๖ ระวังจิตถูกยึดอำนาจ :
.
ประชาธิปไตยภายนอก ได้ผู้นำจากการเลือกตั้ง ประชาธิปไตยภายใน จิตได้ผู้นำจากสติ สำนึกคือผู้ปกครอง ท่ามกลางบุคลิกภาพย่อยหรือตัวตนอันหลากหลายเป็นประชาชน ในตัวเราประกอบด้วยตัวตนมากมาย แต่ละตัวตนคือชุดของความคิด ซึ่งประกอบไปด้วยความต้องการ ความเคยชิน ความเชื่อ และความรู้สึก ต่างผลัดกันทำหน้าที่ขึ้นมาครองเก้าอี้จิตสำนึก เป็นนายกผู้ปกครองเมืองหลวงของจิตใจ ขึ้นชื่อว่าการเมืองแล้วย่อมมีความวุ่นสลับกับความว่าง ตัวนั้นตัวตนนี้ผลัดเปลี่ยนกันมามีอำนาจ เฉกเช่นสภาพสังคมภายนอกใจ
.
อำนาจภายนอกขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอก อำนาจภายในขึ้นอยู่กับปัจจัยภายใน เมื่อใดอำนาจขาดเสถียรภาพ การเมืองย่อมสั่นคลอน มิว่าเรื่องภายนอกตัวหรือภายในจิตใจตนเอง เมื่อใดการปกครองสุดโต่งหรือขาดสติ เมื่อนั้นย่อมเกิดการปลุกปั่นและขบวนการเพื่อหวังพลิกขั้วอำนาจ เป็นธรรมชาติดังลูกตุ้ม เมื่อเหวี่ยงไปในฝั่งใดถึงที่สุด ก็จะรุดรีบผันกลับมาอีกฝ่าย ทั้งอำนาจภายนอกและภายใน ต่างมั่นคงแข็งแรงที่สุดเมื่ออยู่ตรงกลาง นั่นคือภาวะทางการเมืองที่ว่างจากความวุ่นมากที่สุด
.
จิตของเราเมื่อวันใดถูกครอบงำด้วยอารมณ์อย่างหนึ่งมากเกินไปแล้ว ย่อมมีแนวโน้มที่เราจะดิ้นรนเหวี่ยงแกว่งไปยังอีกขั้วหนึ่ง มิใช่เฉพาะคนมีปัญหาทางจิตใจที่จะมีสองขั้วสลับไปมาเท่านั้น แต่เราทุกคนต่างมีสองฝ่ายและมากกว่า พลิกข้างกลับไปกลับมาอยู่เสมอ
.
เมื่อใดใจเราถูกความเกียจคร้านยึดอำนาจ นานวันเข้า ตัวตนอื่นๆ ภายในก็จะเรียกร้องประท้วงเราให้ขยันขันแข็ง แต่แล้วก็เหวี่ยงแกว่งไปยังความกลุ้มกังวลใจ กลัวทำไม่ได้ กลัวทำไม่เสร็จ บีบคั้น กดดัน ไปต่างๆ นานา เมื่อจิตเกาะกุมในสิ่งใดมากเกินไป เป็นสิ่งนั้นมากจนขาดสติ วันหนึ่งก็จะแกว่งไปอีกขั้วหนึ่ง เพราะลึกๆ แล้วเราใฝ่หาความสมดุลและความเป็นอิสระจากสิ่งเหล่านี้
.
วันดีคืนดี จากชีวิตที่มีความสุข เมื่อเผลอไผล ใจก็ถูกยึดอำนาจด้วยความคิดลบ จากปมในอดีต หรือความกลัวกังวลต่างๆ เมื่อยามมีสติก็คิดแก้ไขเรื่องใดๆ ได้ถูกต้อง แต่เมื่อยามใจถูกยึดกุมด้วยความเครียดหรือเสียใจ ปัญญาที่มีก็หายไปหมดสิ้น เมื่อใดขาดสติ จิตก็พร้อมถูกยึดอำนาจโดยกิเลสหรือสิ่งมัวหมองต่างๆ สภาพสังคมก็จะเลวร้ายลงมากขึ้น
.
แม้ว่าไม่ขาดสติ และมีสมาธิ แต่เอาสติสมาธิไปใช้ในทางหมกมุ่นและใส่ใจบางเรื่องมากเกินไป จิตสำนึกเราก็ถูกรัฐประหารโดยพรรคพวกเรื่องดังกล่าวแล้ว กลายเป็นยึดเอาสิ่งที่หมกหมุ่นเป็นเนื้อเป็นตัวตน เราก็ได้สูญเสียตัวเราอย่างที่เป็นจริงไป เมื่อใดใจตกร่องและสุดโต่ง เมื่อนั้นใจก็ถูกยึดอำนาจเช่นกัน
.
เหมือนการเมืองภายนอกที่เมื่อใดจมปลักกับขั้วอำนาจบางขั้วอยู่นานปี เมื่อถึงคราวก็ล้มลง เปลี่ยนพรรคเปลี่ยนพวกขึ้นปกครอง หรือแม้แต่เปลี่ยนระบอบบริหารใหม่ก็มี เหมือนโลกที่วันหนึ่งถูกปกครองด้วยสัตว์เหล่าหนึ่ง ถึงคราวก็ถดถอยและสูญพันธ์ุ มีสัตว์เหล่าใหม่ขึ้นแทนที่ เป็นวัฏจักรของชีวิต เป็นวงเวียนของธรรมชาติ แต่ไม่มีขั้วใดที่เป็นสุขอย่างแท้จริง สงบอย่างแท้จริงไม่มี
.
ภายในจิตเราคือการเมืองที่เปลี่ยนขั้วไปมา ทิฐิหรือความคิดความเชื่อก็พร้อมจะเปลี่ยนแปลงเช่นกัน วันหนึ่งเราอาจคิดแบบหนึ่ง วันหน้าเมื่อจิตถูกปฏิวัติด้วยอารมณ์ใหม่ ความคิดก็สามารถกลับจากหน้ามือเป็นหลังมือ เหมือนเกมเก้าอี้ดนตรี เก้าอี้คือจิตสำนึก ซึ่งพร้อมจะถูกประชาชนทั้งหลายแห่งจิต แย่งกันนั่งบัญชาการ
.
อำนาจภายในเกิดจากการรู้เท่าทันการแย่งที่นั่งจิตสำนึกเหล่านี้ ความอ่อนแอเกิดจากความประมาทและไหลตามจิตถูกยึดอำนาจวันแล้ววันเล่า ใจเราไม่อาจหาความสงบสุขได้เลย เป็นสังคมที่พร้อมจะถูกยุแยงจากกิเลสและปั่นป่วนอยู่เรื่อยๆ เหวี่ยงแกว่งไปมาอีกนานเท่านานกว่าจะรู้ว่าความสมดุลและสุขสงบอันจริงแท้อยู่ที่ใด


อ่านต่อได้ที่ : www.dhammaliterary.org/ประชาธิปไตยในกายจิต2/