ความโกรธ มักเป็นอารมณ์ที่เราอยากให้คนอื่นแก้ไข แต่มักไม่ค่อยสังเกตและแก้ไขในตนเอง ธรรมะและข้อคิดเรื่องความโกรธไม่เพียงเหมาะแก่ผู้มักโกรธหรือหัวเสียบ่อยเท่านั้น แต่ยังเหมาะกับเราที่หัวเสียไม่บ่อยด้วย ทั้งชีวิตที่มิค่อยแสดงความโกรธ แต่เพียงกระทำตามความโกรธแค่ครั้งเดียวก็อาจส่งผลต่อชีวิตชนิดที่ไม่อาจย้อนคืน
.
.
๑ ความโกรธมีหลายระดับและลักษณะ :
.
การที่เราจะรู้ทันและดูแลความโกรธเป็น เราต้องเข้าใจก่อนว่าความโกรธนั้นมีหลายแบบหลายระดับด้วยกัน บางครั้งเราปฏิเสธว่านี่มิใช่ความโกรธ แค่หงุดหงิด รำคาญ ดังพระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า
.
“ความปองร้าย ความมุ่งร้าย ความขัดเคือง ความขุ่นเคือง ความเคือง ความเคืองทั่ว ความเคืองเสมอ ความชัง ความชังทั่ว ความชังเสมอ ความพยาบาทแห่งจิต ความประทุษร้ายในใจ ความโกรธ กิริยาที่โกรธ ความเป็นผู้โกรธ ความชัง กิริยาที่ชัง ความเป็นผู้ชัง ความพยาบาท กิริยาที่พยาบาท ความเป็นผู้พยาบาท ความพิโรธ ความพิโรธตอบ ความเป็นผู้ดุร้าย ความเพาะวาจาชั่ว ความไม่แช่มชื่นแห่งจิต นี้เรียกว่า ความโกรธ.” *[๑]
.
บางครั้งเราไม่รู้ตัวว่ากำลังโกรธ เพราะขาดการรู้เท่าทันและขาดมุมมองที่ถูกต้อง ไม่ยอมรับว่าอารมณ์ขุ่นมัวที่เกิดคือความโกรธ อาจคิดว่านี่แค่หงุดหงิดเล็กน้อยมิใช่ความโกรธ ทั้งที่เป็นความโกรธอยู่เช่นกัน มีการเผาลนและเป็นทุกข์อยู่ในใจเช่นกัน
.
อาการโกรธนั้นมีหลายระดับด้วยกัน สามารถแบ่งแยกย่อยได้ ๑๒ ระดับตามหลักในพระไตรปิฎก แต่สามารถแบ่งคร่าวๆ ได้ ๓ ระดับคือ โกรธระดับขุ่นข้องหมองมัวในใจ แต่ไม่แสดงอาการทางกายมาก อาจเพียงสายตาขุ่นมัว ชักสีหน้า หรือตัวสั่น , โกรธระดับแสดงออกทางวาจา และคิดร้ายแต่ไม่กระทำ และโกรธระดับทำร้ายกันหรือทำลายสิ่งของต่างๆ
.
เราต้องยอมรับความโกรธของใจตนเองให้ได้ก่อน หากไม่ยอมรับสิ่งใดแล้วเราก็จะมิอาจดูแลสิ่งดังกล่าวหรือปล่อยวางลงได้เลย ความโกรธมิว่าน้อยหรือมากต่างก็ให้ผลเสียและเป็นอกุศลเช่นเดียวกัน การไม่ยอมรับหรือปล่อยปละย่อมนำมาสู่โทษและผลเสียต่อตนเองกับคนรอบข้างมากมาย
.
.
๒ โทษของความโกรธ เหมือนสิ่งที่แช่งด่ากัน :
.
พระพุทธเจ้าทรงตรัสเปรียบเทียบว่าเวลาผู้เป็นศัตรูต่อกันจะแช่งด่ากันและกันให้เป็นไปอย่างไร ผู้มีความโกรธก็ได้รับโทษหรือผลเสียเฉกเช่นเดียวกันกับคำแช่งด่าเหล่านั้น
.
อาทิเช่น มีผิวพรรณอันทราม หน้าตาหม่นหมอง , เป็นทุกข์แม้ยามต้องนอนหลับ แม้จะมีที่นอนอันดีก็ตาม , เสื่อมจากความเจริญ เพราะความโกรธนั้นย่อมทำให้พลั้งเผลอทำสิ่งที่ไร้ประโยชน์ โดยคิดว่ามีประโยชน์ , ย่อมเสียทรัพย์ เพราะการกระทำที่ขาดสตินั้นเอง , เสื่อมจากยศ ตำแหน่ง สถานะทางสังคม แม้เคยได้มาด้วยความไม่ประมาท แต่เมื่อประมาทแล้วย่อมสามารถเสื่อมเสียได้ , ขาดจากมิตรไป เมื่อความโกรธครอบงำแล้วแม้ญาติมิตรทางสายเลือดก็ตีตัวออกห่าง และ ถึงอบายภูมิ ด้วยความโกรธครอบงำย่ำยีจิตใจแล้ว ย่อมประพฤติทุจริต
ด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ ครั้นตายไปย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต และนรก *[๒]
.
เมื่อเข้าใจโทษของความโกรธแล้ว นำโทษของความโกรธมาเป็นอนุสติคอยเตือนใจแล้ว เราก็จะมีเหตุผลบอกแก่ใจตนเองว่า เหตุใดเราจึงไม่ควรโกรธ เมื่อรู้ดังนี้แล้วยังโกรธ ยังปล่อยให้กาย วาจา และใจเป็นไปตามความโกรธ จึงสมควรแก่การกล่าวว่า เป็นคนโง่ เพราะเมื่อความโกรธเกิดขึ้นแล้ว ย่อมลืมคุณค่าที่แท้จริงในตนเอง และย่อมทำให้สิ่งที่ดีมีคุณค่าพังพินาศไป
.
ดังที่พระโพธิสัตว์ในนิทานชาดกกล่าวไว้ว่า
.
“อนึ่ง เมื่อเกิดความโกรธขึ้น
บุคคลย่อมไม่หยั่งรู้ประโยชน์ของตัวเอง
ความโกรธนั้นเกิดขึ้นแล้วแก่อาตมา ยังไม่เสื่อมคลายเลย
เพราะความโกรธเป็นอารมณ์ของคนโง่
.
“คนถูกความโกรธใดครอบงำ ย่อมละทิ้งกุศลธรรม
ทำประโยชน์แม้อันไพบูลย์ให้เสียไป
ความโกรธนั้นมีเสนาน่าสะพรึงกลัว มีกำลังย่ำยี
ความโกรธของอาตมายังไม่เสื่อมคลายไปเลย มหาบพิตร
.
“เมื่อไม้แห้งเสียดสีกันอยู่ก็เกิดไฟป่า
ไฟนั้นเกิดจากไม้แห้งอันใด ก็ไหม้ไม้แห้งนั้นเอง
ความโกรธย่อมเกิดขึ้นเพราะความแข่งดีของคนพาลผู้โง่เขลา
ไม่มีความรู้ แม้เขาก็ถูกความโกรธนั้นแหละเผาผลาญ
ความโกรธย่อมเพิ่มพูนแก่ผู้ใดเหมือนดังไฟที่กองหญ้าและไม้แห้ง
ผู้นั้นย่อมเสื่อมยศเหมือนดวงจันทร์ข้างแรม
.
“ผู้ใดระงับความโกรธเสียได้เหมือนไฟที่ปราศจากเชื้อ
ผู้นั้นยศย่อมบริบูรณ์เหมือนดวงจันทร์ข้างขึ้น” *[๓]
.
.

อ่านต่อได้ที่ www.dhammaliterary.org/๗ข้อคิดเรื่องความโกรธ/