ผมยังมองเห็นแสงนั่นเสมอ

ประกวด ๔.png


‘เอ๋ยเจ้าแก้ว

‘แก้ว’ เป็นเด็กชายกำพร้าผู้มีความฝันอันแน่วแน่ว่าจะเป็น ‘นักเขียน’ ให้ได้ ไม่มีใครเคยดูแคลนเขาสักคนว่าจะทำไม่สำเร็จ เพราะถึงอย่างไรทุกคนก็รับรู้ได้ว่ามันไม่มีทางเป็นจริง 

แก้วเป็นเด็กดี ขยัน อดออม มัธยัสถ์ นับว่าเป็นเรื่องดีที่เขามักถูกกล่าวชมเรื่องเหล่านี้บ่อย ๆ น้อยครั้งนักที่เขาจะกระทำเรื่องเสื่อมเสีย ทุก ๆ วันของแก้วผ่านพ้นด้วยความคิดอันบริสุทธิ์และการมองโลกในแง่ดี เขายิ้มสู้กับทุกอย่างที่เข้ามาในชีวิต

กิจวัตรประจำวันนั้นก็มีเพียงเรียนหนังสือและเรียนพิมพ์ดีด

ทำไมเขาถึงยังเรียนเรื่องโบราณขนาดนั้น

ไม่มีใครใคร่สน

“คุณครูครับ วันนี้เป็นอย่างไรบ้างครับ ช่วยอ่านที่ผมพิมพ์ให้ฟังหน่อย”

ครูสอนพิมพ์ดีดจะอ่านสิ่งที่แก้วพิมพ์ทุกวันหลังเลิกเรียน เพื่อให้เขาฟังและนำไปปรับปรุงครั้งต่อไป ในตอนแรกเริ่มนั้น แก้วแทบจะพิมพ์ไม่ทันและพิมพ์ผิด กระดาษที่หมุนออกมาจึงปรากฏเป็นตัวอักษรที่ไม่ว่าใครอ่านก็ไม่สามารถทำความเข้าใจได้ 

“เอาล่ะจบแล้ว เป็นไงจ๊ะแก้ว ครูว่าวันนี้แก้วมีพัฒนาการขึ้นมามากเลยนะ ตกหล่นไม่กี่คำเอง”

“ครูก็พูดให้กำลังใจแบบนี้ทุกที…ผมรู้ดีหรอกว่ามันแย่เหมือนเก่า”

“โถ…แก้ว ถึงจะช้าแต่ชัวร์นะจ๊ะ”

ทำไมเขาเกิดมาไร้ความสามารถอย่างนี้ เรื่องง่าย ๆ คนทั่วไปก็ทำได้ แต่เขากลับทำไม่ได้ ซึ่งสาเหตุก็คงมาจากตัวเขาที่ด้อยกว่าคนอื่นนี่ล่ะ

วันนั้นหลังเลิกเรียน แก้วก็เดินคอตกกลับสถานสงเคราะห์ที่เขาเรียกว่า ‘บ้าน’ อย่างเช่นทุกวัน ความร้อนของตะวันยามเย็นอาบไล้ผิวกายจนร้อนรุ่มใจ เหล่านกกระจิบส่งเสียงร้องเหมือนกำลังบอกลาวันที่กำลังดับมืดกระทบเข้าโสตจนแก้วไม่อาจรีรอได้อีกต่อไป เด็กชายย่างเท้าตามเสียงรถเมล์เพื่อหาทางกลับอย่างรวดเร็ว เขาตั้งใจแล้วว่าตนจะต้องพิมพ์ดีดได้ดีภายในสองสามวันนี้ อย่าหวังว่าจะมีอะไรมาเป็นอุปสรรคแก่ดวงชีวิตอันกระจ้อยร่อยนี้อีกเลย

ฉับพลันก็คล้ายว่าโลกทั้งใบหลุดออกจากสติ 

ทว่าพอลืมตาขึ้นมาอีกทีก็ต้องแปลกใจเมื่อภาพที่เห็นตรงหน้าไม่ใช่ภาพของโลกที่แก้วจินตนาการไว้ หินที่ทอดเป็นทางเดินสายยาวอยู่ข้างหน้าเป็นหินที่ทำจากลูกกวาดสีหวานนานา ส่วนข้างทางซ้ายขวากลับมืดสนิท เหมือนสิ่งที่รออยู่ข้างหน้าหรือว่าคนที่กำลังควบคุมโลกใบนี้ต้องการให้เขาเดินตามทางที่ปูไว้ เด็กชายก้าวขาข้างหนึ่งออกด้วยความหนัก 

ทำไมถึงได้หนักเช่นนี้

เดินมาเรื่อย ๆ ทั้งที่ใจก็กลัวว่าจะตกลงจากทางสีพาสเทลดำดิ่งสู่ความมืดที่มองไม่เห็นความสิ้นสุด สุดท้ายก็มาพบประตูบานเล็กที่ปลายทาง แก้วเปิดแง้มเข้าไปเล็กน้อย แต่ไม่นานก็มีแรงดึงประตูเข้าไป ส่งผลให้ร่างของเด็กชายเข้าไปยังสถานที่ที่ไม่คุ้นตาอีกหนหนึ่ง ซึ่งคราวนี้แม้แต่ท้องฟ้าก็ยังสีชมพู นกทั้งหลายกลับกลายเป็นลูกอมหลากสีลอยเต็มผืนฟ้า ภาพข้างหน้ามีแต่ความสว่างที่เรียงรายไปด้วยซุ้มร้านลูกกวาด ขนม นมเนย ไม่มีสักที่ที่จะปรากฏเป็นสีขาวดำ

ตุ๊กตาหมีเจ้าของร้านเครื่องประดับที่ทำจากลูกอมตัวหนึ่งเดินเข้ามาหาแก้วอย่างเป็นมิตร ในมือที่ทำจากปุยนุ่นนั้นถือเอาลูกโป่งเมฆสีฟ้ามามอบให้แก้วด้วย เด็กชายรับพร้อมกล่าวของคุณ ในใจนั้นสับสนเหลือคณา สถานที่แห่งนี้คือที่ใด มันไม่ใช่โลกที่ควรจะเป็น?

“สวัสดีแก้ว”

แต่แล้วก็มีร่างขนาดเท่ากันร่างหนึ่งเดินเข้ามาหาแก้ว ในมือถือนั้นมีหนังสือเล่มหนามากอยู่เล่มหนึ่ง เขาส่งยิ้มแล้วมอบมันให้แก้ว

“นายเป็นใคร ที่นี่ที่ไหน?”

“เราเป็นนายไง เราชื่อแก้ว”

เด็กชายตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ส่วนแก้วตัวจริงได้แต่ตาโต อ้าปากค้าง

“นี่คือจินตนาการของนายที่มีต่อโลก ต่อสิ่งที่นายต้องการเห็นมาตลอด เป็นไง น่าอยู่มากเลยใช่ไหม วันทั้งวันก็เอาแต่เที่ยวเล่นให้เพลินใจ มีความสุขกับของหวานมากมายไม่ต้องสนใจโลกใบอื่น เพื่อนเล่นคุณหมี คุณกระต่ายก็มีมากมาย…พ่อกับแม่เราก็อยู่ที่นี่นะ”

ทำไมเขาจะไม่เข้าใจเจตนาชักชวนของตัวเขาอีกคน ดูเหมือนว่าแก้วคนนี้จะต้องการให้เขาเข้ามาอยู่ในโลกที่เขาจินตนาการไว้จริง ๆ แต่สิ่งที่ทำให้แก้วประหลาดใจยิ่งกว่าคือการได้เห็นรูปร่างและใบหน้าที่เป็นตัวเขาตรงหน้านี้ แน่นอนว่าเขาไม่เคยเห็นมาก่อน

นี่คือเขาจริง ๆ หรือ?

แก้วทำท่าเหมือนจะได้สติ จากนั้นก็ตอบตัวเองกลับไป

“ขอโทษนะ ผมสับสนไปหมดแล้ว ตกลงนี่คือความฝันใช่ไหม ช่วยบอกผมทีตอนนี้ผมอยากออกไปจากที่นี่แล้ว มันน่ากลัวเกินไป”

“จะออกไปทำไม ที่นี่น่ะหรือน่ากลัว? เบิกตามองให้รอบ ๆ สิแก้ว ที่นี่เป็นสวรรค์ชัด ๆ นายจะยังไปที่ไหนอีก นายจะกลับไปดิ้นรนอย่างคนไร้ค่าทำไมอีก?”

แก้วรู้ตัวดีแน่แล้วว่ากำลังถูกความฝันที่ดูเหมือนจะสว่างจ้าแต่กลับมืดหม่นด้วยความเหงาเศร้าของตัวเองกลืนกินจึงได้สาวเท้าวิ่งอย่างสุดกำลังไปยังประตูบานที่ผ่านเข้ามา ทว่าประตูบานนั้นเลือนหายไปกับตา เหลือเพียงท้องฟ้าที่ตอนนี้ปกคลุมด้วยกระดาษพิมพ์ดีดที่เขาพิมพ์ผิดซ้ำ ๆ ภาพที่เห็นยิ่งตอกย้ำความรู้สึกของเขาให้เจ็บไปถึงกระดูก หรือว่าเขาไม่เหมาะที่จะมีความฝันเลย?

แก้วส่ายหัวให้ความคิดที่หมดไฟนั้นหลุดออกจากห้วงคำนึง แม้ว่าตอนนี้โลกสีลูกกวาดจะถูกแทนที่ด้วยกระดาษพิมพ์นิยายของเขาเต็มไปหมด แต่เด็กชายแก้วอีกคนยังคงยืนสงบอยู่ที่เดิมพร้อมทั้งส่งยิ้มแบบเดิมมาให้

“นายทำมันไม่ได้หรอก นายเป็นนักเขียนไม่ได้แน่ ทุกคนรู้ดี…นายยิ่งรู้ดี”

“ผมจะไม่มีวันยอมแพ้ ผมจะไม่ตายจนกว่าจะทำตามความฝันสำเร็จ”

“…”

เมื่อเห็นแววตามุ่งมั่นของเขา แก้วตัวปลอมก็ค่อย ๆ หุบยิ้มแล้วเดินเข้ามาหาจนประชิดตัว กระทั่งแก้วตัวจริงเริ่มหวาดกลัวและเดินถอยหลังไปเรื่อย ๆ

“กลัวหรือ?...นายกำลังกลัวตัวเองอยู่นะ แล้วแบบนี้นายจะอยู่บนโลกที่แม้แต่นายยังกลัวตัวเองได้ยังไง”

ครืด!

แก้วสะดุดอะไรบางอย่าง แต่ความรู้สึกหลังจากนั้นชวนให้ผวายิ่งกวาเมื่อตัวเขาลอยเคว้งกลางอากาศ แก้วพยายามคว้าหาที่เกาะจนจับรากไม้ไว้ได้รากหนึ่ง นี่ถ้าเขาสามารถเขียนนิยายในสถานการณ์นี้ได้ จะนับได้ว่าเป็นเรื่องที่น่าเร้าใจและพิศวงเลยทีเดียว เขาคิดและยิ้มน้อย ๆ ออกมาอย่างไม่รู้ตัว แล้วเงาหนึ่งก็พาดผ่านสายตาลงมา แก้วอีกคนกำลังส่งมือลงมาช่วยดึง เขาจะเลือกตกลงไปในก้นหุบเหวหรือว่าเลือกความช่วยเหลือจากตัวเขาเองดี?

“ลองอ่านนั่นสิ ที่เราให้ไป”

แก้วพยายามใช้มือที่เหลืออีกข้างเปิดอ่านหนังสือที่เขาอีกคนให้ในตอนแรกอย่างระมัดระวัง พอเริ่มอ่านไปสักสองบรรทัด ก็มีไอความร้อนบีบให้น้ำไหลออกจากตา

‘ในบ้านสีมืดที่ดูกลืนไปกับป่าแห่งหนึ่ง เมื่อดูจากภายนอกย่อมเดากันได้เล่น ๆ ว่าไม่มีสิ่งมีชีวิตใดอาศัยอยู่ข้างในนั้นอย่างแน่นอน แต่จะมีอยู่คืนหนึ่งที่มีดวงไฟจากตะเกียงน้ำมัน…’

นี่มันข้อความที่เขาคิดไว้ในหัว เป็นนิยายตอนแรกที่แก้วพยายามที่จะเขียนอยู่ เป็นสิ่งที่คุณครูอ่านให้ฟังทุกวัน นี่คือ…นิยายที่เขาเขียนทั้งเล่มหรือ?

นานแค่ไหนแล้วที่ไม่ได้ร้องไห้ตั้งแต่เหตุการณ์คราวนั้น 

“จับมือเราไว้ ถ้าแก้วยังอยากทำตามความฝันต่อ…อย่าโกรธเกลียดเรา อย่ารู้สึกไม่ดีกับเรา เพราะเราเป็นคนเดียวที่จะอยู่เคียงข้างแก้วไปจนถึงวันนั้น”

แก้วร้องไห้อยู่อย่างนั้นแล้วค่อย ๆ เอื้อมมือหมายจะจับความช่วยเหลือจากตัวเขาอีกคน เมื่อขึ้นมาจากหน้าผาได้ แก้วก็เช็ดน้ำตาออกแล้วจ้องแก้วตรงหน้าที่ยังยิ้มให้ด้วยความไมตรี

“ขอโทษ…ผมโทษตัวเองมาตลอดที่ทำให้ตัวเองต้องกลายมาเป็นแบบนี้ อยู่ที่นี่สบายดีไหม?”

“สบายมากเลย ได้เห็นตามที่นายจินตนาการ” แก้วอีกคนตอบ

“ไม่ว่านายจะผ่านเรื่องราวเลวร้ายนั้นมานานแค่ไหน แต่นายก็ยังโทษตัวเองอยู่อย่างนี้ก็ไม่ช่วยทำให้อะไรดีขึ้นหรอกนะ พ่อแม่ไม่ได้เสียใจเพราะนาย คุณครูไม่ได้หลอกลวงนาย คนบางคนตาบอดตั้งแต่เกิดด้วยซ้ำ ทำไมไม่มองว่าตนเองช่างโชคดีแค่ไหนที่มีมือมีเท้าครบถ้วนอยู่ นายยังทำอะไร ๆ ได้มากกว่าพวกเขาที่พิการมากกว่านาย นายน่ะ…ช่างโชคดีขนาดนี้ ยังจะโทษตัวเองหรือโชคชะตาอีกทำไมกัน บางที…นี่อาจเป็นของขวัญพิเศษที่ดลบันดาลให้นายพยายามผลักดันตัวเองก็ได้นะ”

ไม่ใช่ว่าแก้วจะไม่ดีใจ หากได้อยู่ในโลกลวงตานี้ตลอดไปก็ดีเหมือนกัน เพราะอย่างน้อยเขาก็สามารถมองเห็นโลกที่เขาจินตนาการอย่างไม่มีที่สิ้นสุดนี้ได้ แต่ถ้าหากกลับไปยังโลกแห่งความจริง

เขาก็เป็นเพียงเด็กชายตาบอดที่มีความฝันอยากจะเป็นนักเขียน…

แต่ก็อย่างที่ตัวเขาบอกมา แม้ในคำพูดเหล่านั้นจะไม่มีคำว่า ‘อย่ายอมแพ้’ ทว่าแก้วก็สามารถทำความเข้าใจได้ว่า ตัวเขาคนนี้นั้นต้องการให้เขากลับไปทำความฝันให้สำเร็จ เขาอาจจะยังโชคดีกว่าใครอีกหลายคนบนโลกใบนี้ เขาอาจจะไม่ต้องมองเห็นสิ่งโสโครกของสังคม เขายังคงจินตนาการได้ว่าโลกที่ตนอยู่สวยงามอยู่ในความมืดมิดที่เขามองไม่เห็น

“งั้นผมไปละนะ”

เมื่อกล่าวเช่นนั้น แก้วอีกคนก็ยิ้มตอบอย่างอ่อนโยนให้เขา จากนั้นก็ค่อย ๆ หายตัวไป

เกิดขึ้นเป็นครั้งที่สอง โลกของเขาดับไปแล้วก็มารู้สึกตัวอีกครั้งเมื่อได้ยินเสียงพี่เลี้ยงที่สถานสงเคราะห์อันคุ้นเคยดังอยู่ข้างหู 

“ฟื้นแล้วค่ะคุณป้า!”

แก้วรู้สึกชาทั้งตัวและขยับอะไรไม่ได้ ได้ยินแค่เสียงเครื่องมือต่าง ๆ ของหมอที่ตรวจนู่นนี่นั่นกับเสียงพูดคุยกันของคนประมาณสามสี่คน

เด็กชายแก้วยกยิ้มที่มุมปากอย่างเหม่อลอย เขากลับมายังโลกแห่งความเป็นจริงนี้สักที ต้องขอบคุณแก้วในฝันที่ทำให้เขากลับมาสานต่อปณิธานแห่งความฝันด้วยความโล่งใจ เขาจะไม่โทษตัวเองอีกแล้วที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุที่พรากเอาพ่อแม่และการมองเห็นของเขาไป

ไม่มีอีกแล้ว

ต่อไปนี้เขามีแต่ความรู้สึกดี ๆ ให้ตัวเองทุกวัน

เอยเจ้าแก้ว’


นายแก้วยิ้มอย่างพอใจกับผลงานที่เขียนไป ผู้ช่วยทั้งสองคนก็ทำงานกันอย่างเต็มที่กับเรื่องราวที่อิงจากเรื่องจริงของผู้เขียน ทั้งตรวจความถูกผิดของตัวอักษร เรียบเรียงเหตุการณ์ก่อนหลัง และต่าง ๆ อีกมากมายที่นายแก้วคนเดียวอาจไม่สามารถเขียนให้สมบูรณ์ได้ 

ชายหนุ่มทรงภูมิฐาน มีรัศมีแห่งความหวังแผ่กระจายอยู่รอบตัว ผู้คนต่างชื่นชอบงานเขียนที่เป็นแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตของเขารวมถึงตัวเขาด้วย แม้ว่าจะเกิดมามองเห็นช่วงหนึ่ง และอีกแปดส่วนของชีวิตที่เหลืออยู่จะมืดบอดมองไม่เห็นอีกตลอดกาล แต่นายแก้วก็ยังดำรงชีวิตได้เป็นอย่างดีเรื่อยมาจนกระทั่งทำตามฝันได้สำเร็จ เขายืนอยู่ ณ จุดที่เขาฝันได้แล้ว บางทีอาจจะเหนือขึ้นมามากกว่านั้นด้วยซ้ำ

นายแก้วถอดแว่นตาดำที่สวมตลอดวันพร้อมกับวางไม้เท้าคู่ใจที่คุณครูสอนพิมพ์ดีดมอบให้ในครั้งที่สองของการเรียนไว้ข้างหัวเตียง จากนั้นก็เอนกายเข้าสู่ห้วงนิทราของค่ำคืนที่ยาวนาน ในนั้นเขาจะได้มองเห็นทุกสิ่งตามใจปรารถนา เรื่องราวที่เห็นจะถูกนำมาเขียนเป็นนิยายต่อให้ผู้อ่านซึมซาบรับรู้ไปอีกนานตราบเท่าที่เขายังเป็นผู้เขียนฝัน

และแม้ว่าดวงตาจะไร้การเยียวยาให้มองเห็น แต่แสงแห่งความฝันและความหวัง นายแก้วยังมองเห็นมันเสมอ มันเป็นแสงเล็ก ๆ แต่ยิ่งใหญ่ ยังคงส่องสว่างไสว…อยู่ในความมืด

แก้วอีกคนยิ้มอย่างพอใจ เมื่อนิยายเล่มหนาที่ตนถือมาตลอดเขียนจบลงด้วยดี…


มีนานานา




เยาวชนได้รับรางวัล ๔.png