๑ มองโลกให้ถูกต้อง ไม่กลัวโรคภัย :
.
ความกลัวที่ขาดสติเป็นโรคที่น่ากลัวกว่าโรคภัยไข้เจ็บตามธรรมชาติ ความกลัวเกิดจากอวิชชาแปลว่าความโง่หรือความไม่รู้จริงในกฎแห่งธรรมชาติ ความไม่รู้นี้ทำให้การรับมือกับโรคภัยไข้เจ็บและความทุกข์ทั้งหลายเป็นไปอย่างมืดบอดเหมือนหลับตาเดิน จะรับมือกับโรคภัยในโลกก็ต้องเข้าใจความเป็นจริงของโลก
.
การมองโลกอย่างถูกต้องจึงเป็นข้อแรก ในการรับมือกับสรรพโรคด้วยหลักคิดของธรรมะในพุทธศาสนา หากมองโลกไม่ถูกต้องแล้วความกลัวก็ย่อมครอบงำ ทำให้เรารับมือต่อสถานการณ์ที่มีทุกข์ภัยด้วยความโลภ โกรธ และหลง ส่งผลเป็นความทุกข์ต่อตนเองและคนอื่นเรื่อยไปไม่สิ้นสุด รับมือกับสถานการณ์ด้วยความโกรธก็กล่าวโทษไปทั่ว โลภก็ไขว่คว้าตักตวงฉวยโอกาส หลงก็ละเมอไปกับข้อมูลข่าวสารมากมาย แม้เชื้อโรคอยู่ไกลจากตัว แต่สุขภาพที่ดีก็เริ่มกลายเป็นบ้าเป็นโรคทางจิตตามหลักพุทธศาสนา เพราะการมองโลกไม่ถูกต้องเป็นจุดเริ่มต้น
.
ความจริงของโลกข้อแรกคือทุกสิ่งหนุนเนื่องไปตามแรงแห่งกรรม ความมีโรคและไม่มีโรค มีกรรมเป็นเครื่องกำหนด กรรมนี้มีความหมายถึงการกระทำและผลของการกระทำ ร้อยเป็นเส้นสายใยที่ต่อเนื่องด้วยเหตุและผล ทั้งในอดีต ปัจจุบัน แล้วนำไปสู่อนาคต สายใยนี้เชื่อมโยงตัวเรา คนอื่นๆ และสิ่งทั้งหลายในธรรมชาติเข้าด้วยกัน ไม่มีใครก่อกรรมใดหรือรับผลกรรมใดเพียงลำพัง
.
ในแง่หนึ่งการอุบัติขึ้นของเชื้อโรคและภัยธรรมชาติที่หนักหนามากขึ้นก็เป็นผลพวงของกรรมร่วมกันของเราในเผ่าพันธุ์มนุษย์ ซึ่งเบียดเบียนบั่นทอนธรรมชาติที่เคยอุดมสมบูรณ์ด้วยการล้างผลาญ ตัดรอน และทำให้ทรุดโทรมลง จนโลกทั้งใบไม่อาจเพียงพอสำหรับเผ่าพันธุ์เดียว การประสบพบกับเหตุการณ์ร้ายและโรคระบาดร่วมกันจึงเป็นกรรมร่วมในสังคม
.
นี่คือความจริงข้อสำคัญมากที่คนร่วมสมัยเริ่มหลงลืมกันไปแล้วคือ กฎแห่งกรรม อันกล่าวว่า สัตว์โลกล้วนเป็นไปตามกรรม สิ่งใดจะเกิดหรือไม่เกิดกับเราก็ล้วนเป็นไปตามกรรมที่กระทำมาในอดีตและวันนี้ การจะเจอหรือไม่เจอกับทุกข์ภัยก็ล้วนเป็นไปตามการกระทำที่เคยกระทำไว้ในอดีตและยาวนานกว่านั้น เราเคยเบียดเบียนบั่นทอนสิ่งใดมาก่อนวันหนึ่งเราก็ย่อมพบเจอเชื้อโรคหรือผู้คนที่มาเบียดเบียนบั่นทอนกายใจ เราเจอกับสิ่งที่ต้องเจอ เป็นในสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ก็ด้วยเพราะเหตุแห่งกรรมกำหนด ดังคำตรัสข้อหนึ่งของพระพุทธเจ้า ความว่า
.
“สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน เป็นทายาทแห่งกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย กรรมย่อมจำแนกสัตว์ให้เลวและประณีตได้ ฯ ดูกรมาณพ บุคคลบางคนในโลกนี้จะเป็นสตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม เป็นผู้มีปรกติเบียดเบียนสัตว์ด้วยฝ่ามือ หรือก้อนดิน หรือท่อนไม้ หรือศาสตรา เขาตายไป จะเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เพราะกรรมนั้น… ถ้ามาเป็นมนุษย์ เกิด ณ ที่ใดๆ ในภายหลัง จะเป็นคนมีโรคมาก ดูกรมาณพ ปฏิปทาเป็นไปเพื่อมีโรคมากนี้ คือ เป็นผู้มีปรกติเบียดเบียนสัตว์ด้วยฝ่ามือ หรือก้อนดิน หรือท่อนไม้ หรือศาสตรา ฯ
.
“ดูกรมาณพ บุคคลบางคนในโลกนี้จะเป็นสตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม เป็นผู้มีปรกติไม่เบียดเบียนสัตว์ด้วยฝ่ามือ หรือก้อนดิน หรือท่อนไม้ หรือศาสตรา เขาตายไป จะเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เพราะกรรมนั้น… ถ้ามาเป็นมนุษย์เกิด ณ ที่ใดๆ ในภายหลัง จะเป็นคนมีโรคน้อย ดูกรมาณพ ปฏิปทาเป็นไป เพื่อมีโรคน้อยนี้ คือ เป็นผู้มีปรกติไม่เบียดเบียนสัตว์ด้วยฝ่ามือ หรือก้อนดิน หรือท่อนไม้ หรือศาสตรา ฯ” *[๑]
.
แม้ระมัดระวังดีมากแล้วแต่ยังเกิดข้อผิดพลาดได้นั่นก็เป็นเพราะมีกรรมเป็นเครื่องกำหนดให้เรียนรู้ แม้รักษาตัวป้องกันมากแล้วแต่ยังติดเชื้อโรคได้นั่นก็เพราะมีกรรมให้เราได้เผชิญ การตื่นกลัวและตึงเครียดไปมิช่วยอะไร การหันหน้ามายอมรับและเรียนรู้อย่างมีสติเป็นสิ่งที่เกิดประโยชน์มากกว่า
.
เมื่อไม่เข้าใจในกฎแห่งกรรมหรือเรียกว่ากฎแห่งธรรมชาติ ทุกข์ภัยและสรรพโรคเกิดขึ้นก็ตื่นตระหนกตกใจ ตึงเครียด และถูกครอบงำด้วยความความโลภ โกรธ และหลง ทำให้รับมือกับสถานการณ์อย่างมืดบอดเพราะไม่เข้าใจในความเป็นจริงว่าสิ่งใดก็ตามที่เกิดหรือต้องเกิดกับตน เป็นไปตามกรรมที่เคยก่อและกรรมอีกมากมายที่ล่วงมา
.
ข้อความท้ายสุดที่ยกมาจากพระไตรปิฎกข้างต้น ท่านทรงตรัสว่า “ปฏิปทาเป็นไป เพื่อมีโรคน้อย” หมายถึงการปฏิบัติและหนทางเพื่อให้เป็นคนไม่มีโรคมารุมเร้า คือการ “เป็นผู้มีปรกติไม่เบียดเบียนสัตว์” นั่นก็คือต้องพัฒนาขัดเกลาตนเองให้ลดละเว้นจากการเบียดเบียนชีวิตใดๆ การฝึกตนไม่เป็นผู้เบียดเบียนสัตว์ มิใช่แค่เพียงละเว้นจากการฆ่าสัตว์เท่านั้น เพราะเรายังอาจเบียดเบียนคนอื่นและสรรพชีวิตทั้งหลายในทางอ้อมอีกหลายหนทางที่ไม่รู้ตัว จึงต้องฝึกตนให้ลดละจากตัณหา คือ ความอยาก และละจากกิเลสน้อยใหญ่ทั้งหลายที่จะทำให้เราก่อกรรมเบียดเบียนในทางอ้อมได้
.
ความจริงของโลกที่เราต้องมองให้ถูกต้องอีกข้อหนึ่งคือ เราไม่ใช่เจ้าของชีวิตและไม่ใช่ว่าไม่เป็นเจ้าของชีวิต “เราไม่ใช่เจ้าของชีวิต” เพราะว่าชีวิตดำเนินไปตามกรรมและปัจจัยทั้งหลาย มิใช่เราจะลิขิตหรือเอาตนเป็นศูนย์กลางได้ ชีวิตมีกรรมเป็นเจ้าของ มิใช่อัตตาหรือตัวตนเราอยากเป็นเจ้าของก็จะเป็นได้ แต่ข้อความที่ว่า “ไม่ใช่ว่าไม่เป็นเจ้าของชีวิต” หมายถึงการตัดสินใจและการลงมือทำด้วยกรรมทั้งสามแบบ อันได้แก่ ความคิด คำพูด และการลงมือทำจากตัวเราเองในปัจจุบัน เป็นปัจจัยสำคัญที่จะก่อกรรมนำชีวิตไปสู่จุดใด
.
ด้วยความไม่เข้าใจในกฎแห่งกรรมและการที่ชีวิตมีกรรมเป็นเจ้าของ ย่อมทำให้รักตัวกลัวตาย เพราะถือว่าชีวิตนี้คือของๆ ฉัน มีฉันเป็นศูนย์กลาง ถือว่าร่างกายนี้เป็นของๆ ฉัน เป็นต้น ทุกขโรคและภัยใดมาเยี่ยมเยือนชีวิต ก็ทำให้ตื่นตระหนกด้วยความกลัว เพราะไม่รู้และยอมรับในความจริง
.
ตามเรื่องราวในพระไตรปิฎก เมื่อพระอธิมุตตเถระ ถูกโจรจับตัวไปได้กล่าวว่า
.
“ดูกรนายโจร ทุกข์ทางใจย่อมไม่มีแก่ผู้ไม่ห่วงใยในชีวิต ความกลัวทั้งปวงอันเราผู้สิ้นสังโยชน์ (กิเลสที่ผูกมัดใจ) ล่วงพ้นได้แล้ว เมื่อตัณหาเครื่องนำไปสู่ภพสิ้นไปแล้ว ความกลัวตายในปัจจุบันมิได้มีด้วยประการใดประการหนึ่งเลย ดุจบุรุษไม่กลัวความหนัก เพราะวางภาระแล้วฉะนั้น พรหมจรรย์ (การครองชีวิตปราศจากเมถุน) เราประพฤติดีแล้ว แม้มรรคเราก็อบรมดีแล้ว เราไม่มีความกลัวตายเหมือนบุคคลไม่กลัวโรคเพราะโรคสิ้นไปแล้วฉะนั้น…
.
“ภพทั้งหลายอันไม่น่ายินดีเราได้เห็นแล้วเหมือนบุคคลดื่มยาพิษแล้วคายทิ้งฉะนั้น บุคคลผู้ถึงฝั่งแห่งภพ ไม่มีความถือมั่น เสร็จกิจแล้ว หมดอาสวะ (กิเลสอันหมักหมม) ย่อมยินดีต่อความสิ้นอายุเหมือนบุคคลพ้นแล้วจากการถูกประหารฉะนั้น บุคคลผู้บรรลุธรรมอันสูงสุดแล้ว ไม่มีความต้องการอะไรในโลกทั้งหมด ย่อมไม่เศร้าโศกในเวลาตาย ดุจบุคคลออกจากเรือนที่ถูกไฟไหม้ฉะนั้น
.
“สิ่งใดสิ่งหนึ่งซึ่งมีอยู่ในโลกนี้ก็ดี ภพที่สัตว์ย่อมได้ในโลกนี้ก็ดี พระพุทธเจ้าแสวงหาคุณอันใหญ่ยิ่งได้ตรัสไว้ว่า สิ่งทั้งหมดนี้ไม่เป็นอิสระ ผู้ใดรู้แจ้งธรรมข้อนั้นเหมือนดังที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ ผู้นั้นย่อมไม่ยึดถือภพอะไร ดังบุคคลผู้ไม่จับก้อนเหล็กแดงอันร้อนโชน ฉะนั้น ฯ *[๒]
.
คนทั่วไปมักรักตัวกลัวตายเพราะความหมายมั่นต่างๆ ในชีวิตที่ผูกมักตนเองไว้ในโลกบนความโง่เขลา เพราะไม่รู้จริงว่าสิ่งที่เราพยายามยึดมั่นถือมั่นไว้ มิว่าร่างกาย อารมณ์ ของรักของหวง ฯ ต่างผูกผูกรัดไว้กับตน สิ่งเหล่านี้ไม่เป็นอิสระ เป็นของทุกข์ร้อนดั่งเผาไฟมา การดูแลกายใจด้วยความโลภ โกรธ และหลง ไม่เรียกว่ารักตัวเองจริง เพราะไปยึดถือในสิ่งที่ทำให้เป็นทุกข์ไม่สิ้นสุด
.
คนที่เข้าใจความเป็นจริงของชีวิต ปล่อยวางจากความอยากและการยึดมั่น แลเห็นว่าแม้แต่ร่างกาย อารมณ์ ของรักของหวง ฯ ก็มิใช่สิ่งที่น่าพึงใจหมายมั่นไว้ให้เป็นทุกข์ ย่อมไม่กลัวตาย ย่อมไม่ตื่นตระหนกเมื่อจะต้องตาย เมื่อเผชิญกับปัญหาหรือแม้แต่โรคระบาดก็ไม่ประสาทเสีย
.
การหมั่นระลึกถึงความเป็นจริงในธรรมทั้งหลายก็จะช่วยให้เราคลายจากความวิตกต่างๆ ซึ่งนำมาสู่ความตึงเครียดและโรคทางจิตทั้งหลาย เพราะช่วยให้ใจเรานั้นไม่ตกอยู่ในร่องของความคิดที่ปรุงแต่งจากความไม่รู้หรืออวิชชา
.
ยังมีความจริงอีกหลายข้อที่เราสามารถน้อมระลึกเป็น “อนุสติ” เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจมิให้ความกลัวและกิเลสใดๆ ทำให้เราเป็นทุกข์เสียจนป่วยใจ หรือไม่สามารถรับมือกับโรคภัยไข้เจ็บอันเป็นเรื่องธรรมดาของชีวิตได้อย่างถูกต้อง ความจริงที่พึงระลึกไว้มีหลักสามประการ คือ อนิจจัง ไม่เที่ยง , ทุกขัง เป็นทุกข์และเสื่อมลง และ อนัตตา ไม่ใช่ตัวตน รวมเรียกว่า “ไตรลักษณ์” ผู้ไม่รู้ในประโยชน์ของการมองความจริงให้ถูกต้องก่อน ย่อมถูกความเชื่อ อารมณ์ และข้อมูลข่าวสารต่างๆ ชักนำลากพาไป
.
เมื่อใดกำลังตื่นตระหนก พึงกลับมารับรู้ความเป็นจริงของชีวิตอย่างมีสติ สัตว์โลกล้วนเป็นไปตามกรรม มิได้เป็นไปตามความอยากใคร่ได้มี ชีวิตมิใช่ของๆ เรา มีกรรมเป็นเจ้าของครอบครองมิได้ แต่เราสามารถก่อกรรมเพื่อให้พ้นไปจากสิ่งที่ไม่เป็นอิสระและทุกข์ร้อนเหล่านี้ได้ในตอนนี้ ในปัจจุบันนี้เท่านั้น


อ่านต่อได้ที่ : www.dhammaliterary.org/ธรรมะรับมือสรรพโรค/