เมอร์รีคริสต์มาส มิสเตอร์ลอว์เรนซ์

ประกวด ๓.png


อย่างแรกก่อนเล่าเรื่องทั้งหมด ผมอยากบอกให้คุณรู้ว่าโลกหลังหน้าต่างห้องคุณเหมือนภาพวาด และผมไม่เคยถามคุณว่าคุณมองมันบ่อยหรือไม่ เพราะผมจะไม่มีวันได้ถามคุณอีก

เราเจอกันใต้แสงไฟ มือผมเย็น ตาคุณเศร้า ทั้งวันนั้นเป็นวันห่วยแตกของคุณและผม ผมรู้ได้จากดวงตาของคุณ คุณคงไม่รู้ว่าผมสังเกตคุณขนาดนี้ เพราะคุณมองผมแค่ขณะเดียว แล้วคุณก็ให้ผมเห็นใบหน้าข้างของคุณ ตอนนั้นเองที่เราทักทายกัน คืนนั้นทั้งคืน คุณแนะนำผมรู้จักกับกล่องเล็กๆ ที่คุณเรียกมันว่าห้องของคุณ

เราเสียเวลาชีวิตด้วยกันสี่ชั่วโมงบนโซฟาของคุณ เสียไปกับการเล่าเสี้ยวส่วนชีวิตตัวเอง เพื่อยืนยันว่าผมไม่ใช่ตุ๊กตาเด็กผู้ชาย และคุณไม่ใช่หุ่นลองเสื้อ คุณบอกผมว่าคุณไม่กล้าจูบใครก่อน ผมจึงขัดดักคุณไว้ว่าผมไม่ได้ต้องการความสุขกลั่นจากกายกับคุณ ผมแค่อยู่ตัวคนเดียวนานเกินไป ไม่ได้พูดนานเกินไป การไม่เป็นตัวเองของผมเหมือนโดนปูนฉาบทั้งตัว สลักเป็นรูปคนหนึ่งที่เหมือนผม แต่นั่นไม่ใช่ผม ประติมากรรมนั้นไม่รู้สึกว่ามือทำอะไร เท้าเดินไปที่ไหน หรือเปล่งเสียงอะไรออกไป ผมอยากเป็นตัวผมแบบจงใจ ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ผมหวังลึกๆว่าคุณจะไล่ผมออกไปจากห้องคุณ เพราะผมรับรู้ตัวบนโซฟาคุณไปแล้วว่าผมเพิ่งแสดงความเห็นแก่ตัวออกไปให้คุณเห็น อย่างไรเล่า คุณยิ้ม มันเป็นริมฝีปากอบอุ่นใต้ดวงตาเศร้าเย็นชืด ผมไม่เคยเห็นความหม่นหมองและความงามผสมกันในรูปแบบนี้ ผมจำใบหน้าคุณไว้ จำความปกติของคุณที่มีต่อทุกท่าทีของผม ดีเหมือนกัน เราไม่ได้คุยแบบนี้กับใครนานแล้ว ผมขอให้คุณฉลาดพอจะรู้ว่าคำพูดนั้นที่คุณเพิ่งส่งสารออกไป บางครั้งมันมีความหมายแฝงว่า ผมเริ่มชอบคุณแล้ว อยู่ตรงนี้สักพักหนึ่งได้ไหม คุณไม่ผิดหากคุณไม่รู้ แค่คุณเพิ่งทำให้บางส่วนในตัวผมเปราะบาง

เรานั่งใกล้กัน หัวเข่าแนบกันของคุณกับผมเป็นอย่างเดียวที่แสดงว่าเราแนบชิดกัน สัมผัสนั้นต่างจากภายในรถโดยสารหรือรถไฟฟ้า ผมแนบกับผู้โดยสารอื่นๆเพราะความแออัดบีบให้ชิดกัน แต่ผมแนบกับคุณเพราะผมรู้ว่าผมจะไม่เจอคุณในความแออัดอื่นๆ หรือโลกที่ผมอยู่ ผมควรถามคุณเรื่องไหนให้ผมรู้จักคุณมากกว่านี้ ผมจับจ้องที่กองหนังสือบนโต๊ะคุณ ซึ่งเรื่องเซเปียนส์อยู่บนสุด ถัดจากนั้นคือมือถือ กระเป๋าสตางค์ เอกสาร กุญแจรถ ของคุณทั้งหมด ผมไม่ได้หยิบพวกมันมาถามกับคุณเลย แต่ผมถามคุณเรื่องหมา เพราะผมไม่ได้สนใจตารางยกน้ำหนักบนผนังห้องคุณสักนิด ผมสนใจรูปหมาที่คุณติดไว้ คุณถามผมว่าทำไมถึงรู้คุณชอบหมา ผมบอกว่าถ้าคุณไม่ได้ชอบหมา แปลว่ารสนิยมแต่งห้องคุณต้องห่วยมากๆ

 

รูปหมาติดผนังใบนั้นทำให้ผมรู้จักน้องสาวคุณ แม่คุณด้วย ผมเลยรู้จักแผลเป็นที่คุณได้จากพวกเขา แผลเป็นครอบครัว ทุกคนทุกบ้านมีกันหมด คุณอยากเลี้ยงหมา น้องสาวคุณเองอยากเลี้ยงด้วยเหมือนกัน แต่แม่คุณไม่ชอบหมา แม่คุณไม่ชอบสัตว์เลี้ยงใดๆ คุณจึงขอให้แม่ยอมเลี้ยง ขอซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนแม่คุณเลี้ยงหมาไปแล้วสองตัว ผมคงบอกว่ามันฟังดูน่ารักมากๆ หากตอนจบของเรื่องคุณไม่บอกว่า หมาเป็นตัวเชื่อมให้ทั้งบ้านเรากลับมาอยู่ด้วยกันได้ มันเป็นเหตุผลที่น้องเรากลับมาดูแลแม่ มันเป็นเหตุผลที่เรายังอยากกลับบ้าน คุณดูเด็กลงไปเยอะมากเมื่อคุณพูดจบ คุณยิ้มให้กับหน้ากระดาษอดีตที่คุณพลิกกลับไปอ่าน และอย่างหนึ่งที่มันเกิดขึ้นเงียบๆ คือคุณจับมือผม ขณะคุณคิดถึงแม่ น้องสาว และหมา ผมไม่แน่ใจว่าผมคิดถูกหรือไม่ ว่าผมรู้สึกเหมือนคุณกำลังบอกผมว่าช่วงเวลานั้นมันอบอุ่นขนาดไหน ผ่านความอบอุ่นในมือคุณ

คุณใช้เวลาตีหนึ่งสิบสองนาทีมาเป็นข้ออ้างว่ามันดึกแล้ว ผมไม่ควรกลับไปนอนที่ห้องตัวเอง ข้อสรุปของคุณจึงกลายเป็น ผมนอนที่ห้องคุณคืนนี้ดีกว่า ผมปฏิเสธคุณ และคุณเอาเสื้อผ้าคุณมาให้ผมแทนการตอบอีกรอบว่าผมไม่ควรกลับไป ผมพยายามไม่คิดว่าผมสวมคุณลงไปบนร่างกายผม กลิ่นน้ำยาปรับผ้านุ่ม กลิ่นน้ำหอม กลิ่นเหงื่อจางๆของคุณ คุณปิดไฟ ตาผมบอดขณะหนึ่ง แล้วมันค่อยๆสว่างเป็นภาพแตกพร่าเหมือนหนังเก่า คุณเอนหลังลง ศีรษะจมลงบนหมอน คุณสบตากับผมในฉากนั้น เมื่อกลางคืนในตาผมสว่างจากสีดำเป็นสีม่วงเข้ม ผมได้คำตอบว่าเมืองที่ผมตั้งใจอยู่ชั่วคราวสว่างเกินไป แสงไฟจากร้อยบานหน้าต่างด้านนอกทำลายความมืดไปนานแล้ว ดวงไฟจากคอนเสิร์ตสักที่สาดขึ้นทั่วฟ้า มันไม่ได้ทำให้ห้องคุณมืดสนิท มันแค่เป็นความชัดเจนขึ้นว่าคุณอยู่ในความขุ่นมัว ก่อนที่คุณจำเป็นต้องใช้ชีวิตอีกยี่สิบสามชั่วโมงของวันพรุ่งนี้ ผมกอดความหมองเศร้าในค่ำคืนนั้นแน่น ผมจูบคุณ คุณรับรู้ถึงความวูบวาบในตัวผม เราจึงจูบกัน

คุณหลับ ผมหลับไปหลังคุณจากนั้นอีกสักพักหนึ่ง พักใหญ่ๆ สายตาอยู่ที่มือซ้ายตัวเองบนอกคุณ มือขวาคุณประสานมันไว้ เราจากกันไปไหนก่อนเรามาพบกัน ผมคิดพลางหลับตา ผมไม่ได้ฝันเรื่องใดเลยบนเตียงคุณ ผมแค่เดินผ่านทุ่งหญ้าสักแห่ง วิ่งริมถนนสักสาย ลอยหงายอยู่กลางอ่าวสีครามสักที่ โดยกุมมือซ้ายไว้ ที่เคยสัมผัสอกคุณ จังหวะชีพจรคุณเต้นพร้อมกันกับเส้นเลือดข้อมือผม ทุกครั้งที่ผมนับลมหายใจเข้า ออกของคุณ ผมได้ยินเสียงตัวผมกระซิบ มันไม่สามารถส่งไปถึงคุณได้ เพราะมันยังเร็วไปที่คุณจะได้ยิน ผมจึงได้ยินมันซ้ำๆ ว่าผมคิดถึงคุณ คิดถึงคุณ ถึงคุณ คุณ

เช้าตรู่ ดวงอาทิตย์เป็นสีแดง ฟ้าเป็นสีชมพู ก่อนมันจะร้อนขึ้นและเปลี่ยนเป็นสีเหลือง แปรฟ้าทั้งผืนเป็นสีทอง ผมมองหน้าต่างห้องคุณ มันเป็นป่าเขียว กั้นกับทั้งเมืองด้วยกำแพงสังกะสี แล้วหมู่นกขาวก็ผุดขึ้นจากแมกไม้ แสดงความเป็นเจ้าของท้องนภาเพียงโผปีกบิน ทั้งหมดนั่นเหมือนภาพวาด ลงตัวทุกองค์ประกอบ อย่างกับงานศิลป์เคลื่อนไหว คุณไม่มีทางรู้ว่าผมขโมยรูปนั้นไปจากห้องคุณ ซ่อนไว้ในความทรงจำ ผมเดินกลับไปหยิบเสื้อผ้าของผมบนพื้น สวมกลับ วางของคุณไว้ในตะกร้า ผมนั่งบนโซฟาเมื่อไม่ได้ยินเสียงน้ำจากฝักบัว ประตูห้องน้ำถูกปลดล็อก คุณเดินออกมา ผมยังจำรูปร่างของคุณได้ คุณคงไม่โกรธผมใช่ไหมหากผมคิดว่าคุณเหมือนดาวโป๊ อย่างไรอย่างนั้น เรื่องที่ผมคิด คุณจะรู้เมื่อผมพูด และผมคิดก่อนพูดเสมอ ผมยิ้มให้คุณ คุณถามถึงเหตุผลที่ผมยิ้ม ผมส่ายหน้า เก็บคำว่าดาวโป๊ไว้ในหัว คุณต้องหน้าเหมือนใครสักคนที่ผมเปิดดูบ่อยๆ

มันไม่ได้เกิดขึ้นนาน แต่ผมมองมันแสนนาน คุณฉีดน้ำหอมบนร่างกาย สวมกางเกง ต่อด้วยเข็มขัด ติดกระดุมเสื้อ ไม่มีอะไรทำผมแปลกใจเท่ากับที่คุณใส่แว่น คุณถามผมว่ามันแปลกไปจากเดิมอย่างไร ผมตอบว่าเหมือนที่คลาร์ก เคนท์ ต่างกับซูเปอร์แมน คุณหัวเราะ ผมไม่กล้าบอกคุณหรอกว่าผมชอบใบหน้าคุณเวลาหัวเราะ ผมเก็บรอยยิ้มที่ผมกลั้นไม่ได้โดยเดินนำหน้าคุณมากดลิฟท์ คุณยืนตรงนิ่ง ผมยืนประสานมือ ตัวเลขแดงบนจอนับถอยหลังชั้นที่พวกเรากำลังลง ผมเลือกให้ความเงียบคุยกับผมกับคุณ แต่คุณเลือกทำลายความเงียบเพื่อคุยกับผม เราจะคุยกันต่อใช่ไหม ผมยิ้มให้คุณตอนนั้น ขอมือถือคุณมาเป็นคำตอบ ผมกดเบอร์มือถือให้คุณ เบอร์หลอกใช่ไหม ลิฟท์เปิด กดโทร. จะได้รู้ ลิฟท์ปิด เราแยกทางออกกันไปมีชีวิต

หัวใจผมเต้นแรงเกินไป ขณะรอสายโทร. หาคุณ และเมื่อคุณรับสาย เรียกชื่อผม 

มันหยุดเต้น

มันเต้นอีกครั้งและทำงานเป็นปกติตอนผมหายใจออก

ผมชอบที่เสียงผมกับเสียงคุณผสมด้วยกัน เหมือนชาในแก้วที่สีอ่อนลงเรื่อยๆขณะช้อนชงคน ส่วนใหญ่คุณเป็นคนถาม ผมตอบ เวลาคุณเล่าเรื่องของคุณ และผมอธิบายเรื่องของคุณผ่านมุมมองผม ผมรู้สึกเหมือนผมใช้ชีวิตอยู่กับคุณ ข้างคุณอย่างไรอย่างนั้น มันดูชวนฝันและโคตรเพ้อเจ้อ ไม่ว่าผมจะเข้าขั้นบ้าขนาดไหน ผมมีเขตที่ผมขีดไว้ เพราะผมไม่รู้สึกแย่กับคุณสักนิดหากเราไม่ได้คุยกันบ่อย คุณมีเรื่องที่คุณต้องทุกข์กับมัน เหมือนที่คุณเคยบอกผมว่าเราทุกคนเครียดเสมอ ผมไม่เห็นด้วย แต่ผมเตรียมใจมาพักหนึ่งแล้วการที่ผมเจอคนที่ไม่ได้อยู่ในโคจรชีวิตผม เขามีสิทธิ์จะมีความคิดที่ไม่เหมือนผม นั่นเป็นเรื่องธรรมดา ผมเข้าใจได้ มันแค่เริ่มเป็นรอยแตกเล็กๆระหว่างคุณกับผม ที่พวกเราไม่ได้กลบมัน แค่มอง จากร้อยราว จะเป็นความร้าวราน เพราะมันจะแตกมากขึ้น เราทั้งคู่รู้ และเราทำได้แค่มอง

ที่จริงแล้วผมมีวิธีช่วยคุณ คือเยียวยาคุณ และสาเหตุที่ผมทำไม่ได้ คือคุณไม่ยอมเปิดรอยร้าวของคุณให้ผมซ่อมมัน วันหนึ่ง คุณไม่ยอมให้ผมอยู่ในเรื่องของคุณแล้ว ไม่ยอมให้ผมออกความคิดกับเรื่องราวของคุณด้วยซ้ำ ผมสงสัย คุณเฉลยมันง่ายๆ ว่าคุณมีความคิดทำลายตัวเองตลอด ผมกลับมาคิดว่าหากคุณไม่ได้มองว่าภาพโลกจากหน้าต่างห้องคุณสวย คุณจะมองมันเป็นทางออกของคุณรึเปล่า ในคืนที่คุณหาวิธีแก้ไขเรื่องใดไม่ได้แล้วนอกจากกระโดดลงไป คุณอาจฆ่าตัวเองเป็นสิบครั้งต่อวินาที และคุณกั้นผมไว้ ทั้งไม่ให้ผมเยียวยาคุณ และไม่ให้ผมทำร้ายคุณ ในห้องที่คุณกักความขุ่นมัวของคุณไว้ ผมอยากแสดงออกให้คุณสบายใจว่าผมจะไม่ทำร้ายคุณ แต่อย่างไรเล่าที่คุณจะเชื่อผม คุณไม่ได้มองผม คุณมองตัวเอง คุณไม่คิดถึงคุณในวันต่อไป คุณคิดถึงคุณที่มีแผลสดทั่วตัว ความขุ่นมัวในห้องคุณกลายเป็นความหดหู่ ในทุกชีวิตที่ผมเข้าไปอยู่ในห้องของใครทุกคน ห้องคุณคือห้องที่ผมไม่อยากอยู่ที่สุด เหตุผลพันกว่าข้อผุดขึ้นมาให้ผมใช้เพื่อออกจากห้องคุณไป ผมไม่ได้พูด ผมจะพูดได้อย่างไร คุณขโมยเหตุผลของผมโดยการโอบกอด และจูบ ครั้งที่สองของจูบผมกับคุณไม่เหมือนกับครั้งแรก จูบแรกกับคุณ ผมรับรู้ถึงดินแดนที่ผมไม่เคยไป ความแปลกใหม่ ความสงบ จูบครั้งที่สอง ผมรับรู้เพียงความทุกข์ตรม ความเปราะบาง การแตกสลาย โศกนาฏกรรม 

ผมเคยพูดกับเพื่อนสนิทของผม ว่าหากทุกอย่างเป็นเรื่องที่แน่นอน คุณจะเป็นรักแรกของผม ตอนนั้นที่ผมพูด ความเป็นไปได้หนึ่งเกิดขึ้นพร้อมกัน คือคุณไม่ได้เป็นใครคนนั้นที่ผมหวัง คืนนั้นที่ออกจากห้องคุณ ผมเริ่มเอารักแรกของผมออกจากตัวคุณทีละน้อย คล้ายเด็ดกลีบดอกไม้จากก้าน ไม่ใช่เพราะผมไม่ชอบคุณ ความเปราะบางของผมคือผมชอบคุณจนผมไม่สามารถชอบได้มากกว่านี้ และความเข้มแข็งของผมคือผมรู้เสมอว่าคนที่ผมชอบจะเปลี่ยนไปตามการเติบโตของผม

วันหนึ่ง วันสุดท้าย ก่อนออกจากเมืองใหญ่ไปเยี่ยมบ้าน ผมถามคุณว่าผมเป็นคนที่คุณชอบไหม และผมไม่ได้ถามเล่นถามหยอก ผมใส่ความชัดเจนในคำถามนั้น ผมยังอยากดูแลคุณ ยังอยากให้คุณอยู่ข้างผม คุณไม่ได้เป็นผู้ตอบที่ดี ผมรู้ ก่อนคลื่นความหน่วงพยายามซัดให้ผมจม ผมยังมองว่ามันช่างตลกขันที่คุณยังตอบแย่จนถึงวันสุดท้ายของคุณกับผม คุณบอกให้พวกเราเลิกคุยกัน และคุณขอโทษผมที่คุณไม่ได้ตอบผม ไม่ได้ชัดเจนกับผม แต่ผมรู้จักคุณถึงขั้นที่รู้ว่าคุณไม่ได้บอกเลิกผม คุณกำลังทำร้ายตัวเองอีกครั้ง ผมเลยขอให้คุณคิดถี่ถ้วนกับคำที่คุณไป ทุกครั้งที่ผมคุยคบกับมนุษย์ด้วยกัน ผมนับหนึ่งถึงหนึ่งร้อยเสมอ เว้นครอบครัวและเพื่อนสนิทผม พวกเขาต่างเข้าใจผมที่เป็นเด็กคนหนึ่ง ลูกคนหนึ่ง เพื่อนคนหนึ่ง หนุ่มคนหนึ่ง แต่คนอื่นที่ผมนับด้วย คือเมื่อใดก็ตามที่ผมคุยกับพวกเขา ผมก็เลิกคุยกับพวกเขาได้ พวกเขาไม่ต้องการการเป็นใครคนหนึ่งของผม พวกเขาต้องการคนซึ่งสามารถเข้ามาร่วมขลุกโคลนทุกข์กับพวกเขาได้ วันสิ้นโลกสุดท้าย ผมเอาก้านดอกรักแรกแทงท้องตัวเอง ให้ผมออกจากประติมากรรมที่ผมสร้างเพื่อทนทุกข์กับคุณ ระหว่างคุณกับผม ผมนับถึงหนึ่งร้อยแล้ว ผมฟังคุณมาเยอะมากแล้ว เวลานี้คุณจำเป็นต้องฟังผม เพราะคุณตอบผมกลับว่าคุณตัดสินใจดีแล้ว

คุณไม่มีวันเป็นคนที่ดีกว่าตามที่คุณหวังไว้ ผมบอกกับคุณ คุณจำเป็นต้องรับมือกับงานและปัญหาที่เป็นกลไกของคุณกับมนุษย์รอบคุณอยู่แล้ว ไม่มีความจำเป็นใดที่คุณต้องทุกข์จนทำลายตัวเองในความคิดอีก เมื่อมีแผล ย่อมมียา คุณเปิดแผลให้ใครที่คุณพึ่งเยียวยาได้เสมอ ถึงมันไม่หายสนิท มันก็ทุเลาลง การเป็นอยู่ตอนนี้ของคุณ ผมเศร้าที่ผมรู้สึกว่าแม่กับน้องสาวรักคุณมากกว่าคุณ มันไม่มีวิธีแก้อื่นนอกจากคุณต้องภูมิใจกับคนในกระจกที่คุณกำลังมอง อยากให้คุณเชื่อมั่นในตัวเขา และผมไม่เคยเครียดตลอดเวลาเหมือนคุณ ผมปรับตัวเองให้เป็นกลางต่อทุกวัน ผมมีสิทธ์เจอวันที่ดี ผมมีสิทธิ์พบวันที่แย่ ผมพบทั้งสองแบบได้ในวันเดียว ทุกวันเลยเป็นกลางสำหรับผม แม้แต่วันห่วยแตกวันหนึ่งๆของผมยังไม่หดหู่เท่าคุณด้วยซ้ำไป คุณเคยบอกผมว่าการคบหากับใครคนหนึ่งคือการใช้ต้นทุนมาวางกองด้วยกัน หาเวลามาให้ด้วยกัน เอาเงินมาไว้ด้วยกัน เอาตัวตนมาแสดงด้วยกัน ผมเองก็ไม่เห็นด้วยกับคุณตรงนั้น การคบหาของผมคือการหลงใหลในความคิดต่อกัน เราไม่จำเป็นต้องพึ่งปัจจัยใดเมื่อการมองโลกของคุณกับผมลงเอยกันได้ มันจึงเป็นสาเหตุที่ผมชอบคุณ มันเป็นสาเหตุที่คุณน่ามองขึ้นทุกวันทุกวัน สามอย่างที่คุณเคยกล่าว ล้วนเป็นกายภาพ ล้วนนำมาซึ่งทุกข์เมื่อวันหนึ่งใครคนหนึ่งหรือทั้งคู่ไม่สามารถจัดมาให้ได้ หรือไม่ได้เป็นไปตามที่หวังกันไว้ ผมไม่มีปัญหาเรื่องการคบคนอยู่แล้ว แต่คุณมี ผมพูดว่าขอให้คุณรักสุขภาพตัวเองไว้ และขอให้โชคดี ผมทิ้งท้ายคุณไว้ว่าอยากให้คุณฝึกจูบ เพราะหากผมไม่ชอบคุณ ผมนึกว่าผมกำลังดูดนิ้วโป้งอยู่  

ผมทิ้งคุณไว้ในความเงียบ เดินออกห่างจากคุณไปไกลเรื่อยๆ เมื่อผมกลับมาถึงบ้าน ผมกอดแม่ แม่ยิ้ม และกอดผมแน่น ท่านคิดถึงผมที่ไม่ได้กลับบ้านนาน ส่วนผมดีใจที่ความเสียใจของผมค่อยๆมลายในกอดของแม่ นี่คือสิ่งที่ผมอยากให้คุณรับรู้ว่านี่คือกลไกของโลก ธรรมชาติ และสิ่งมีชีวิต เราบาดเจ็บด้วยกันและกัน เราเยียวยาซึ่งกันและกัน ผมกลับไปนอนในห้องที่เด็กคนหนึ่งเติบโตจนเป็นผม ห่มผ้า พิงหมอน หลับตา ความชอบที่ผมมีต่อคุณจะลดลงไปเรื่อยๆ แต่ละวัน ต่อวินาที คืนนั้นที่ผมยังชอบคุณอยู่ ผมก็ยังฝันถึงคุณ

หลายเดือนผ่านมาแล้ว ชีวิตของผมเป็นเหมือนเดิมทุกอย่าง อยู่ในเมือง เรียน ใช้เวลากับเพื่อน โทรคุยกับแม่ พ่อ กลับบ้านช่วงวันหยุดยาว เล่นกับหมาแมว ดูหนัง เลื่อนหาเพลงใหม่น่าฟัง ครั้งหนึ่งที่ระเบียงห้อง ผมโทรคุยกับเพื่อน เราคุยเรื่องที่พวกเราผ่านกันมา ดีหรือแย่ล้วนเป็นเรื่องปกติ แน่นอนว่าผมเล่าเรื่องที่ผมเจอคุณให้เขาฟัง ผมมองจ้องไปที่ทางหลวง ดวงไฟสีส้มของเสาไฟคือดาวที่ทำให้ผู้คนในเมืองไม่สนดาวบนฟ้า ถึงเสียงใบพัดเครื่องปรับอากาศดังเสมอ ผมก็ยังรู้สึกถึงความเงียบ มันเกิดมาจากที่ผมอยู่ในความความคิด ไม่ได้อยู่ในเมืองอีก มันเกิดมาจากคำพูดของเพื่อนผมในสาย แปลก ถึงมึงไม่คุยกับเขาแล้ว กูยังรู้สึกว่าเขาคิดถึงมึงอยู่

ไม่แปลกหรอก กูยังรับรู้เสมอ ผมคิด ไม่ได้พูดออกไป

หลังจากผมเลิกคุยกับคุณ ผมฝันเห็นคุณหลายครั้ง ครั้งสุดท้ายที่ผมฝันถึงคุณ คือผมเดินริมชายหาดกับคุณ ฟ้ามีเมฆมาก ทะเลสีน้ำเงินเข้ม เราจับมือกัน คุณชวนผมคุย ผมถ่ายรูปคุณ เราหยุดดื่มเบียร์กันที่ร้านริมถนนแถวนั้น ชอบไหม คุณถาม คุณเก่งเรื่องถามเสมอ แต่คุณห่วยเรื่องการหาคำตอบ ผมจึงตอบคุณว่า มันเกิดขึ้นจริงไม่ได้ ผมตื่นทันที และไม่เคยฝันถึงคุณอีก ระหว่างที่ผมเขียนถึงคุณในเรื่องนี้ ผมกลับไปในห้องคุณซ้ำๆ คุยกับคุณ จับมือคุณ จูบคุณ ฟังเสียงหัวใจคุณเต้น ซ้ำแล้วซ้ำเล่า มันทำผมเจ็บ แต่ผมไม่เป็นไร ผมแค่คิดว่ามันจะเป็นครั้งสุดท้ายที่ผมคิดถึงคุณ เป็นห่วงคุณ จนผมเขียนถึงคุณ ผมยังปฏิเสธไม่ได้ว่าตอนนั้นผมชอบคุณ เพียงผมจำเป็นต้องเลือกตัวเอง ผมจำเป็นต้องชอบต้องรักตัวเอง เพราะผมรู้ถึงความห่วงใยที่คนรอบข้างมีกับผม ทั้งแม่ พ่อ เพื่อนผมทุกคน หมาผมด้วย และหากผมต้องเสียตัวเองไปกับความขุ่นมัวของคุณ ความคิดทำลายตัวเองของคุณ ผมไม่คิดว่ามันคุ้ม ผมเคยชอบคุณ เพราะทุกคนดูเหมือนๆกันท่ามกลางเมืองสว่าง เพียงคุณที่หมองมัว ในตอนนี้ผมถึงรับรู้ว่าทุกคนต่างเงยหน้ามีชีวิตมองฟ้าครามยามเช้า และโอบกอดตัวเองกลางดึก ไม่มีความสว่างและความมืดสมบูรณ์แล้ว ทั้งเมืองของผม บ้านของผม ผู้คนของผม ผม ผมจึงหวังว่าคุณจะไม่มืดสนิท กลางแสงสว่างที่คุณจุดมันขึ้นด้วยความทุกข์

ผมนึกถึงคุณเมื่อฟังเพลงหนึ่งในยูทูป เมอร์รีคริสต์มาส มิสเตอร์ลอว์เรนซ์ เพลงทำนองเปียโนของริวอิชิ ซากาโมโตะ มันเป็นความคิดถึงภายใต้ท้องฟ้าเทาเหงา ซึ่งโปรยหิมะความเศร้าปรายตกลงมา หากคุณอ่านเรื่องนี้จบ ผมอยากให้คุณฟังเพลงมัน และเมื่อคุณเลื่อนลงไปอ่านการตอบถึงเพลงนี้ คุณจะสะดุดกับการตอบหนึ่ง หลายผู้ฟังชื่นชอบการตอบนั้น ผมด้วย มันตอบความรู้สึกที่ผมได้จากเพลง 


ฟังเถิด แล้วหิมะจะตกตลอดกาล

ผมเลยขอให้คุณไม่จมในความหนาวเหน็บนั้น

รักษาสุขภาพ ขอให้คุณโชคดี มิสเตอร์ลอว์เรนซ์ของผม

ด้วยความหลัง ความคิดถึง และความไม่จีรัง, ผม


เยาวชนได้รับรางวัล ๓.png