๑ ปริมาณและวันหยุดไม่ใช่ปัจจัยสำคัญที่สุด :
.
เราจะพักอย่างไรเพื่อให้กายจิตได้พักผ่อนอย่างแท้จริง บางครั้งเราก็ต้องการเวลาหยุดพักนานๆ วันหยุดที่ยาวต่อเนื่องกัน แต่เราได้พักในเวลาเหล่านั้นอย่างแท้จริงมากเพียงใด บางทีหยุดงานแล้วเราก็เลือกที่จะเดินทางท่องเที่ยวหรือตระเวนกิน เสพความบันเทิง และจับจ่ายใช้สอย แต่เราได้พักอย่างแท้จริงเพียงใด หลายครั้งการพักผ่อนหย่อนใจก็ทำให้เราเหนื่อยล้าหรือป่วยมากขึ้น
.
ภายนอกอาจได้หยุดพัก แต่หลายครั้งที่ภายในไม่ได้พักจริง จึงยิ่งพาภายนอกไม่ให้พัก เช่น หยุดทำงานก็หยิบมือถือขึ้นมาตรวจสอบสิ่งต่างๆ ในโลกอินเตอร์เน็ตโดยไม่จำเป็น หรือวันหยุดแล้วก็อยากไขว่คว้าสิ่งต่างๆ หรือคิดถึงอนาคตบ้างอดีตบ้างจนความคิดไม่ได้สงบลงเลย บางคนหลับลงแล้วยังทำงานต่อก็ยังมี
.
บางครั้งเราก็รู้ว่าภาระภายนอกและกิจกรรมต่างๆ ที่ต้องทำช่างมากมายเหลือเกินจนไม่มีเวลาได้พักผ่อนหรือใส่ใจดูแลตนเองอย่างเพียงพอ
.
ในพระไตรปิฎก*(๑) กล่าวว่าภารกิจของพระพุทธเจ้าในแต่ละวันนั้นมีอยู่ห้าอย่างด้วยกัน มีได้แก่ ปุเรภัตตกิจ กิจก่อนเสวยอาหารตั้งแต่รุ่งเช้า อาทิ ทรงบิณฑบาต เสด็จไปอาณานิคมต่างๆ ตรวจดูจิตของสัตว์โลก อนุเคราะห์อุปัฏฐาก เป็นต้น , ปัจฉาภัตตกิจ กิจหลังเสวยอาหาร ให้โอวาทภิกษุและประทานกรรมฐานให้ฝึกฝน และทรงเยี่ยมหมู่ชนที่รวมกลุ่มมา เป็นต้น , ปุริมยามกิจ กิจยามค่ำ ตอบคำถามเหล่าภิกษุทั้งหลายจนถึงช่วงค่ำ จนถวายบังคมลาแล้ว , มัชฌิมยามกิจ กิจยามค่อนดึก ทรงต้องต้อนรับเทวดาน้อยใหญ่ที่มาประชุมกันและทรงวิสัชนาปัญหาให้ และกิจช่วงสุดท้ายคือ ปัจฉิมยามกิจ ช่วงปลายของราตรี ตรวจบุญกรรมของสัตว์โลกน้อยใหญ่ด้วยจิตของท่าน แล้วเป็นเช่นนี้ตามเหตุปัจจัยจนสิ้นสุดการทำหน้าที่เป็นครูผู้ยิ่งใหญ่ของพระองค์
.
พระองค์ทรงงานหนักตั้งแต่ตะวันยังไม่ขึ้นดีจนถึงตะวันล่วงไปนานแล้ว จนเราอาจสงสัยว่าพระองค์มีวิธีการพักผ่อนอย่างไร ทรงพักตอนไหนเป็นหลักบ้าง จากข้อความในพระไตรปิฎกแล้ว ช่วงที่ทรงเข้าที่ประทับก็มีจะหลังเสวยอาหารและประทานกรรมฐานแก่ภิกษุแล้ว ๑ และเมื่อปัจฉิมยาม ท่านจะทรงเดินจงกรมเพื่อปลดเปลื้องผ่อนคลายเส้นสายพระวรกายจากการนั่งนานต่อเนื่องก่อน ๑ และทรงบรรทมอย่างมีสติ ๑ แล้วจึงลุกขึ้นเพื่อทรงตรวจสอบบุญกรรมของสัตว์ทั้งหลายก่อนจะเริ่มต้นกิจแรกของวันอีกครั้ง เพียงสามช่วงหลักเท่านั้นที่ทรงพักผ่อนในแต่ละวัน ตลอดการทำหน้าที่ยาวนานถึงสี่สิบห้าปีนับตั้งแต่ทรงตรัสรู้
.
บางคนไม่เชื่อว่าพระพุทธเจ้าก็ต้องทรงพักผ่อนนอนหลับบ้าง เหมือนครั้งหนึ่งที่พระองค์ถูกสะเก็ดหินเจาะพระบาท (เท้า) แล้วเวทนาอันยิ่งทั้งหลาย เป็นไปในพระสรีระร่างกายท่าน แต่พระองค์ทรงมีพระสติสัมปชัญญะที่จะอดกลั้นซึ่งเวทนาเหล่านั้นไม่กระสับกระส่าย
.
“ครั้งนั้นแล มารผู้มีบาปเข้าไปเฝ้าพระองค์ถึงที่ประทับ แล้วทูลถามพระผู้มีพระภาคด้วยคาถาว่า ท่านนอนด้วยความเขลา หรือมัวเมาคิดกาพย์กลอนอยู่ ประโยชน์ทั้งหลายของท่านไม่มีมาก ท่านอยู่ ณ ที่นั่งที่นอน อันสงัดแต่ผู้เดียว ตั้งหน้านอนหลับ นี่อะไร ท่านหลับทีเดียวหรือ”
.
“พระผู้มีพระภาคจึงตรัสตอบว่า เราไม่ได้นอนด้วยความเขลา ทั้งมิได้มัวเมาคิดกาพย์กลอนอยู่ เราบรรลุประโยชน์แล้วปราศจากความโศกอยู่ ณ ที่นั่งที่นอนอันสงัดแต่ผู้เดียว นอนรำพึงด้วยความเอ็นดูในสัตว์ทั้งปวง ฯ ลูกศรเข้าไปในอกของชนเหล่าใด ร้อยหทัยให้ลุ่มหลงอยู่ แม้ชนเหล่านั้นในโลกนี้ ผู้มีลูกศรเสียบอกอยู่ ยังได้ความหลับ เราผู้ปราศจากลูกศรแล้ว ไฉนจะไม่หลับเล่า” *(๒)
.
ท่านทรงหลับเพื่อรักษาสภาพของพระวรกายให้เหมาะสมในการทำหน้าที่ แต่การพักผ่อนแต่ละครั้งนั้นเราจะเห็นว่ามิได้ใช้เวลานานเลย อีกทั้งในคำตอบของพระองค์นี่เองที่ได้แนะนำข้อคิดเพื่อการพักผ่อนที่ดีอีกด้วย
.
หลายคนเชื่อว่าถ้าเวลาพักนานๆ แล้วจึงจะดี เหมือนกับเวลานอนยิ่งมากก็จะยิ่งดี แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่ใช่อย่างนั้นเลย ขอให้เราระลึกถึงช่วงที่หยุดจากการทำงานไปอย่างยาวนานและต้องกลับมาทำงานอีกครั้ง ความรู้สึกตั้งใจในการทำงานมักลดหายไป มีความเกียจคร้านไม่อยากเหนื่อยหรือทำงานต่อ มีความฝืดฝืนในการทำหน้าที่ เหมือนรถหรือเครื่องจักรที่หยุดการทำงานไปนานแล้วเปิดเครื่องขึ้นมาใหม่ก็ไม่อาจทำงานได้ตามปกติเพราะฝุ่นบ้าง สนิมบ้าง การเสื่อมสภาพของส่วนประกอบต่างๆ จึงมักจะต้องมีการอุ่นเครื่องหรือกระตุ้นการทำงานของเครื่องจักรที่หยุดพักไปนาน หรือตรวจซ่อมบำรุงแม้ไม่ได้ใช้งานเป็นระยะ
.
การพักนั้นยิ่งนานยิ่งไม่อิ่ม เหมือนทะเลที่ถมเท่าไหร่ก็ไม่เต็ม ยิ่งพักมากเราอาจยิ่งอยากพักนานมากกว่านั้น แต่ไม่ได้ช่วยให้ได้ฟื้นคืนพลังในการทำสิ่งใดๆ เท่าที่ควร อาจยิ่งเฉื่อยลงเท่านั้นเอง เพราะไม่ใช่การพักอย่างแท้จริง ตามที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า “ความอิ่มในการเสพสิ่ง ๓ อย่างไม่มี ๓ อย่างเป็นไฉน คือ ในการเสพความหลับ ๑ ในการดื่มสุราและเมรัย ๑ ในการเสพเมถุนธรรม ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความอิ่มในการเสพสิ่ง ๓ อย่างนี้แลไม่มี” *(๓)
.
เหตุที่ยิ่งพักมากจนเกินไปยิ่งไม่ดี ก็เพราะด้วยการมีฝุ่น มีสนิม และการเสื่อมสภาพมาเกาะกุมจิตใจในการพักผ่อนนั้น ฝุ่นก็คือนิวรณ์อารมณ์เฉื่อยเนือย สนิมคือการติดเสพในอารมณ์เอกเขนก และการเสื่อมสภาพคือการเสื่อมไปของพละทั้งห้าในจิตใจ อันได้แก่ วิริยะ สติ สมาธิ ศรัทธา และปัญญา ดังนั้นการพักที่ดีจึงต้องพักไม่ให้มีฝุ่น มีสนิม และมีความเสื่อมสภาพเหล่านี้เกิดขึ้น จึงจะเป็นการพักผ่อนที่มีคุณภาพ ซึ่งระยะเวลาไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุด
.
ปัจจัยภายนอกที่กำหนดให้เรามีงานมาก งานน้อย มีวันหยุด หรือไม่มีวันหยุด เป็นแค่ปัจจัยหนึ่งเท่านั้น แต่สิ่งสำคัญคือคุณภาพและการพักผ่อนที่ถูกต้องเหมาะสม เราจะกล่าวถึงคำแนะนำในการพักที่ดีในข้อต่อไป



อ่านต่อได้ที่ www.dhammaliterary.org/พักอย่างแท้จริง/