๑ เข้าใจความเครียด :
.
ความเครียดนั้นเป็นกลไกการ “ตื่นตัว” โดยธรรมชาติ เป็นสัญชาตญาณเพื่อปลุกกายจิตให้ตั้งท่า หรือเรียกว่าตั้งการ์ดให้พร้อมสำหรับการเอาตัวรอดเพื่อมีชีวิตอยู่ต่อไป ความเครียดยังเรียกได้อีกแบบว่าความ “ตึง” เป็นอาการที่กายหรือจิตมีความพยายามในการจะทำสิ่งใด เหมือนการจะขยับเขยื้อนร่างกายก็ย่อมจะมีความตึงเกิดขึ้นสลับกับความหย่อน ทั้งหมดนี้เป็นธรรมชาติ จึงกล่าวได้ว่าความเครียดเป็นภาวะธรรมดา ไม่ใช่ศัตรูหรือสิ่งที่เราต้องกลัว แต่สิ่งที่ทำร้ายเราจริงๆ แล้ว คือการตื่นตัวและการตึงจนเกินความพอดีและความจำเป็น
.
หากเปรียบเทียบคุณภาพชีวิตดังเสียงเพลงของพิณหรือกีตาร์แล้ว การใช้ชีวิตก็คือการขึงสายของพิณหรือกีตาร์นั้น หากขึงหย่อนเกินไป หรือขึงตึงเกินไป เสียงเพลงของพิณหรือกีตาร์นั้นก็ไม่ไพเราะ การใช้ชีวิตหากตึงหรือหย่อนเกินไป คุณภาพชีวิตก็ไม่พอดี
.
ความเครียดที่พอดีก็คือการขึงสายที่เหมาะสม ย่อมมีความตึง มีความตื่นตัว อยู่เป็นธรรมดาและตามความจำเป็น ความเครียดไม่ใช่สิ่งเลวร้าย แต่ชีวิตจะเลวร้ายเมื่อระดับความเครียดอยู่ในระดับที่ไม่เหมาะสม หรือกล่าวให้ถูกต้องคือเมื่อกายจิตตื่นตัวและมีความตึงที่มากเกินไป หรือน้อยเกินไป
.
เมื่อกายจิตรับรู้ปัญหาหรืออุปสรรคบางอย่างก็จะปลุกเราให้ตื่นตัวด้วยความเครียดให้รู้สึก ด้วยอาการทางกายก็ดี หรืออาการทางใจก็ดี เพื่อเร่งเร้าให้เราจัดการกับสิ่งตรงหน้า ร่างกายและท่าทีของเราก็จะมีความตึงมากขึ้นเพื่อเตรียมพร้อมต่อสู้หรือหนีสิ่งที่เข้ามา จนเมื่อปัญหาเหล่านั้นผ่านพ้นไปแล้ว ตามธรรมชาติกลไกการตื่นตัวย่อมต้องทำงานน้อยลง กายและจิตก็จะผ่อนคลายลง ลดการตั้งการ์ด หรือ “การปกป้องตนเอง” ลงไปในระดับปกติ
.
ข้างต้นนี้ไม่ใช่ปัญหา แต่ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อปัญหาผ่านพ้นไปแล้ว แต่กลไกการตื่นตัวยังทำงานอยู่ไม่เลิกรา กายใจยังไม่ยอมผ่อนคลาย ยังตั้งการ์ดอยู่อย่างนั้น ความเครียดก็จะเริ่มสะสมจนนำไปสู่ปัญหาทางกายและจิตตามมา
.
บางกรณีก็ตื่นตัวและตึงมากเกินระดับของปัญหาที่เกิด จนเมื่อเรื่องราวผ่านไปแล้ว ระดับความตื่นตัวและตึงก็ลดลง แต่ลดลงไปไม่หมดยังเหลือตกค้างจากระดับความเครียดในการรับมือกับปัญหาที่มากเกินความจำเป็น จนเมื่อต้องใช้ความเครียดรับมือกับเรื่องใหม่ ระดับความเครียดก็จะถูกเพิ่มเติมจากเดิมที่ตกค้าง แล้วครั้งต่อไประดับความเครียดตั้งต้นก็จะสูงขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นความเคยชินที่จะเครียดหนักกับเรื่องเล็กๆ น้อย และทวีความรุนแรงมากขึ้นอย่างไม่สมเหตุสมผลกับสถานการณ์จริงที่เกิด นี่เป็นกลไกการสู้กับความทุกข์หรือปัญหาที่มากเกินไป มีแนวโน้มที่จะมาสู่โรคซึมเศร้าและแพนิคตามมา
.
ในทางกลับกันหากเป็นการหนีปัญหา ระดับความเครียดอาจจะน้อยเกินไปสะสมเป็นความเครียดติดลบ คือมีอาการโทษคนอื่น โทษสิ่งนอกตัว หลงตัวเอง ขาดความตื่นตัวที่จะแก้ไขปัญหา และขาดความรับผิดชอบ เป็นระดับความเครียดที่ไม่พอดีอีกเช่นกัน อาจเหวี่ยงกลับไปกลับมาระหว่างมากเกินไปกับน้อยเกินไป นำมาสู่ปัญหาอื่นตามมา มีแนวโน้มจะนำมาสู่อาการประเภทบุคลิกภาพสับสนและการเสพติด
.
ความเครียดแบบติดลบ ไม่ใช่ว่าไม่เครียดเลย แต่จริงๆ แล้วแอบแฝงอยู่ในระดับจิตใต้สำนึก แต่ไม่สำนึกรู้ตัวเพราะพยายามหนี ซึ่งในช่วงที่ความเครียดสะสมเริ่มก่อตัวมิว่าแบบใด มักไม่ค่อยรู้ตัวกันเพราะผลเสียต่างๆ ยังไม่แสดงออกชัดเจน บ้างก็อยู่ในระดับจิตใต้สำนึก นอกจากจะสังเกตเห็นอาการเล็กๆ น้อยๆ ในร่างกาย และในชีวิตด้านต่างๆ ซึ่งค่อยๆ เผยปัญหาออกมาให้เห็นจากน้อยไปสู่มาก มิว่าจะเป็นความเจ็บป่วยต่างๆ ของร่างกาย การนอนไม่หลับ ปัญหาในความสัมพันธ์ ความสามารถในการทำงาน ศักยภาพในการคิดและการตัดสินใจ ฯ เมื่อสายพิณหรือสายกีตาร์ตึงขาดการขึงที่พอดีแล้ว เสียงย่อมค่อยๆ แปร่งไปจากเดิม หากไม่เงี่ยหูฟังให้ดีย่อมไม่รู้ หากไม่หมั่นทบทวนตนเองย่อมไม่เห็น
.
การดูแลความตึงและความตื่นตัวของกายจิตให้อยู่ในระดับที่พอดีและสอดคล้องกับความเป็นจริง จึงเป็นหัวใจสำคัญของยุทธวิธีในการจัดการกับความเครียดในชีวิต ก่อนที่จะสายเกินไป เราพึงสังเกตว่าสาเหตุใดทำให้กายจิตมีความตึงและความตื่นตัวเกิดขึ้น ปัจจัยใดทำให้มันไม่พอดี การรู้ตัวจะช่วยให้เราสามารถควบคุมระดับความเครียดให้เหมาะสมได้


อ่านต่อได้ที่ www.dhammaliterary.org/รับมือความเครียดไม่ยาก/