มองเห็น

ประกวด ๒.png


สมุดบันทึกของผม

จาก  ผู้หวังดี

ถึง  ว่าที่ผู้หวังดีในอนาคต


“อรุณสวัสดิ์ครับแม่” ผมเอ่ยทักทายผู้หญิงที่ผมรักที่สุด จากกลิ่นหอมๆนี้บอกได้เลยว่าแม่ของผมกำลังทำอาหารเช้าอยู่เป็นแน่

“อรุณสวัสดิ์จ้ะ‘ดิน’ วันนี้ตื่นเช้าจังนะ” แม่ตอบกลับมาอย่างอารมณ์ดี “เมื่อคืนก็นอนดึก ไม่เพลียแย่เหรอลูก” แม่ของผมคอยใส่ใจเป็นห่วงอยู่เสมอ น้ำเสียงที่ปนความห่วงใยของแม่เป็นเสียงที่ไพเราะที่สุดสำหรับผม

“แม่ไม่ต้องห่วงนะครับ ดินสบายดี ดูสิ ลูกชายแม่แข็งแรงจะตาย” ผมว่าพลางส่งยิ้มกว้างให้แม่ “มีอะไรให้ดินช่วยไหมครับ?”

“แม่ทำข้าวต้มเสร็จพอดีเลยจ้ะ” แม่จูงมือผมมาที่โต๊ะกินข้าว ตามมาด้วยเสียงถ้วยข้าวต้มวางกับโต๊ะ กลิ่นหอมน่ากินสมกับเป็นฝีมือแม่จริงๆ ผมยิ้มกับความคิดตัวเองก่อนลงมือทานอย่างเอร็ดอร่อย ข้าวต้มฝีมือแม่อร่อยที่สุดเลย ผมคิดไปต่างๆนานาก่อนจะถูกดึงสติกลับมาด้วยคำถามของแม่ “ดินจ้ะ วันนี้ไปโรงเรียนเองได้ไหมลูก” ผมว่าความจริงก็ไม่เชิงจะเป็นคำถามเท่าไร เหมือนว่าจะเป็นประโยคบอกเล่า เอ..หรือว่าประโยคคำสั่งกัน

“ได้ครับ ดินจำทางได้ แม่ไม่ต้องห่วงนะ” ผมตอบออกไปแม้ใจจริงอยากให้แม่ไปส่งมากกว่า ผมรู้แม่ต้องทำงาน และแม่ก็อยากให้ผมฝึกใช้ชีวิตด้วยตัวเอง ก็ผมน่ะอายุสิบสี่แล้วนี่นา

“แม่รักลูกนะ มากอดหน่อยซิ” ผมเดินไปกอดแม่ “รักแม่เหมือนกันครับผม!”

เอาล่ะ ตอนนี้ผมออกจากบ้านมาแล้วพร้อมกับกระเป๋านักเรียนและไม้เท้าขาวอันโปรด ทำไมผมถึงใช้ไม้เท้าน่ะหรือ? ก็เพราะผมเป็นผู้พิการทางสายตาอย่างไรล่ะ หรือที่คนทั่วไปเรียกว่า ‘คนตาบอด’ นั่นแหละครับ โรงเรียนของผมก็เป็นโรงเรียนคนตาบอดเช่นกัน ปกติแม่จะพาผมเดินไปโรงเรียนเพราะบ้านเราอยู่ใกล้ ผมจำทางไปโรงเรียนได้แม่น แต่ก็รู้สึกตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูกเหมือนกัน ระหว่างที่คิดอะไรเพลินๆอยู่ผมก็เกิดสะดุดขาตัวเองเข้า “เหวอ!”

“อ๊ะ! น้องเป็นอะไรไหมจ๊ะ?” โชคดีที่มีคนมาจับผมไว้ก่อนจะล้มคะมำ เกือบไปแล้วสิ

“ขอบคุณครับ ผม..ใจลอยไปหน่อย แหะๆ” ผมส่งยิ้มเขินๆไปให้ มืออีกข้างก็ยกขึ้นมาเกาหัวแกรกๆอย่างไม่รู้ตัว

“ไม่เป็นไรจ้ะ”เธอตอบกลับมา “แล้วนี่จะไปโรงเรียนใช่ไหม? เดินตรงไปแล้วอย่าลืมเลี้ยวซ้ายล่ะ อย่าใจลอยรู้ไหม”

“อ๊ะ เกือบลืมแน่ะ ขอบคุณที่เตือนครับ” พี่สาวใจดีจัง คงจะสวยแน่ๆเลยล่ะ ถ้าผมมองเห็นก็คงจะดีสินะ “งั้นผมไปก่อนนะครับ”

เดินมาเรื่อยๆไม่นานก็ถึงโรงเรียน ผมชอบโรงเรียนนะ เพื่อนๆนิสัยดี เราคุยกันทั้งที่ไม่มีใครมองเห็นใครด้วยซ้ำ หลังจากเคารพธงชาติพวกเราก็เข้าเรียน สิ่งที่ผมชอบที่สุดก็คงจะเป็นการอ่านหนังสือ เราได้ฝึกอ่านอักษรเบรลล์กันตั้งแต่เด็ก ที่โรงเรียนมีหนังสืออักษรเบรลล์มากมาย มีทั้งนิทาน นิยายสนุกๆ เนื้อหาความรู้ต่างๆ

มีนิทานเด็กเรื่องหนึ่งที่ผมอ่านตั้งแต่เด็ก จนตอนนี้ก็ยังอ่านอยู่ จะว่าเป็นเรื่องโปรดเลยก็ว่าได้ นั่นคือเรื่อง ‘หนูน้อยหมวกแดง’ เป็นเรื่องราวของเด็กผู้หญิงที่อาศัยอยู่กับแม่ อยู่มาวันหนึ่งแม่ของเธอได้ให้เธอเอาตะกร้าขนมและผลไม้ไปเยี่ยมคุณยายที่อาศัยอยู่ในป่า ระหว่างทางเธอได้เจอกับหมาป่าตัวร้าย หมาป่าได้ถามไถ่จึงได้รู้ว่าหนูน้อยกำลังจะไปหาคุณยาย หมาป่าคิดกลอุบายให้หนูน้อยเดินออกเส้นทางเพื่อตนจะได้ไปถึงก่อนและกินคุณยายเสีย หมาป่าตัวร้ายบอกกับหนูน้อยหมวกแดงว่ามีดอกไม้สวยๆเยอะแยะ หนูน้อยจึงเดินออกนอกเส้นทางเพื่อไปเก็บดอกไม้ เมื่อมาถึงกระท่อมคุณยาย หนูน้อยก็เคาะประตูเรียก หากแต่เสียงที่ตอบกลับมานั้นแหบแห้ง นั่นคือหมาป่าที่ปลอมตัวเป็นคุณยายหลังจากกลืนคุณยายเข้าไปนั่นเอง หนูน้อยหมวกแดงหลงกลจนเกือบโดนหมาป่าจับกินไปอีกราย โชคดีที่นายพรานมาช่วยไว้ได้ทัน เรื่องราวจึงจบลงด้วยดี

ผมเองก็ไม่รู้หรอกว่าสีแดงคืออะไร สมัยเด็กๆผมเคยถามแม่ว่าสีแดงเป็นอย่างไร แม่บอกแค่ว่ามันอยู่บนสิ่งของต่างๆ รับรู้ได้ด้วยตา สิ่งที่เรียกว่าสีแดงให้ความรู้สึกสดใสและมีพลัง

สิ่งที่ผมสงสัยมากที่สุดในนิทานเรื่องนี้ จนตอนนี้ก็ยังหาคำตอบไม่ได้คือ ‘ทำไมหนูน้อยหมวกแดงถึงสนใจดอกไม้ถึงขนาดนั้นกัน?’ จริงอยู่ที่ดอกไม้มีกลิ่นหอม ผมเองก็ชอบ แต่ทำไมต้องถึงขนาดนอกลู่นอกทางจนเป็นเรื่องใหญ่ แม่ของผมเคยบอกว่าสิ่งที่เรียกว่า‘สี’ทำให้ดอกไม้สวย ดอกไม้มีสีสวยและกลิ่นหอม ไม่แปลกเลยที่หนูน้อยหมวกแดงจะหลงไปกับมัน

นิทานเรื่องนี้ทำให้ผมได้รู้อะไรหลายๆอย่าง นิทานบรรยายว่าหมาป่ามีหน้าตาหน้าเกลียด น้ำเสียงแหบแห้งดุร้ายไม่น่าฟัง หมาป่านิสัยไม่ดี

ถ้าผมสามารถมองเห็นได้ก็ดีสิ หากว่าคนนิสัยไม่ดีมีหน้าตาน่าเกลียด เสียงไม่น่าฟัง แม่ของผมที่นิสัยดี เสียงน่าฟัง ก็คงมีหน้าตาที่สวยมากแน่ๆ ผมมั่นใจว่าเพื่อนๆที่นิสัยดีของผมก็หน้าตาดีเช่นกัน

ผมชอบใจลอยอยู่บ่อยๆ บ่อยครั้งที่ผมจินตนาการว่าหากผมสามารถมองเห็นได้มันจะเป็นอย่างไร ผมอยากรู้ว่าสีเป็นอย่างไร ดอกไม้สวยแค่ไหน และอีกหลายๆอย่าง โลกนี้คงจะสดใสขึ้นมากหากผมได้มองเห็นมัน

เวลามักผ่านไปไวเสมอเมื่อเรามีความสุขกับอะไร รู้ตัวอีกทีก็เลิกเรียนเสียแล้ว ผมเก็บกระเป๋าเดินกลับบ้านตามทางเดิมที่มา แต่มันต่างไปอีกหน่อยคือผมมักจะเจอกับ ‘เกรียน’ เด็กเกเรที่อาศัยอยู่ใกล้ๆกัน รายนั้นไม่ได้ตาบอดเหมือนผม เขาชอบมาแกล้งหรือล้อผมบ่อยๆ ผมแอบภาวนาขอให้ไม่เจอด้วยเถิด!

ฟ้าไม่ฟังคำขอของผม.. ขณะนี้ผมที่กำลังเดินกลับบ้านต้องหยุดเดินเพราะคนที่ได้กล่าวถึงไปข้างต้นเข้ามาขัด “ไง วันนี้ฉันไปตัดผมมาใหม่อย่างหล่อ เห็นมั้ย”เกรียนพูดด้วยน้ำเสียงขบขัน “อ้อลืมไป มองไม่เห็นหนิหว่า ฮ่าๆๆ”

‘นายไม่มีทางหล่อไปได้หรอก! นิสัยแบบนี้คงจะหน้าตาน่าเกลียดแบบหมาป่าสิท่า’ ได้แต่คิดในใจ ผมไม่อยากมีเรื่องจึงไม่พูดออกไป เดินก้าวขาฉับๆออกมาให้เร็วที่สุด ไม่นานก็ถึงบ้านแสนรัก

‘เสื้อผ้าสวยๆ กระเป๋าสวยๆ ราคาเบาๆ..’ เสียงโฆษณาในโทรทัศน์ดังออกมาจากบ้านทำให้ผมรู้ว่าแม่คงกลับถึงบ้านแล้ว “ตายล่ะ สวยจัง” เสียงแม่พูดที่ผมได้ยินอยู่บ่อยครั้งเวลาแม่ดูโทรทัศน์ ผมไม่เข้าใจว่ามันมีอะไรน่าตื่นเต้นกัน ทำไมคนเราถึงสามารถนั่งอยู่เฉยๆหน้ากล่องสี่เหลี่ยมที่มีเสียงและรูปภาพที่ผมมองไม่เห็นได้เป็นวันๆกันนะ ผมอยากมองเห็นได้จัง

“กลับมาแล้วคร้าบ” ผมเอ่ยทักทายแม่ เพราะดูโทรทัศน์อยู่จึงไม่ทันได้เห็นผมเข้าบ้านมา

“ดิน! ดินลูกแม่ มานี่สิลูก แม่มีข่าวดีมาบอก” แม่รีบปิดโทรทัศน์ก่อนจะกุลีกุจอเข้ามาจูงมือผมไปนั่ง น้ำเสียงตื่นเต้นอย่างเห็นได้ชัดของแม่ทำให้ผมสงสัย

“ข่าวดีอะไรกันครับ?”

“คืองี้นะ ลูกฟังดีๆนะจ๊ะ มีคนมาบริจาคดวงตาให้ลูก ลูกกำลังจะมองเห็น!”

“ว..ว่าไงนะแม่! พูดจริงใช่ไหม ไม่หลอกดินนะ” ผมไม่ได้ยินผิดไปใช่ไหม ผมกำลังจะมองเห็น..

“โธ่ลูก แม่จะหลอกไปทำไมกัน แม่ติดต่อแล้วพรุ่งนี้ผ่าตัดได้เลย” มันเป็นความรู้สึกดีใจอย่างบอกไม่ถูก เหมือนทุกอย่างเป็นความฝัน ผมหยิกแก้มตัวเองแรงๆ ‘โอ๊ย เจ็บ’ 

มันเป็นความจริงครับ ผมกำลังจะมองเห็น



ผมลืมตาขึ้นมาในห้องพักฟื้นของโรงพยาบาล สิ่งที่ผมได้‘เห็น’อยู่มันช่างน่าอัศจรรย์ ทุกอย่างมันน่าทึ่ง ครั้งแรกในชีวิตที่ผมได้เห็นอะไรแบบนี้ ในที่สุดผมก็เข้าใจว่ามันเป็นอย่างไร ผมเข้าใจแล้วว่าสีเป็นแบบไหน ทุกสิ่งมันช่างแปลกตา สดใส ผมมีความสุขเหลือเกิน

เสียงเปิดประตูทำให้ผมรู้ว่ามีคนกำลังเข้ามาในห้อง เธอเป็นผู้หญิงวัยกลางคน หน้าตาธรรมดา สีหน้าตกใจของเธอที่เปลี่ยนมาเป็นรอยยิ้มทำให้ผมแปลกใจ

“ดินลูกแม่” ผู้หญิงคนนั้นเอ่ยอย่างดีใจ ผมกำลังสับสน แม่..งั้นหรือ

“แม่” ผมกอดแม่ด้วยหลายความรู้สึกที่ผสมปนเปกันไปหมด ผมดีใจที่ในที่สุดก็ได้มองเห็นแม่ ผมแปลกใจ.. แม่ไม่ได้มีผิวเรียบเนียน แม่ไม่ได้เป็นสาวสวยอย่างที่คิด ใบหน้าแม่มีรอยเหี่ยวย่น ขอบตาคล้ำเหมือนอดนอน แต่รอยยิ้มของแม่นั้นสวย สวยอย่างที่ผมคิดไว้ไม่มีผิด

เราคุยกันอยู่นาน ผมสามารถออกจากโรงพยาบาลได้แล้ว ตอนนี้ผมได้กลับบ้าน บ้านของเราไม่ได้ใหญ่ แต่บ้านของเราดูน่าอยู่และอบอุ่น ผมถามแม่ถึงคนที่บริจาคดวงตาให้ผม ทำให้ผมได้รู้ว่าคนคนนั้นยังมีชีวิต และมีความประสงค์จะสละดวงตาเอง ผมไม่เข้าใจจริงๆ การมีดวงตามันดีขนาดนี้ทำไมถึงให้ผมกันนะ แต่อย่างไรก็ตาม ผมรู้สึกขอบคุณเขาคนนั้นมาก ผมกับแม่พยายามติดต่อกลับไปขอบคุณคนคนนั้น แต่น่าแปลกใจที่เราไม่สามารถติดต่อเขาได้เลย

แม่ซื้อดอกไม้ช่อใหญ่ให้ผม เป็นครั้งแรกที่ผมเห็นดอกไม้ มันสวยจริงๆนั่นแหละ ตอนนี้ผมเข้าใจแล้วว่าทำไมหนูน้อยหมวกแดงถึงหลงไปเก็บดอกไม้จนเกือบเป็นเรื่องใหญ่โต ถ้าผมเป็นหนูน้อยหมวกแดง.. ก็คงจะทำแบบเธอเช่นกัน

แม่ทำกับข้าวมื้อแรกหลังจากที่ผมได้ดวงตามา ผมคิดว่ามันจะมีสีสันน่ารับประทาน จัดตกแต่งสวยงาม แต่กลับไม่เป็นอย่างที่คิด มันเป็นกับข้าวหน้าตาธรรมดาๆ แม่ทำอะไรพลาดไปหรือเปล่านะ ผมคิด แต่ก็ต้องเปลี่ยนความคิดทันทีหลังจากได้ตักคำแรกเข้าปาก เพราะรสชาติของแม่ยังคงอร่อยเหมือนเดิม

ผมตัดสินใจย้ายไปเรียนโรงเรียนตามหลักสูตรปกติซึ่งอยู่ใกล้ๆกับโรงเรียนเดิมของผม ก็คือโรงเรียนของเกรียนนั่นเอง ผมเดินไปโรงเรียนเอง.. ครั้งแรกที่มองเห็น ครั้งแรกที่ไม่ได้ใช้ไม้เท้าขาว ขณะที่ผมกำลังตื่นตาตื่นใจกับรอบข้างอยู่ ผมก็สังเกตเห็นพี่สาวคนข้างหน้าทำกระเป๋าเงินตก ผมจึงรีบเก็บและเรียกเธอ

“พี่ครับๆ ทำของตก” ในจังหวะที่เธอหันมาทำให้ผมได้สำรวจใบหน้าของเธอไปด้วย เธอดูแปลกตา ผิวของเธอมีรอยน่ากลัว ผมมีความคิดหนึ่งเข้ามาในใจ ‘แย่แล้ว เค้าจะทำอะไรเราไหมนะ?’

“ขอบใจมากนะจ๊ะ เอ๊ะ! น้องนี่เอง” เธอว่าพลางส่งยิ้มให้ผมที่กำลังงงงวย ทำไมถึงพูดเหมือนเราเคยเจอกันมาก่อนล่ะ “มองเห็นแล้วเหรอ? จำพี่ได้ไหม เราเคยเจอกันตอนน้องเกือบสะดุดล้ม”

“พี่.. พี่คือพี่สาวคนที่ช่วยผมตอนนั้นนี่เอง” ผมรู้สึกแปลกใจมาก เธอต่างไปจากที่ผมคิดไว้มาก ผมคิดว่าคนจิตใจดีอย่างเธอจะมีหน้าตาสวย แต่นี่กลับไม่ใช่เลย นิทานเด็กที่ผมเคยอ่านโกหกงั้นหรือ? “มีคนบริจาคตาให้ผมน่ะครับ”

“ว้าว! ยินดีด้วยนะจ๊ะ พี่ต้องไปแล้ว โชคดีนะ” ผมตอบไปเพียงแค่‘ครับ’คำเดียว สมองผมคิดอะไรมากมายเต็มไปหมด

หลังจากได้ดวงตามาทำให้ผมได้เข้าใจอะไรอีกหลายอย่าง คนหน้าตาดี ไม่ได้นิสัยดีเสมอไป คนนิสัยดีก็ไม่ได้หน้าตาดีเสมอไป ส่วนคนนิสัยไม่ดีก็ไม่ได้หน้าตาไม่ดีเสมอไปเช่นเดียวกันคนหน้าตาไม่ดีก็ไม่ได้นิสัยแย่เสมอไป ผมได้เจอกับเกรียนที่โรงเรียน เขาหน้าตาดี มีคนเข้าหาเยอะ จนตอนนี้ผมเริ่มคิดว่าการมองเห็นทำให้เราตัดสินอะไรจากที่เห็นมากเกินไปโดยไม่มองอย่างอื่น ตัดสินอย่างแท้จริง

ผมตื่นเต้นที่ได้เห็นผู้คนแต่งตัวดูดีน่ามอง ผมเห็นโฆษณาเสื้อผ้า ของใช้ต่างๆหน้าตาน่าใช้ ดูดีไปหมด เกิดความรู้สึกชอบอยากได้ โทรทัศน์ที่ไม่เคยสนใจ ตอนนี้ผมกำลังนั่งจ้องตาไม่กะพริบ รู้ตัวอีกทีก็ติดเข้าเสียแล้ว

ผมมีความสุขกับการมองของสวยๆงามๆ และมักรู้สึกทุกข์เมื่อไม่ได้สิ่งของเหล่านั้นมาครอบครอง ทั้งที่ก่อนหน้านี้เมื่อผมยังมองไม่เห็น ผมไม่เคยรู้สึกเช่นนี้เลย

หลังจากที่ได้มองเห็น ผมใช้การมองรูปลักษณ์ภายนอกมาตัดสินใจอะไรหลายๆอย่าง การได้เห็นเหมือนทำให้ผมใช้ประสาทสัมผัสอื่นน้อยลง

ย้อนกลับมาคิดว่าที่เป็นอยู่นี้ดีแล้วหรือ? การได้มองเห็นทำให้ผมรู้สึกโลภ โกรธ หลงมากขึ้น ผมกลับรู้สึกทุกข์มากกว่าเดิมเสียอีก ในที่สุด ผมก็ได้ตัดสินใจครั้งใหญ่ การตัดสินใจที่จะเปลี่ยนชีวิตของใครอีกคนไปตลอดกาล

“ผมมาบริจาคดวงตาครับ”



“ดินลูก คนที่เค้าบริจาคดวงตาให้ลูกเค้าติดต่อมา เค้าอยากคุยกับลูกน่ะ” แม่ผมพูดกับผมขณะยื่นโทรศัพท์ให้ ผมรับมาไว้ในมือก่อนยกขึ้นแนบหู “สวัสดีครับ”

“สวัสดีครับ น้องดินใช่ไหม?” ปลายสายเอ่ยเสียงนุ่ม

“ครับ คุณคงเป็นคนที่บริจาคดวงตาให้ผม ขอบคุณนะครับที่ทำให้ผม‘มองเห็น’

“ยินดีครับ ผมเองก็เหมือนน้องดินนี่แหละ ได้รับมาจากใครก็ไม่ทราบ แต่หลังจาก‘มองเห็น’แล้วก็ส่งต่อให้น้อง ตอนนี้น้องก็กำลังจะทำให้คนอื่น‘มองเห็น’เหมือนกัน”


แล้วคุณล่ะ มองเห็น หรือยัง?

จบ

เยาวชนได้รับรางวัล ๒.png