๑ การตัดสินในทางพุทธศาสนา
.
การตัดสิน หรือภาษาอังกฤษเรียกว่า judge คือการตีตรา ตีความ ตัดสินที่จะมีมุมมอง พิจารณา และให้คุณค่าอย่างไร
.
เราอยู่กับการตัดสินทุกๆ วัน และแทบทุกชั่วโมง บางลัทธิและบางคำสอนร่วมสมัยสอนให้เราไม่ตัดสินอะไร “Don’t Judge Everything” แม้จะมีการตัดสินอยู่เนืองๆ ในจิตใจ รวมทั้งการตัดสินว่านี่คือการตัดสินหรือไม่ตัดสิน บางลัทธิและความเชื่อของบุคคลก็สุดโต่งไปในทางตัดสินทุกสิ่งบนโลกใบนี้ที่ตัวเองได้รับรู้ “Judge Everything” ด้วยจุดยืนและความคิดที่ตนยึดถือไว้
.
พุทธศาสนาเป็นกลางระหว่างสองแนวคิดดังกล่าว ไม่ได้สอนให้เราตัดสินทุกสิ่ง มิได้บอกให้เพิกเฉยไม่ตัดสินสิ่งที่ควร แต่เน้นให้รู้จักการตัดสินที่เหมาะสมและรู้เท่าทันในการตัดสินตีความของตนเอง
.
การตัดสินนั้นเป็นสิ่งที่จำเป็น เราจำเป็นต้องคิดและตัดสินใจว่าจะให้คุณค่ากับเรื่องต่างๆ อย่างไร จะมีท่าทีแบบไหน วันนี้จะใส่เสื้อผ้าชุดไหน อาหารที่ซื้อมารับประทานเหมาะสมหรือไม่อย่างไร ชีวิตวันนี้จะมีคุณค่าได้อย่างไร คนๆ นี้เหมาะสมกับเราหรือเปล่า หรือจะรับฟังด้วยท่าทีตัดสินหรือไม่ตัดสินก็ต้องตัดสินใจ
.
การตัดสินและการตัดสินใจอยู่ในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว แต่น้อยครั้งที่เราจะย้อนกลับมาพิจารณาให้รู้เท่าทัน จึงมักเผลอตัดสินตีความไปอย่างไม่เหมาะสม ทำให้เกิดปัญหาใหม่ หรือไม่ส่งเสริมกุศลให้เกิดขึ้น และการพยายามไม่ตัดสินที่มากจนเกินไปบางครั้งก็ทำให้เราไม่สามารถตัดสินในเวลาที่ควร
.
การตัดสินตีความเกิดจากการรับรู้ผ่านอายตนะหรือ หู ตา จมูก ลิ้น กาย และใจ เรียกว่า ผัสสะ เกิดอารมณ์คือ เวทนา จากการรับรู้นั้น ปรุงแต่งกับความจำ ความเชื่อที่มีมา และเชื้อของกิเลสกับกุศลน้อยใหญ่ เกิดเป็นความคิดตัดสินต่างๆ จนนำไปสู่การกระทำต่อไป ทำให้กล่าวได้ว่าการตัดสินทั้งหลายล้วนแล้วแต่เริ่มต้นจากการรับรู้
.
หากการรับรู้นั้นไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของอวิชชาคือความไม่รู้จริงในธรรม มิได้ถูกปรุงแต่งด้วยความโลภ ความโกรธ และความหลง การตัดสินตีความที่จะมีตามมาก็จะเป็นการตัดสินที่ชอบธรรม ชอบในที่นี้หมายถึงถูกต้อง ธรรมในที่นี้หมายถึงความเป็นจริง ซึ่งจะเป็นเช่นนี้เมื่อการรับรู้โลกเป็นไปอย่างมีสติ
.
การขาดสติที่ผัสสะและเวทนาทำให้เกิดการตัดสินที่ไม่ควร ทำให้เผลอตัดสินไปตามความโลภ ความโกรธ และความหลง ที่เป็นอกุศลมูลหรือมีเชื้ออยู่ในจิตใจ ทำให้คิดตีความมากเกินไป แคบเกินไป หรือไม่ถูกจุด ก็เป็นผลทำให้เราตัดสินคนอื่นอย่างผิดๆ หรือทำให้เราไม่เข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างเป็นกลาง
.
พุทธศาสนานั้นสอนให้เรารู้จักการตัดสิน โดยเฉพาะการตัดสินว่าอะไรเป็นกุศลและอกุศล แต่การที่เราจะตัดสินได้นั้นเราต้องไม่ถูกอกุศลครอบงำการรับรู้และการคิดเสียเอง มิเช่นนั้นแล้วเราก็จะตัดสินตามอารมณ์และอคติที่มี ทำให้การคิดนั้นเป็นมโนกรรมที่เป็นอกุศล
.
พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) ได้บรรยายธรรมว่า การตัดสินว่าเป็นกุศลหรืออกุศล ให้พิจารณาสองส่วนเป็นหลัก ได้แก่
.
“๑. พิจารณามูลเหตุว่า เป็นเจตนาที่เกิดจากกุศลมูล คือ อโลภะ อโทสะ อโมหะ หรือเกิดจากอกุศลมูลคือ โลภะ โทสะ โมหะ
.
“เนื่องจากพระพุทธศาสนาเชื่อว่าสิ่งที่เป็นต้นเหตุ หรือแรงผลักดันที่ทำให้มนุษย์ทำกรรมต่าง ๆ มีอยู่ ๒ ฝ่าย ได้แก่ ฝ่ายแรกคือกุศลมูล (รากเหง้าของความดี) ฝ่ายที่สองคือ อกุศลมูล (รากเหง้าของความชั่ว) ถ้าการกระทำนั้นเป็นไปโดยแรงผลักดันฝ่ายดีหรือกุศลมูล (ได้แก่ ความไม่โลภ ความไม่โกรธ ความไม่หลง) การกระทำนั้นถือว่าเป็นการกระทำความดี แต่ถ้าเป็นไปโดยแรงผลักดันฝ่ายชั่วหรืออกุศลมูล (ได้แก่ ความโลภ ความโกรธ ความหลง) การกระทำนั้นถือว่าเป็นการกระทำชั่ว ผลที่ได้รับก็คือความเสียหาย ทุกข์ และโทษ
.
“๒. พิจารณาตามสภาวะ เป็นสภาพเกื้อกูลแก่ชีวิตจิตใจหรือไม่ ทำให้จิตสบายไร้โรค ปลอดโปร่ง ผ่องใส สมบูรณ์หรือไม่ ส่งเสริมหรือบั่นทอนคุณภาพและสมรรถภาพของจิต ช่วยให้กุศล (สภาพที่เกื้อกูล) ทั้งหลายเจริญงอกงามขึ้น อกุศลธรรมทั้งหลายลดน้อยลง หรือทำให้กุศลธรรมลดน้อยลง อกุศลธรรมทั้งหลายเจริญงอกงาม ตลอดจนมีผลต่อบุคลิกภาพอย่างไร” *(๑)
.
กุศลและอกุศลแยกแยะที่ประโยชน์หรือคุณค่า หากเราปล่อยให้การคิดตัดสินคนอื่นที่อาจมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ส่งเสริมความโลภ ความโกรธ และความหลงของจิตใจเราเอง ทำให้พฤติกรรมของเราก้าวร้าวหรือหม่นหมอง ทำให้มีความถือดีถือเก่ง หรือคิดตัดสินไปแล้วมิเกิดประโยชน์อะไรและยิ่งผิดเพี้ยนไปจากความจริง การตัดสินของเรานั้นก็เป็นอกุศล แม้จะคิดได้สอดคล้องกับความจริงบ้างก็ตาม
.
ตัดสินอย่างที่ควรจะเกิดปัญญา การตัดสินไม่อันควรจะเกิดตัณหา เพราะการคิดตีความที่ชอบธรรมต้องเริ่มมาจากการมีสติสัมปชัญญะ สติคือการรู้ตัวในปัจจุบัน ส่วนสัมปชัญญะคือจิตสำนึก ต้องมีสติสัมปชัญญะจึงมี หิริโอตัปปะ คือการรู้ผิดชอบชั่วดี รู้เคารพตนเอง แล้วจึงจะมีการสำรวมระวัง (อินทรีย์สังวร) การครองตน (ศีล) สมาธิ และปัญญา ตามลำดับ ปัญญานั้นก็คือการตีความตัดสินที่เหมาะสม
.
เมื่อไม่มีสติแล้ว การรับรู้หรือผัสสะนั้นก็ไม่นำไปสู่ปัญญา ย่อมพาไปให้ปรุงแต่งตัณหาคือความอยากต่างๆ ซึ่งมีสามแบบได้แก่ อยากได้ อยากเป็น และอยากไม่เป็น หากเราถูกครอบงำด้วยความโลภในการตัดสิน เราก็คิดในทางอยากได้ใคร่มี หรือประเมินว่ามันน้อยไป ไม่มากพอ ไม่ดีพอ
.
ถ้าถูกความโกรธชวนปรุงแต่ง เราก็จะรับรู้สถานการณ์ด้วยความไม่พอใจ ทำให้คิดตัดสินสถานการณ์ตรงหน้าเลวร้ายกว่าความเป็นจริง ก็ทำให้เกิดความอยากที่จะต่อสู้ เอาชนะ หรือทำลาย เพราะอยากไม่เป็นคนที่ถูกกลั่นแกล้ง ต่ำต้อยกว่า หรือต้องเป็นทุกข์
.
หากเป็นโมหะหรือความหลงแล้ว จิตใจก็อาจตีความไปในทางที่ดีเลิศกว่าที่เป็นจริง คิดในทางลุ่มหลง หรือเชื่อมโยงหลายๆ เรื่องจนสับสนปนเป ซึ่งก็ย่อมนำไปสู่ความอยากหรือตัณหาเช่นกัน จึงไม่เกิดปัญญา และนำมาสู่ปัญหาและความทุกข์เช่นเดียวกันกับอกุศลมูลอีกสองอย่างข้างต้น
.
สิ่งสำคัญในการตัดสินบนพื้นฐานคำสอนทางพุทธศาสนา จึงเป็นการคิดตัดสินตีความโดยไม่ส่งเสริมความโลภ ความโกรธ และความหลง ทั้งในจิตใจของตนเองและผู้อื่น และไม่เกิดจากความโลภ ความโกรธ และความหลงเพราะขาดสติในการรับรู้ จึงสามารถตัดสินตีความเรื่องต่างๆ ได้อย่างถูกต้องตามความจริงในธรรม ไม่นำมาสู่ความทุกข์และเป็นไปเพื่อพ้นจากความทุกข์
.
เช่นเดียวกันกับการเลือกตัดสินหรือไม่ตัดสิน การเลือกนั้นต้องไม่มาจากความโลภ ความโกรธ และความหลง หากแต่มาจากปัญญาที่พิจารณาแล้วว่าการตัดสินหรือไม่ตัดสินในกาลนั้นนำไปสู่การพ้นจากทุกข์หรือไม่พ้นจากทุกข์อย่างไร เป็นไปเพื่อดับรากเหง้าแห่งความชั่วในจิตใจตนเองและผู้อื่นหรือไม่อย่างไร


อ่านต่อได้ที่ www.dhammaliterary.org/ธรรมะในการตัดสินตีความ/