#Movement กล้าที่จะเปลี่ยน

ประกวด ๑.png



การสังหารหมู่ได้เริ่มขึ้นแล้ว… 

ไฟสงครามกลางเมืองเริ่มต้นขึ้น ทหารทุกคนหันปืนยิงประชาชนของพวกเขา

ไร้จิตใจ ไร้ความปรานี และไม่มีคำว่า ‘มนุษยธรรม’ อีกต่อไป ทุกคนรอบกายฉันต่างหวาดกลัว กรีดร้องและสิ้นหวัง

แม้แต่พระเจ้าก็ไม่อาจช่วยพวกเราได้…


ท้องฟ้าที่สดใสของเมื่อวาน คือสัญญาณแห่งความตายของพวกเรา…

ทันทีที่สัญญาณแห่งสงครามปะทุขึ้น ครอบครัวของฉันกลับไม่อาจหนีออกจากพื้นที่แห่งความตายได้ ทุกคนในเมืองถูกบีบบังคับให้กลับเข้าไปในบ้านของตัวเอง ทหารที่ถือปืนเปื้อนเลือดคนนับร้อยกล่าวว่า ‘พวกฉันจะปลอดภัย’

เชื่อคำลวงจากลมปากพวกเขา ก็เหมือนคว้าจับเชือกใกล้ขาดขณะร่วงลงหน้าผา

ไม่มีใครเชื่อ แต่หากไม่ทำตาม ความตายก็จะเข้ามาหาทันที

คุณลุงที่อาศัยอยู่ข้างบ้านของฉันตะโกนคำว่า “อิสรภาพ! ความยุติธรรม! ให้แก่พวกเรา” ก่อนเสียงลั่นไกปืนจะดังขึ้น

ไม่มีเสียงของเขาตะโกน ไม่มีเสียงกรีดร้อง ไม่มีความเจ็บปวดอีกต่อไป

คุณลุงที่แสนดี ถูกตัดสินว่าเป็นคนชังชาติในชั่วพริบตา คันชั่งที่ไม่สมดุลย่อมไม่เอนเอียงความยุติธรรมมาหาพวกเรา

ทุกคนที่อยู่รอบๆ ไม่มีใครแตกตื่น…พวกเขาหลีกทางให้ทหารเข้ามาเก็บร่างของคุณลุง

แตกตื่นไปก็ไร้ประโยชน์ ร้องไห้ไปก็ไร้ประโยชน์ กรีดร้องไปก็ไร้ประโยชน์ ชีวิตของพวกเราไร้ค่ายิ่งกว่าแมลงตัวเล็กๆ

ศพของคุณลุงถูกลากไปกับพื้น ไม่หลงเหลือแม้ความเคารพให้กับคนตาย…

นี่คือผลของคนที่เรียกร้องอธิปไตยให้ตัวเองงั้นเหรอ?


ลั่นดาลทุกบานให้แน่นหนา เพราะคำว่าความปลอดภัยในบ้านของตัวเองไม่มีอีกต่อไป…

“พวกเราต้องการอาหาร” หลังจากวันนั้นได้ไม่กี่วันพวกทหารก็บุกเข้ามาที่เมืองอีกครั้ง

คราวนี้พวกเขามาเพื่อ’ขโมยอาหาร’ จากพวกเรา

“พวกเราไม่มีอาหารจะกินแล้ว โปรดปรานี…” พ่อพยายามอ้อนวอน “ตอนนี้พวกเราก็แทบจะไม่เหลืออะไรอีกแล้ว…”

คำขอร้องไม่เป็นผล บุคคลในเครื่องแบบที่ลั่นวาจาว่าจะปกป้องประชาชน บัดนี้กลับผลักพ่อล้มลงแล้วเข้ามาในบ้าน

เพื่ออาหารเพียงน้อยนิด?

แม่โผเข้ากอดฉัน เอาตัวเข้าบังไม่ให้พวกเขาเห็น ไหล่ของแม่ที่ทั้งเล็ก ทั้งบอบบาง และสั่นไหว 

พวกทหารเดินผ่านห้องที่ฉันอยู่ไปยังห้องครัว เพียงชั่วครู่ที่สายตาของฉันและเขาประสานกัน

น่ากลัว…แม้เพียงชั่วครู่ฉันก็สัมผัสได้ถึงความหื่นกระหายของสายตานั้น

พ่อพยุงตัวเองเข้ามาหาพวกเรา พ่อบีบไหล่ของแม่แน่น ‘เราต้องพาลูกไปซ่อน…คนพวกนั้นคงไม่ปล่อยครอบครัวของเราอีกแล้ว’

ภาพของฉันพร่ามัว ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก พ่อพาฉันเข้าไปซ่อนในมุมมืด แม่คว้ากุญแจห้องใต้ดิน เปิดแผ่นไม้เก่าๆ ใต้โต้ะทานข้าว

พ่อกับแม่ผลักฉันเข้าไปในห้องนั้น ทุกอย่างมืดสนิท ความหวาดกลัวของฉันถูกแทนที่ด้วยภาพน้ำตาของแม่ กับพ่อที่รีบคว้าอาหารแห้งบางส่วนออกมา ‘ลูกจะต้องปลอดภัย ขอองค์พระผู้เป็นเจ้าโปรดปกป้องลูกของเรา’พ่อปิดประตูห้องใต้ดินอย่างแน่นหนา เสียงของแม่ที่อธิษฐานอยู่ด้านบนถูกกลบด้วยเสียงปืนดัง ปัง

“ว่าแล้วว่าแม่งต้องมีอาหารซ่อนเอาไว้…พอโดนบุกรุกเข้าหน่อยก็เอาอาหารที่เหลือไปซ่อนที่อื่น” เสียงหนึ่งพูดขึ้น เขาแค่นหัวเราะ

“คงมีแค่นี้แหละ บ้านเก่าๆ คงไม่มีอาหารสำรองมากนักหรอก เก็บศพพวกนี้ไปด้วย พวกเราถอนตัว!”

วินาทีนั้น ฉันรู้แน่ว่าฉันคงไม่อาจได้พบพ่อกับแม่อีกแล้ว…


ต่อให้ความหวังเพียงหนึ่งถูกบีบให้เหลือเพียงริบหรี่ ก็จะขอไขว่คว้ามันไว้อย่างสุดกำลัง…

ในห้องใต้ดินที่มืดสนิท มีเพียงแค่ฉันกับโทรศัพท์มือถือเครื่องเล็ก ๆ เท่านั้น…

ฉันยังโชคดีที่ยังมีอินเทอร์เน็ต แต่แอพพลิเคชั่นที่ใช้ได้ก็เหลือน้อยลงไปทุกขณะ รวมถึงแบตเตอรี่ที่ค่อยๆ ลดลง ฉันยังคงมีความหวัง

จนกระทั่งได้ยินทหารที่เข้ามาลาดตระเวนพูดกันว่า อีกไม่นานทั้งประเทศนี้จะถูกปิดกั้นด้านการสื่อสาร 

วินาทีนั้นฉันเลื่อนนิ้วไปที่แอปพลิเคชั่นสีน้ำเงิน พิมพ์โพสต์สาธารณะโพสต์หนึ่งทันที 

[แม้แต่พระเจ้าก็ไม่อาจช่วยเราได้อีกแล้ว…ได้โปรดขอใครสักคนมาช่วยพวกเราที ได้โปรด…ใครก็ได้…]

ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าโพสต์ของฉันจะมีใครบ้างที่เห็น ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะมีใครฟังคำอ้อนวอนของฉันรึเปล่า

แต่ในตอนนี้มันคือความหวังเพียงหนึ่งเดียวของฉัน เป็นหน้าต่างบานสุดท้ายที่จะถ่ายทอดความทรมานของพวกเราให้คนด้านนอกได้รับรู้…

เส้นขีดสีน้ำเงินวิ่งวน หัวใจของฉันเต้นแรง…

ขอให้มันส่งไปถึงด้วย…

ทั้งที่ปกติไม่เคยคิดว่าการรอคอยมันนานขนาดนี้ แต่ในขณะที่ทุกอย่างมันอับจนหนทาง แม้แต่การรอคอยส่งข้อควาเพียงไม่กี่วินาทีก็ยาวนานเหมือนเป็นชั่วโมง

คำว่า [โพสต์ของคุณส่งสำเร็จ] ฉายขึ้นในหน้าจอ การรอคอยของฉันก็สิ้นสุดลง

ฉันถอนหายใจด้วยความโล่งอก

อย่างน้อยในตอนนี้พระเจ้ายังคงไม่ทอดทิ้งฉัน มือเลื่อนไปปิดโทรศัพท์ของตัวเองเพื่อรักษาแบตเตอรี่ที่เหลือเพียงน้อยนิดเอาไว้

หวังว่าใครสักคนจะหยิบยื่นความช่วยเหลือมายังประเทศของพวกเรา…

หัวใจของฉันจมดิ่งไปในความมืดอันไร้จุดสิ้นสุด ปิดกั้นความรู้สึกอ่อนแอของตัวเอง ปล่อยให้ร่างกายขยับเพียงเพื่อความอยู่รอด

ฉันกอดตัวเอง ไม่มีแรงแม้กระทั่งจะหลั่งน้ำตา โทรศัพท์มือถือของฉันไม่มีสัญญานอินเทอร์เน็ตอีกต่อไป…


 

หากคุณเป็นกลางในสถานการณ์ที่ไม่เป็นธรรม นั่นแสดงว่าคุณได้เลือกอยู่ข้างผู้กดขี่… -เดสมอนด์ ทูตู


ช่วงเวลาเพียงแค่สัปดาห์เดียว แต่สำหรับฉันมันนานเหมือนผ่านไปหลายปี แค่เพียงหายใจเข้าออกฉันก็รับรู้ได้ถึงกลิ่นอายของความตายที่คละคลุ้งอยู่ในประเทศของฉัน

ทุกหย่อมหญ้าคือความสิ้นหวัง ความตายติดอยู่ที่ปลายจมูก ช่วงเวลาแห่งการหายใจใกล้หมดลง

เสียงกรีดร้องดังมาจากทุกทิศทาง กลางวันคือเสียงปืน กลางคืนคือเสียงสะอื้นไห้ ร่างไร้ลมหายใจของประชาชนเกลื่อนกลาดอยู่ทุกหย่อมหญ้า

ไหนล่ะ สิ่งที่เหล่าผู้นำสาบานไว้กับพวกเรา? 

ไหนล่ะ ความรุ่งเรืองและอนาคตที่สดใสของประเทศแห่งนี้?

นี่ไม่ใช่สิ่งที่พวกเราต้องการ…

แต่เราจะเอาพลังที่ไหนไปสู้ได้… 

ฉันหัวเราะให้กับความคิดของตัวเอง ไร้สาระ…

แค่การมีชีวิตอยู่ในทุกๆ วันก็ทรมานมากพออยู่แล้ว

ความมืด ความสิ้นหวัง ไร้อิสระ ความตายที่ใกล้แค่คืบ นี่ต่างหากคือความจริงตอนนี้

และพวกเราก็เป็นได้แค่เศษขยะที่รอวันถูกทิ้งเท่านั้น

ห้องใต้ดินแห่งนี้คือสถานที่ปลอดภัยแห่งเดียวหรือเปล่านะ?


ไม่มีใครสามารถตอบคำถามนี้ให้ฉันได้เลย…


ประเทศเผด็จการแห่งนี้ไม่มีความหวังอีกต่อไป…


เมื่อไหร่กันที่แสงตะวันยามรุ่งเช้าไม่ได้มอบความอบอุ่นให้ฉันอีกต่อไป


ได้โปรดมอบความหวังให้ฉันได้ก้าวเดิน ต่อลมหายใจให้ฉัน ทำให้โลกใบนี้ไม่มีวันหยุดเคลื่อนไหว…

ลำแสงเล็กๆ จากรอยแตกบนเพดาน ส่องเข้ามาในห้องใต้ดินที่มืดมิดแห่งนี้ ฉันที่กำลังกัดกินขนมปังที่ทั้งหืนและชื้นมองมันด้วยสายตาว่างเปล่า แสงเล็ก ๆ ที่ริบหรี่ตรงนั้นคอยบอกเวลาแค่กลางวันและกลางคืนเท่านั้น ไม่เคยบอกฉันเลยว่าเมื่อไหร่สงครามจะสิ้นสุด มีเพียงเสียงเดินย่ำเข้ามาเพื่อขโมยอาหารและค่อย ๆ หายไปเมื่อในบ้านของฉันไม่เหลืออะไรให้ขโมยได้อีก 


ยังคงไม่มีใครหาห้องใต้ดินแห่งนี้พบ…


โลกภายในห้องใต้ดินแห่งนี้เหมือนอยู่ในมิติที่ปิดกั้นจากโลกภายนอก ไม่มีใครรับรู้ ไม่มีใครหาเจอ ความปลอดภัยที่แลกมาด้วยการไม่มีอิสระ…

ฉันหลับตาลง ความหวาดกลัวกัดกินและสิ้นหวังจิตใจยิ่งกว่าครั้งใด…


ความหวาดกลัวไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่คือความหมายว่าจะต้องเติบโตขึ้น…

‘นกตัวหนึ่งจะเติบโตเมื่อกล้าที่จะกางปีก’ เสียงอ่อนโยนของแม่ในความทรงจำแผ่วเบาราวกับกระซิบ ‘เติบโตอย่างเสรี ประเทศของพวกเราจะรุ่งเรืองยิ่งกว่าผู้ใด’  

แม่โอบกอดฉัน ภาพครอบครัวอบอุ่นในตอนนั้นคือสิ่งเดียวที่ยึดเหนี่ยวชีวิตของฉันเอาไว้ 

แขนของฉันสั่นเทา ไขว่คว้าอากาศ ก่อนมันจะลู่ลงไปกับพื้นสกปรก

ไม่มีครอบครัวที่อบอุ่นอีกแล้ว ไม่มีอ้อมกอดของแม่ ไม่มีฝ่ามือของพ่อคอยประคับประคองตัวฉันอีกต่อไป

มีเพียงฉัน ฉัน และฉันเท่านั้น

ทำได้เพียงกอดตัวเอง แล้วหลับตาลง ปล่อยให้เสียงในความทรงจำพูดต่อไปเรื่อยๆ

‘ลูกสามารถเปลี่ยนโลกใบนี้ได้เสมอ อาวุธของคนรุ่นลูกอยู่ในกำมือของลูก มันมีขนาดเล็กแต่มีอานุภาพที่ยิ่งใหญ่ ยุคที่การสังหารไม่จำเป็นต้องหลั่งเลือดคือสงครามที่คนรุ่นใหม่ต้องเผชิญ’ เสียงของพ่อดังขึ้น ‘แสงสว่างจะเกิดขึ้น ก็ต่อเมื่อมีใครสักคนกล้าเปลี่ยนแปลง กล้าออกมาจากจุดๆ เดิม ไม่ใช่เพียงแค่นั้น…แสงสว่าง บางทีก็ไม่ได้เกิดจากคนเพียงคนเดียว คนหลายคนสามารถรรวมมือกันเพื่อสร้างแสงสว่างที่จะเปลี่ยนแปลงโลกทั้งใบ ไม่ว่าพวกเราจะเป็นชนชาติอะไร สีผิวอะไร นับถือศาสนาอะไร หรือต่อให้เราอยู่คนละฟากโลก แต่ต้องมีใครสักคนที่พร้อมจะก้าวเข้ามาช่วยเหลือพวกเราอย่างแน่นอน’

ต่อให้พวกเขาไม่มีชีวิตอยู่แล้ว แต่ภาพของเขาในความทรงจำกลับชัดเจนยิ่งกว่าสิ่งใด

ความอบอุ่นของพ่อ รอยยิ้มของแม่ในความทรงจำมอบความกล้าให้กับฉัน


พรุ่งนี้ ขอให้ฉันได้เชื่อมั่น…ทุกอย่างจะเปลี่ยนไป…



วันนี้ฉันตัดสินใจแล้ว…

แม้สงครามจะไม่มีวันจบ ฉันก็ไม่อาจอยู่ในห้องใต้ดินแคบ ๆ ได้ตลอดไป แม้จะไม่มีความหวัง แต่การที่จะต้องถูกขังในห้องใต้ดินตลอดไปก็ไม่ใช่สิ่งที่ฉันต้องการ ฉันเงยหน้ามองประตูที่มีช่องว่างเล็กๆนั่น ภาพของพ่อกับแม่ที่พยายามจะปกป้องฉันฉายซ้อนเข้ามา


[พระเจ้า โปรดคุ้มครองลูกของพวกเรา…] ขอให้พระเจ้าคุ้มครองหนูตอนที่หนูออกไปด้วยนะคะ ฉันอธิษฐานในใจ


ฉันลูบแผ่นไม้ที่คอยปกป้องฉันมาตลอดเบาๆ ก่อนจะออกแรงดันมัน


 คุณพ่อคุณแม่หนูจะออกไปแล้วนะคะ… 


ประตูที่ถูกปิดไว้อย่างแน่นหนา ฉันค่อย ๆ พังมันออกจากด้านใน


ทั้งทุบ ทั้งผลักแผ่นไม้เก่าๆ นั่น ฉันคว้าท่อนเหล็กงัดช่องว่างเล็กๆ นั่นอย่างสุดกำลัง


จะต้องออกไปให้ได้…


เป็นครั้งแรกที่ฉันไม่ต้องหวาดกลัวที่จะต้องทำอะไรเสียงดังๆ ไม่ต้องหวาดกลัวว่าจะมีใครพบเจอฉันหรือไม่

ไม่หวาดกลัวความตาย ไม่หวาดหวั่นความมืด ไม่มีอะไรที่ฉันจะเสียอีกแล้ว


 ต่อให้โลกทั้งใบทอดทิ้งและสาดกระสุนใส่ฉันทันทีที่ออกไป


ฉันก็ไม่กลัวอีกแล้ว…


จะต้องเปลี่ยนแปลงให้ได้ จะไม่เอาแต่ซ่อนตัวอีกแล้ว!


‘ตึง!’ แผ่นไม่แผ่นสุดท้ายถูกฉันทุบจนหักออก


ทันทีที่ประตูพังลง แสงสว่างก็ฉายเข้ามาในห้องที่มืดมิด ฉันหรี่ตาลง มือกำโทรศัพท์ที่ถูกปิดเครื่องแน่น 


แต่สิ่งที่รอคอยฉันอยู่ภายนอกไม่ใช่ปลายกระบอกปืนหรือความตาย


ภาพที่เห็นราวกับไม่ใช่ความจริง… 

บ้านของฉันเหมือนกับบ้านร้าง ซากปรักหักพังและเฟอร์นิเจอร์ที่ถูกฉีกทึ้งกระจัดกระจายอยู่เต็มพื้น แต่ในขณะนั้น ฉันก็ได้ยินใครสักคนตะโกนขึ้นมา


“สงครามจบลงแล้ว”

“อิสระ อิสระ!”


สงครามจบแล้วจริงหรือ? ฉันเดินออกมาข้างนอก ประตูไม้สีซีดของบ้านคือกำแพงชั้นสุดท้ายที่ขวางกั้นฉันกับโลกความเป็นจริง

ทันทีที่ก้าวเท้าออกมาจากบ้าน ภาพของฉันก็พร่ามัวด้วยน้ำตา


ฉันไม่รู้เลยว่าน้ำตาของฉันไหลออกมาตอนไหน

ไม่รู้เลยว่าตัวของฉันสั่นเทามากเท่าไหร่

บาดแผลจากสงครามทำร้ายประเทศของฉันเหลือเกิน บ้านหลายหลังพังลงมา เศษซากปรักหักพัง เสียงลมและเสียงร่ำไห้ของใครสักคนดังเข้ามาในหู…

สงครามจากคนสองกลุ่ม ทำไมถึงทำร้ายประเทศของเราได้ขนาดนี้กัน

ความดีใจท่ามกลางความสูญเสียของประชาชนนับร้อยคน…


ฉันหวนนึกถึงโพสต์แห่งความสิ้นหวังที่ฉันส่งไป…

มือที่สั่นเทาของฉันเปิดโทรศัพท์มือถือ แบตเตอรี่ที่เหลือเพียงน้อยนิดบั่นทอนกำลังใจของฉัน อินเตอร์เน็ตกลับมาใช้งานได้อีกครั้ง…


จากโพสต์ของคนกลุ่มเล็ก ๆ กลายเป็นกระบอกเสียงให้กับคนทั้งประเทศ… 

ในตอนนี้แอพพลิเคชั่นสีน้ำเงินของฉันเต็มไปด้วยการแจ้งเตือนสีแดง ผู้คนมากมายมองเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศของฉัน จากการแชร์เพียงหลับสิบ ตอนนี้มันกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งการเรียกร้องให้ประเทศของฉันได้รับอิสรภาพ โพสต์ของฉันสามารถสื่อไปให้กับผู้คนทั่วทุกที่

ผู้คนนับล้านคนรับรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นที่นี่ พวกเขาใช้คลื่นความคิดผ่านโลกแห่งการสื่อสารเป็นอาวุธเพื่อปกป้องพวกเรา


พ่อของฉันกล่าวไม่ผิดจริงๆ…

ตอนนี้ทั่วทุกมุมโลกกำลังเฝ้ามองพวกเราอยู่

ความช่วยเหลือกำลังจะเข้ามา…

ความหวังของประเทศนี้…กำลังจะเกิดขึ้น

แสงสว่างที่ฉันรอคอยกำลังจะมาถึง…


ส่งต่อเรื่องราวไปเรื่อยๆ บนโลกที่กว้างใหญ่แห่งนี้ คนรุ่นใหม่ตัวเล็กๆ สามารถเปลี่ยนแปลงสังคมได้…เพราะนี่คือพลังของพวกเรา

สงครามจบลงแล้ว แต่ความหวาดกลัวของผู้คนที่อยู่ในเหตุการณ์ไม่เคยจางลงไป…

ฉันปัดเศษฝุ่นบนเสื้อ สายตาทอดมองไปยังท้องฟ้า สายลมที่พัดผ่านใบหน้าจะนำพาเรื่องราวของสงครามในประเทศของฉันให้กลายเป็นบทเรียนให้แก่โลกใบนี้  


ความมืดที่เคยปกคลุมประเทศแห่งนี้ ได้รับการช่วยเหลือจากผู้คนทั่วโลก ทำให้มันจางหายไป


โพสต์สาธารณะในโซเชียลมีเดียของคนกลุ่มเล็กๆ 

คือคลื่นความหวังที่ถูกส่งต่อและกลายเป็นความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ของประเทศ

คือแสงสว่างที่จะเปลี่ยนแปลงโลกที่เน่าเฟะแห่งนี้

คือสัญลักษณ์แห่งอิสรภาพของพวกเรา…


ฉันชูแขนขึ้นไปยังท้องฟ้าสีคราม จ้องมองหมู่เมฆสีขาวที่เห็นผ่านช่องว่างระหว่างนิ้วของตัวเองแล้วคลี่ยิ้มให้กับตัวเอง


โชคดีจริงๆ ที่ท้องฟ้ากลับมาสดใสอีกครั้ง


สงคราม เผด็จการ ความอยุติธรรม โลกใบนี้ไม่ต้องการผู้นำแบบนั้นอีกแล้ว…

เพราะในยุคที่คนรุ่นใหม่คือผู้นำของตัวเอง ถ้อยคำขายฝันของผู้นำเหล่านั้นจะถูกเปิดโปงและตีแผ่ด้วยความจริง

ยุคที่ไม่ต้องพึ่งเครื่องมือสงคราม ไม่ต้องพึ่งพาระเบิดหรือความสูญเสียในการทวงคืนอิสรภาพ นี่คือยุคที่คลื่นความคิดคือสิ่งชี้นำอนาคต


ยุคที่เด็กรุ่นใหม่อย่างพวกเราจะเติบโตและเปล่งประกาย


เราจะทำลายความมืดมิด และสร้างแสงสว่างของพวกเราเอง


พวกเราสามารถสร้างยุคสมัยของเราได้ 


เพราะนี่คือ’ปัจจุบัน’ ของพวกเรา…

_จบ_


เยาวชนได้รับรางวัล ๑.png