนั่นเอง

เราทั้งคู่ประลองดาบเป็นครั้งที่พันกว่า ร่างล้มคลุกคลานเป็นครั้งที่หมื่น แค่นบทเดิมออกมาเป็นครั้งที่แสน ฟาดฟันกันอย่างดุเดือดประกอบด้วยดนตรีจนกระทั่งถึงตอนสุดท้าย การิน ชายที่เล่นเป็นแจ็คก็ได้ปัดดาบออกไปจากมือผม เตะเข้าที่กลางท้อง ชูดาบพร้อมจะฟันลง แต่ก็ได้หยุดค้างเอาไว้ชั่วขณะ หยุดรอ...รอผม

ผมที่ต้องพูด

แต่กลับไม่มีคำใดๆ หลุดมาเลยแม้แต่นิดเดียวเพราะสมองผมมันช่างว่างเปล่าเสียจริง บังคับให้เพื่อนของผมจำใจต้องสะบัดดาบลงมา พรากชีวิตออกไปจากจอห์น ทิ้งให้ผมนอนปิดตากับพื้น ไม่ขยับเขยื้อนอีกต่อไป

และแล้วละครของผมก็ได้จบลง พวกเราทั้งหมดต่างก็มานั่งรอคอยฟังผลกันอย่างใจจดใจจ่อ ในขณะที่ผมไม่ได้สนอะไรมันแล้ว จะแพ้จะชนะ ผมก็ไม่ต้องการจะรับรู้อีก เพราะผมรู้ดีแก่ใจว่าบนเวทีนั้นมันดีหรือมันแย่แค่ไหน

การคาดการณ์ของผมถูกต้องทุกประการ

ผมฟังเสียงผู้ประกาศบอกผู้ที่ได้แต่ละรางวัล การใช้เสียงประกอบดีเด่น พวกเราไม่ได้ ฉากหลังสวยงาม พวกเราไม่ได้ ชุดเครื่องแต่งกายดีเด่น พวกเราไม่ได้ อย่างเดียวที่พวกเราได้ ก็คงจะเป็นแค่ผู้แพ้ดีเด่น ไม่สิ ที่ผมได้เสียซะมากกว่า เพราะทั้งหมด มันเป็นเพราะผมสินะ

คนในทีมของผมต่างก็เข้ามาตบบ่า กล่าวคำต่างๆ นานาที่ผ่านหูผมไปจนหมดสิ้น ผมยิ้มรับคำทั้งหมด ถึงแม้ในใจความสุขกำลังสลายไปทีละน้อย คำที่ผมเคยพูดกับแม่ไว้ก็ดังกึกก้องภายในหัว

‘ผมจะยอมเรียนหมอตามที่แม่อยาก ถ้าผมไม่ได้ที่หนึ่งในการแข่งขันนี้’

และผมก็รู้ว่าผมโทษใครไม่ได้นอกจากตัวเอง

คำปลอบใจจากเพื่อนก็ล้วนแต่จะทะลุหูซ้ายออกหูขวา ถึงแม้ผมจะยิ้มทุกครั้งที่ได้ยิน ‘ไม่เป็นไร นายทำดีแล้ว’ ในใจก็ยังคงมีอารมณ์อันร้อนระอุ พร้อมจะออกมาอาละวาดได้ทุกเมื่อ ถ้านี่มันดีสุดแล้ว ทำไมมันถึงพลาดกัน ทำไมผมถึงทำให้ความตั้งใจของเพื่อนสูญเปล่าหมด ผมมันช่างไร้ค่าเสียจริง ไร้ประโยชน์ เกลียดจริงๆ

 ผมทนไม่ไหวแล้ว ยังไงก็ตามคืนนี้ ผมจะบอกลาทุกคน

เหมือนแค่กะพริบตา ผมก็พบว่าตัวเองได้มายืนอยู่บนดาดฟ้าของโรงแรมที่กำลังอาศัยอยู่เสียแล้ว ข้างบนของตึกประมาณยี่สิบชั้นก็มีลมแรงคอยพัดมา ลมญี่ปุ่นเองก็สดชื่นไม่ใช่น้อย แค่ผมได้สูดเข้าไปเฮือกหนึ่งก็ทำเอายิ้มแก้มปริได้แล้ว ดีเหลือเกินที่นี่จะเป็นวาระสุดท้ายของผม

ผมเดินไปถึงขอบดาดฟ้าที่มีเพียงกำแพงเตี้ยๆ เป็นเสมือนด้ายบาง กำลังกั้นผมระหว่างความตายกับชีวิต ผมไม่คิดจะรออีกแล้ว รีบก้าวขึ้นไปยืนบนตัวราวนั้น หลับตาลง ฟังเสียงหายใจของผมเอง 

ผมทำอะไรไปบ้างกันนะชีวิตนี้...ทำให้แม่พอใจ? ก็ไม่ค่อย ทำให้ตัวเองสำเร็จ? ก็ไม่มาก พยายามออกกำลังกาย? ก็ไม่ทำ นั่นสินะ ผมไม่ได้ทำอะไรกับชีวิตนี้ มันไม่ได้มีอะไรที่มีค่าเลยแม้แต่นิดเดียว เฮ้อ ผมอุตส่าห์หวังไว้ หวังไว้ว่าจะได้ความทรงจำดีๆ สักอย่าง แต่ยังไงมันก็ไม่มีอยู่แล้ว 

ผมลืมตาขึ้นมาอีกครั้งกำลังจะมองลงไปข้างล่าง เตรียมจะก้าวออกไปก็รู้สึกได้ถึงอะไรประหลาด ทำให้ผมหันไปทางด้านซ้าย ยืนอยู่บนราวก็เป็นอีกร่างหนึ่ง ผอมเรียว ไม่สูงมากนัก ผมสีนิลยาวถึงกลางหลัง ดวงตากลมโตเต็มไปด้วยความนิ่งงันกำลังมองไปด้านหน้า ใบหน้าเรียวราวกับรู้สึกได้ถึงสายตาของผม หันมาสบสายตากับผม แค่ผมได้เห็นเธอแวบเดียวก็แทบไม่สามารถละสายตาไปได้อีก

“เอ่อ สวัสดีครับ” ผมทักทายเธอด้วยภาษาอังกฤษ เธอมองผมนิ่ง “คุณ...มา เอ่อ เอิ่ม เอ กระโดดเล่นเหมือนกันเหรอครับ”

เธอมองหน้าผมอยู่นานแล้วหันกลับไปด้านหน้า สักพักหนึ่งก็เหมือนตัดสินใจอะไรได้ ค้นหาบางอย่างในกระโปรงและในที่สุดก็ดึงโทรศัพท์ออกมาเครื่องหนึ่ง นิ้วเรียวสีขาวของเธอจิ้มบนหน้าจอไปมาอย่างรวดเร็ว จากนั้นเอาปากตัวเองไปกระซิบใกล้ๆ กับมัน ถึงค่อยยื่นมาให้ผม

“ฉันพูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยได้น่ะค่ะ” เสียงภาษาอังกฤษดังออกมาจากตัวเครื่อง ผมกะพริบตาปริบๆ มองมือของเธอ ไม่รู้จะคิดเช่นไรดี ส่วนเธอก็ยังคงยื่นมันออกมาไม่ยอมดึงกลับไป ทว่าผมเห็นถึงการสั่นอยู่บ้าง คงจะเป็นความกลัวแน่นอน ด้วยความพอเข้าใจเจตนาของเธอ ผมก็หยิบโทรศัพท์มาถือเอาไว้

“ครับ คือว่าผมก็มากระโดดเหมือนกัน” หลังจากผมตั้งค่าให้มันแปลภาษาไทยแทน ตัวเสียงหุ่นยนต์ของตัวโทรศัพท์ก็ได้เปล่งคำพูดเป็นภาษาญี่ปุ่น

เธอพยักหน้ารับและเราทั้งสองก็ยังคงยืนอยู่ที่เดิม ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปเลยแม้แต่น้อย เป็นเช่นนั้นพักใหญ่ ไม่รู้ทำไมเหมือนกันแต่ผมรู้สึกอายๆ ยังไงชอบกล เธอเองก็ดูไม่ต่างกันมากนัก ทำให้ผมเป็นคนที่ยื่นมือออกไป ขอโทรศัพท์ของเธอซึ่งเธอก็ให้อย่างรวดเร็ว

“เอ่อ ขอโทษทีนะครับ แต่ผมก็รู้สึกอายๆ อยู่ที่มีคนมาอยู่ด้วยในเวลา...แบบนี้” เมื่อเสียงหุ่นยนต์นั้นดังขึ้น เธอก็ส่งเสียงหัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนจะตอบผมกลับ

“ฉันเองก็เหมือนกันค่ะ แปลกจริงๆ มันรู้สึกเขินยังไงชอบกล” ผมพยักหน้าเห็นด้วยรัวๆ

“คุณ...เอ่อ...มีเหตุผลอะไรเหรอครับ?” คำถามของผมนั้นทำให้เธอชะงักไปครู่หนึ่ง เธอยืนครุ่นคิดอยู่นานจนผมรู้สึกใจหาย เลยรีบพูดขึ้น “ถ้าไม่สะดวก ก็ ไม่เป็นไรครับ”

“ไม่หรอกค่ะ” เธอตอบกลับแล้วนั่งลงบนราว พาให้ผมนั่งตามไปด้วย “คือว่าฉัน...ฉันเครียดมากจนทนไม่ไหวแล้วน่ะค่ะ คือฉันรู้สึกกดดันมากๆ เลย ฉันไม่รู้ทำไมเหมือนกัน มือสั่นไปทั้งตัวเลย มัน...ไม่ไหวแล้วจริงๆ แล้วแม่ฉันยัง...”

เธอเงียบไปให้ตัวหุ่นยนต์พูดไปจนจบ ใบหน้าของเธอราวกับกำลังคิดหนักอยู่ว่าจะพูดอะไรต่อ ผมก็ฉวยโอกาสพูดแทน “คุณครับ การเป็นอย่างนั้นเป็นเรื่องปกตินะครับไม่ต้องห่วง-” ผมหยุดไปกลางคัน นี่มันเป็นคำพูดที่เหมือนกับเวลาที่เพื่อนผมมักจะบอกผมเลยนี่ “เอ่อ”

ถึงแม้นัยน์ตาของเธอจะทุกข์เศร้า เธอกลับยิ้มเบาๆ เหมือนกับรับรู้ความพยายามของผม “ไม่เป็นไรหรอก ไม่ว่าใครจะบอกอะไรฉัน ฉันก็ยังเศร้าอยู่ดี” ผมพยักหน้ารับ ผมเข้าใจดีว่าเธอกำลังรู้สึกยังไงอยู่

“มันอาจจะช่วยอะไรไม่ได้มากนัก แต่คุณระบายให้ผมฟังได้นะครับ ทั้งหมดเลย”

 สิ้นเสียงจากโทรศัพท์ เธอก็เงยหน้าขึ้น ดวงตาราวกับจะถามว่า ‘จริงเหรอ?’ ผมก็แค่พยักหน้าตอบ

“คือว่าฉัน แม่ฉันอยากให้ฉันเก่งมากๆ เก่งที่สุด ไม่ว่าจะเป็นด้านไหนก็ตาม ตั้งแต่ที่ท่านรู้ว่าฉันชอบดูไอดอล ชอบการร้องเพลง เธอก็เริ่มสนับสนุนจนตอนนี้ท่านก็ได้ส่งให้ฉันมาแข่งขันเพื่อจะเป็นไอดอลรุ่นใหม่เพื่อไปเกาหลี แต่...ท่าน ท่านด่าทอฉันเสมอว่า อย่าทำให้ตระกูลอาคาโอชิเสียหาย ต้องทำให้มันโดดเด่น ต้องให้มัน...” น้ำตาเม็ดหนึ่งเริ่มไหลรินออกมาจากตาข้างหนึ่ง “ยะ ยิ่งเร็วๆ นี้ ท่านเพิ่งล้มละลายไปอีก ถึงจะมีเงินเหลืออยู่บ้างและท่านบอกไม่เป็นอะไร ฉันก็อยากจะช่วยท่าน อยากจะเป็นลูกที่ดีแต่ฉันก็ทำไม่ได้ ฉันไม่ผ่านการคัดเลือก ฉันมันก็แค่- แค่ความล้มเหลวของครอบครัว แค่นั้นเอง”

เธอก็ไม่สามารถกลั้นน้ำตาได้อีก ผมได้แต่มองสายน้ำที่ออกมาจากดวงตาอันงดงามคู่นั้น ผมอยากจะยื่นมือเข้าไป โดยรู้ดีว่ามันไม่เหมาะเป็นอย่างมากยิ่งผมเป็นเพียงคนแปลกหน้าคนหนึ่งอีกต่างหาก แต่ว่ามือของผมกลับนำตัวผมไปเสียแล้ว ดึงร่างอันบอบบางของเธอเข้ามากอดแน่น

“ผมเข้าใจดีครับ ผมเอง ถึงจะไม่ได้เป็นเหมือนคุณ ไม่ได้มีภาระเช่นนั้น แต่ผมเข้าใจความรู้สึกของความล้มเหลว ความ...ท้อแท้ที่ไม่สิ้นสุดนั่น ผมเข้าใจดีครับ” ผมพูดไปโดยลืมตัว ไม่ได้ให้โทรศัพท์มาแปลเลยแม้แต่น้อย มันเป็นเพียงความรู้สึกล้วนๆ “ผมเชื่อนะครับว่าคุณยังคงสำคัญอยู่ สำคัญอย่างแน่นอนครับ”

และเพราะเช่นนั้น เพราะการขยับอย่างกะทันหันของผมก็ได้ทำให้เราเสียหลักร่วงออกไปจากราว

หญิงสาวในอ้อมกอดผมกรี๊ดเสียงดัง ส่วนผมก็พยายามคว้าอะไรก็ได้ที่อยู่ในระยะแขนอย่างรีบร้อน ยิ่งผมสัมผัสได้ถึงร่างตัวเองกำลังพุ่งดิ่งลงสู่พื้นล่างด้วยความรวดเร็วก็ยิ่งกระวนกระวายไปใหญ่ จนในที่สุดก็ได้เกาะราวเหล็กของห้องสักห้องหนึ่ง ผมกัดฟันพยายามดึงตัวขึ้นด้วยกำลังอันน้อยนิด ดึงตัวเองขึ้นไปให้พ้นไปจากมรณะ แต่มันแทบไม่ขยับเลยแม้แต่น้อยและยิ่งเวลาผ่านไปเหงื่อตรงแขนก็ทำให้ลื่นขึ้นทุกวินาที

ทว่า หญิงสาวที่คราแรกเพียงแค่ส่งเสียงดังก็ได้เอามือข้างหนึ่งมาคว้าตัวราวไว้และได้ถอนอีกมือออกไปจากร่างของผม เพียงแค่นั้นผมก็รีบดึงตัวเองจนสามารถข้ามตัวราวได้ไปยืนบนพื้น ผมรีบหันมา พุ่งเอามือออกไปจะคว้ามือของเธอ มือที่กำลังคลายออกไปจากตัวราวอย่างเชื่องข้า

หมับ! ผมคว้ามันเอาไว้ทันพอดิบพอดีและรีบนำมืออีกข้างมาจับแขนเธอ พยายามดึงร่างของเธออย่างยากลำบาก ในที่สุดเธอก็ผ่านมาได้และเราทั้งสองก็ต่างล้มลงมานอนหายใจด้วยความรุนแรงบนพื้นคอนกรีตของระเบียง

“แฮ่กๆ” ทั้งผมและเธอหายใจกันเสียงดัง อกพวกเราขยับขึ้นลงด้วยความถี่

เธอเอามือที่ถือโทรศัพท์ขึ้นมาพลางยันตัวขึ้น พูดบางอย่างด้วยเสียงสั่นใส่ตัวแอพพลิเคชัน “ฉันว่า ฉันยังคงอยากมีชีวิตอยู่แน่เลย”

ผมยิ้มกว้าง ก่อนจะตอบกลับ “คุณ...ทำไมเหรอครับ มีอะไรเปลี่ยนไปเหรอ?”

“...ไม่รู้สิคะ บางที อาจจะเป็นเพราะฉันรู้สึกเหมือนว่าปัญหาของฉัน ถึงมันจะทำให้ฉันเศร้า ถ้าหากมีคนที่รับฟังและเข้าใจมันได้ การที่ยังมีชีวิตอยู่มันก็คงจะ....ไม่ทรมานเท่าเดิมน่ะค่ะ”คำพูดของเธอทำให้ผมหยุดทุกการเคลื่อนไหวไปชั่วขณะ

นั่นสินะ ถ้าแค่มีคนฟังก็พอแล้วงั้นเหรอ ไม่สิ ฟังและรู้ว่ามันแย่แค่ไหนสิที่สำคัญ ฟังแล้วไม่ด่าเรา ไม่คิดว่าเรากำลังคิดไปเอง แค่เข้าใจว่ามัน...เข้าใจว่ามันทารุณสำหรับเราแค่ไหนกัน

“ผมดีใจด้วยนะครับที่คุณพบแรงในการขับเคลื่อนชีวิตต่อไป” ผมพูดกับเธอ ซึ่งเธอก็รีบถามกลับ

“ขอบคุณค่ะ แต่คุณล่ะ คุณรู้สึกยังไงเหรอ เหตุผลของคุณคืออะไร”

ผมนอนคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วลุกขึ้นนั่งนำโทรศัพท์มาจ่อปาก “ผม...รู้สึกว่าตัวเองเป็นขยะชิ้นหนึ่งนะครับ รู้สึกว่าทำอะไรก็ไร้ความสำเร็จ รู้สึกว่าจะไม่มีใครจดจำได้ รู้สึกว่าไม่ว่าผมจะพยายามเท่าไหร่ก็ไม่มีใครเคยเห็นมัน มันเหมือนคนเห็นว่าผมมีแต่พรสวรรค์โดยที่ไม่ได้อาศัยอะไรนอกจากนั้นเลย ผมแค่...ผมแค่อยากให้ทุกคนรับรู้ถึงมัน คำชมที่ผมต้องการจากแม่ในสิ่งที่ผมรักมากที่สุด ผมแทบจะไม่เคยได้ยินเลย มิหนำซ้ำเธอยังไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจเลยว่ามันคืออะไร ผมล่ะเกลียดตัวเองจริงๆ เกลียดที่ทำอะไรไม่เคยดีพอ ไม่เคยจะมากพอเลย”

ผมให้เสียงของหุ่นยนต์แปลคำพูดผมทั้งหมดและผมก็จ้องตาอันสง่างามของเธอ “วันนี้ ผมแพ้กว่าวันอื่น ผมล้มเหลวเป็นอย่างมาก ผมเป็นทั้งคนเขียนบท เป็นทั้งคนกำกับ เป็นทั้งคนทำฉากหลัง เตรียมหมดทุกอย่าง ความพยายามของผม มันกลับสูญเปล่า รางวัลนั่น ผมไม่ได้มันเลยและผมรู้ดีว่านั่นเป็นเพราะผมและเป็นแค่เพราะผมคนเดียวเท่านั้น โทษใครไม่ได้อีก มีเพียงผมคนเดียว”

เธอมองผม ก่อนจะนำมืออันเล็กของเธอมากุมมือของผมที่ใหญ่กว่ามากนัก “ไม่เป็นไรนะคะ ฉันฟังแค่นี้ฉันก็รู้แล้วว่าคุณรู้สึกยังไง อย่าเกลียดตัวเองเลย เชื่อฉัน ความเกลียดมีแต่จะทำให้คุณเดินต่อไปไม่ได้ เราทุกคนต่างมีความเศร้าแบบนี้ตลอด แต่เราอย่าจมปลักกับมันเลย” หญิงสาวปล่อยให้ตัวเครื่องแปลให้เสร็จ จึงค่อยถาม “คุณชอบกินซูชิไหมล่ะ”

คำถามประหลาดนั้นทำให้ผมชะงักไป “เอ่อ ก็ชอบนะครับ”

“เพราะงั้น เมื่อคุณหายเศร้าก็ไปหาอะไรดีๆ เข้ามาในชีวิต เริ่มจากการไปหาซูชิกินกันสักชิ้นดีไหม?”

ผมหัวเราะ นั่นสินะเราเศร้าได้ เราไม่ควรจะหนีมันหรือปิดกั้นมัน ให้มันอยู่กับเราแต่เราก็ต้องหาทางเอาความสุขมาเติมเต็มในส่วนที่หายไปตอนเราเศร้าด้วย ไม่งั้น เราก็จะไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้อีก

“ผมว่า ทั้งคุณและผมคงไม่อยากจะตายเสียแล้วล่ะ” เธอได้ยินดังนั้นก็นั่งเงียบ เหมือนคิดอะไรอยู่ ก่อนจะหัวเราะออกมาเช่นกันและก็ได้มีความเงียบเข้ามาครอบงำพร้อมกับรัตติกาลอันมืดมิด มีเพียงแสงจันทร์ที่ส่องลงมาเป็นแสงนวล

เราทั้งคู่มองหน้ากันอยู่นาน จนในที่สุดผมก็ตัดสินใจพูดต่อด้วยตัวโทรศัพท์

“ผมชื่อรัตตินะครับ” 

“ส่วนฉันชื่อจันทร์ค่ะ คุณยามิโยะ”

ผมพูดไม่ออกบอกไม่ถูกเลยทีเดียว ไอ้แอพพลิเคชั่นเวร ผมถอนหายใจก่อนจะชี้นิ้วหาตัวเองและพูดด้วยรอยยิ้ม ครานี้ ไม่มีหุ่นยนต์ใดมาแปลคำพูดผม “รัตติ”

“โอว” เธอส่งเสียงคลับคล้ายว่าเข้าใจและชี้ตัวเธอเองเช่นกัน ไม่มีหุ่นยนต์กั้น “มิซุกิ อาคาโอชิ มิซุกิ”

“เอ่อ อาริกาโตะ โกไซมัซ มิซุกิซัง” ผมก้มหัวขอบคุณเธอโดยไม่อาศัยโทรศัพท์อีก ไม่รู้เพราะอะไรกัน แต่ใบหน้าของเธอแดงเล็กน้อย เกาหัวคล้ายกับว่าเขินบางอย่าง เธอมีท่าทีเหมือนจะเอ่ยบางอย่าง แต่รีบดึงตัวกลบมาหาโทรศัพท์ของตน กระซิบบางอย่าง เงี่ยหูฟังสิ่งที่มันตอบกลับมา จึงค่อยเปิดปากตอบผม

“ขะ ขอบคุณค่ะ รัตติซัง” 

และเราทั้งคู่ก็คุยเรื่องสัพเพเหระต่อจนรุ่งสาง โชคดีไม่น้อยที่ระเบียงนั้นเป็นของคนที่ผมรู้จัก ถึงแม้เขาจะมึนงงเป็นอย่างมากผมก็พอจะแก้ปัญหาได้อย่างถูๆ ไถๆ ซึ่งพวกเราพอออกมาได้ก็แวะไปกินซูชิที่ร้านหนึ่งมิซุกิแนะนำ

น่าเสียดายไม่น้อยสำหรับเวลาอันจำกัด ผมจำเป็นจะต้องขึ้นเครื่องกลับประเทศไทยเสียแล้ว ซึ่งผมเองก็แทบจะหมดแรงเมื่อไปถึงสนามบิน ผมอยากสลบกลางสนามบินเลยทีเดียว โดยตอนผมกำลังจะขึ้นเครื่อง มิซุกิเองก็มาส่งผมด้วย ทำเอาหัวใจผมพองโตอย่างบอกไม่ถูก

“ขอให้โชคดีนะ รัตติซัง” ทว่าเสียงเธอกลับประหลาดชอบกล มีความทุ้มต่ำกว่าเดิม รวมถึงท่าทางการยืนที่เป็นเหมือนผู้ชายอีกต่างหาก ส่วนชุดเธอก็สวมเป็นกางเกงขายาวกับเสื้อยืดราวกับไม่สนว่าใครจะมองยังไง “ครั้งหน้าไว้เจอกันนะ”

“เอ่อ มิซุกิ คุณโอเครึเปล่า?” ผมเอ่ยปากถาม ซึ่งเธอก็ยังคงยืนมั่น

“อะไร ฉันโอเคอยู่แล้ว นายพูดอะไร” เธอรีบพูด ก่อนจะมองซ้ายขวาและกระซิบบางอย่างเข้าในโทรศัพท์อีกครั้ง โดยรอบนี้เธอลดเสียงจนผมต้องเอาหูไปชิดโทรศัพท์

‘พอดีว่าฉันเป็นคนห้าวๆ แบบนี้ เมื่อคืนฉันแค่ปลดปล่อยออกมาทั้งหมดเลยแบบ ฟีลมันมาเลยเหมือนคนละคนน่ะค่ะ’

ฟังเหตุผลที่ประหลาดนั้นแล้วก็พอจะทำให้ผมเข้าใจได้บ้าง ถึงจะงงๆ ก็ตาม ยังไงก็แล้วแต่ การที่เธอมาส่งก็ทำให้ผมมีรอยยิ้มกว้างอยู่ดี

“คุณมิซุกิ ผม...ขอบคุณมากนะครับ ขอให้ทุกอย่างเป็นไปด้วยดีนะครับ ผมเชื่อว่าคุณจะต้องสำเร็จแน่นอน ผมหวังจะได้เห็นคุณบนทีวีในอนาคตนะครับ” เมื่อตัวหุ่นยนต์กล่าวจบ เธอก็ยิ้มเบาๆ 

“ขอให้รัตติซังโชคดีเช่นกันนะคะ ฉันก็หวังว่าเมื่อไหร่ที่ฉันโด่งดังมากมายแล้ว จะได้เล่นเป็นนางเอกในละครเวทีของคุณเช่นกัน” คำพูดที่เธอคงตั้งใจให้เป็นเพียงคำอวยพรกลับจุดประกาย ท้าทายผมเสียแล้ว

“ได้ครับ ได้แน่นอน คุณก็ต้องทำให้ได้นะ ผมอยากให้นักแสดงของผมเป็นมือหนึ่งของญี่ปุ่น”

เราต่างยิ้มให้กันและกัน ก่อนที่ผมจะขึ้นไปบนเครื่องบินผมกับเธอก็ได้กอดอำลากันเป็นครั้งสุดท้าย 

ผมคิดอยู่นาน ในที่สุดผมก็มั่นใจแล้วว่าเหตุผลของชีวิตคืออะไร อย่างน้อยก็สำหรับผม คนเราเป็นคนเห็นแก่ตัวทั้งหมด คนดีก็จะทำแต่ในสิ่งดีๆ คนที่รักครอบครัวก็จะทำแต่เรื่องที่ทำให้ครอบครัวเขามีความสุข นั่นคือเหตุผลของเรา ที่เรามีชีวิตอยู่ก็เพราะเราได้ทำในสิ่งที่ตนรู้สึกมีความสุขที่ได้ทำ ผม...ผมอยากทำละครเวที ผมก็จะยังคงทำมันเพราะมันคือความสุขของผม ครอบครัวที่ผมมี ผมก็จะเลี้ยงดูอย่างสุดความสามารถเพราะมันคือความสุขของผม ชีวิตเรามันสั้น หากเราเศร้าตลอดไป คนที่เรากำลังทำให้เสียเปรียบคือตัวเราเอง เพื่อความคุ้มค่าเราต้องใช้มันให้ดีที่สุดไปเลย!


เยาวชนได้รับรางวัล ๕.png