๑ ยอมรับความเป็นจริงแห่งชีวิต :
.
“การนินทาหรือการสรรเสริญนี้มีมาแต่โบราณ มิใช่มีเพียงวันนี้ คนย่อมนินทาแม้ผู้นั่งนิ่ง แม้ผู้พูดมาก แม้พูดพอประมาณ ผู้ไม่ถูกนินทาไม่มีในโลก บุรุษผู้ถูกนินทาโดยส่วนเดียว หรือถูกสรรเสริญโดยส่วนเดียว ไม่มีแล้ว จักไม่มี และไม่มีในบัดนี้” *(๑)
.
เป็นธรรมดาที่เราจะถูกดุ วิจารณ์ ตำหนิ ตัดสิน หรือมีท่าทีแย่ๆ ต่อเรา ไม่ได้เป็นสิ่งที่เกิดกับเราลำพังคนเดียวบนโลก ไม่ได้เป็นสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นเท่านั้นในตอนนี้ เราเป็นคนธรรมดาคนๆ หนึ่ง ย่อมทำผิดพลาดได้ ย่อมเผลอพลั้งทำสิ่งที่ไม่น่าพึงพอใจ เป็นธรรมดาที่จะถูกตำหนิได้ เพราะเราเป็นคนธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น
.
เหตุที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่าการนินทาหรือการสรรเสริญมีมาแต่โบราณ หรือเรียกว่าเป็นของเก่า เพราะเวลาเราโดนว่าหรือโดนชมเชย ใจมักรู้สึกไปเองว่าคำพูดหรือท่าทีเหล่านั้นมันสำคัญมาก ใหญ่โตมาก เป็นของเราแต่ผู้เดียว เหมือนโลกทั้งใบเราถูกตำหนิเพียงลำพัง ตรงนี้เป็นเพราะอัตตาเผลอคิดไปเอง
.
การถูกว่า ถูกกระทำในทางที่ไม่ชอบใจ เป็นเรื่องธรรมดาที่เราไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เช่นเดียวกันกับ ลาภ หรือสิ่งดีๆ ที่ได้มา ได้มี , ความเสื่อมลาภ , ยศ หรือฐานะ ตำแหน่งและชื่อเสียง , ความเสื่อมยศ , นินทา , สรรเสริญ , สุข และทุกข์ ทั้งหลายเหล่านี้มีเกิดขึ้นเป็นธรรมดา เรียกว่าโลกธรรม ๘ คือความเป็นไปของการอยู่บนโลกทั้ง ๘ ประการ การถูกนินทาว่าร้ายและท่าทีแย่ๆ จากผู้อื่นต่างก็เป็นสิ่งที่ทุกผู้คนที่ต้องพบเจอ มิได้เกิดขึ้นแก่เราผู้เดียวเท่านั้น
.
คำสอนเรื่องโลกธรรมยังมิใช่แค่นั้น ท่านสอนอีกว่าสิ่งทั้งหลายเหล่านี้เพียงเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป หมุนไปตามโลกเท่านั้น ไม่มีอะไรในแปดอย่างเหล่านี้ที่ยั่งยืน ไม่มีอะไรในแปดอย่างนี้ที่สามารถยึดเอาเป็นของเรา หรือเป็นตัวตนได้เลย
.
ผู้ที่ไม่เข้าใจและไม่ยอมรับ “ย่อมยินดีลาภที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมยินร้ายในความเสื่อมลาภ ย่อมยินดียศที่เกิดขึ้น ย่อมยินร้ายในความเสื่อมยศ ย่อมยินดีสรรเสริญที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมยินร้ายในนินทา ย่อมยินดีสุขที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมยินร้ายในทุกข์ เขาประกอบด้วยความยินดียินร้ายอย่างนี้ ย่อมไม่พ้นไปจากชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัสและอุปายาส เรากล่าวว่า ไม่พ้นไปจากทุกข์” *(๒) ดังที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้
.
เราจะเห็นว่าการกระทำของคนอื่นอาจนำมาสู่ความทุกข์แก่ใจเราได้ แต่การที่เราไม่เข้าใจและไม่ยอมรับในความเป็นจริงนี้กลับยิ่งทำให้เราเป็นทุกข์ยิ่งกว่า เพราะเราไปยินดียินร้าย ไปกอดรัดคำพูดและท่าทีเหล่านั้นไว้ ไปยึดกุมเอาความทุกข์ที่เกิดมาเป็นตัวตน มาเป็นของๆ ตน มาเป็นสิ่งที่เที่ยงแท้ เมื่อนั้นจึงเป็นทุกข์ยิ่งกว่าลำพังคำพูดและการกระทำของอีกฝ่าย
.
เมื่อถูกนินทาว่าร้าย เมื่อถูกวิจารณ์ หรือได้รับท่าทีไม่ดีจากผู้อื่น ให้เราเพียงตระหนักว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นบนโลก ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะตัวเรา บางคนถูกกระทำซ้ำร้ายยิ่งกว่านัก สิ่งเหล่านี้เป็นแค่ของไม่เที่ยงแท้ที่มาแล้วจากไป เป็นแค่สถานการณ์หนึ่งๆ ที่เกิดขึ้นมิเป็นตัวเรามิใช่ของใคร
.
มิเพียงเท่านั้นกับโลกธรรมข้ออื่นๆ ก็ให้เรา “ทราบชัดตามความเป็นจริงว่า ลาภเกิดขึ้นแล้วแก่เรา ก็แต่ว่าลาภนั้นไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ความเสื่อมลาภ … ยศ …ความเสื่อมยศ … นินทา … สรรเสริญ … สุข … ทุกข์ย่อมเกิดขึ้น…
.
“ทราบชัดตามความจริงว่า ทุกข์นี้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ก็แต่ว่า ทุกข์นั้นไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา แม้ลาภย่อมครอบงำจิตของท่านไม่ได้ แม้ความเสื่อมลาภ … แม้ยศ … แม้ความเสื่อมยศ … แม้นินทา … แม้สรรเสริญ … แม้สุข … แม้ทุกข์ย่อมครอบงำจิตของท่านไม่ได้ ท่านย่อมไม่ยินดีลาภที่เกิดขึ้นแล้ว ไม่ยินร้ายในความเสื่อมลาภ ไม่ยินดียศที่เกิดขึ้นแล้ว ไม่ยินร้ายในความเสื่อมยศ ไม่ยินดีความสรรเสริญที่เกิดขึ้นแล้ว ไม่ยินร้ายในนินทา ไม่ยินดีสุขที่เกิดขึ้นแล้ว ไม่ยินร้ายในทุกข์
.
“ท่านละความยินดียินร้ายได้แล้วเด็ดขาดอย่างนี้ ย่อมพ้นไปจากชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส เรากล่าวว่า ย่อมพ้นไปจากทุกข์” *(๒)
.
ในแง่นี้ กล่าวโดยง่ายว่า ให้ยอมรับความจริงว่าการถูกนินทาว่าร้ายและท่าทีไม่ดีไม่งามจากผู้อื่นเป็นสิ่งไม่เที่ยงแท้ เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนหรือความไม่แน่นอนเป็นธรรมดา ทุกข์ที่เกิดจากคำพูดคนอื่นก็ดี การกระทำของคนอื่นก็ดี ทุกข์เหล่านั้นก็ไม่เที่ยงแท้ มีมาก็จากไป ไม่แน่นอนเป็นธรรมดา ถ้าการกระทำของคนอื่นที่ไม่ดีไม่อาจครอบงำใจของเราได้แล้ว อันเนื่องมาจากการรู้เท่าทันตนเองและการยอมรับความจริง ทุกข์จากคนอื่นก็ไม่อาจครอบงำใจเราได้เช่นกัน เพราะตัวเราไม่ไปยินดียินร้ายกับสิ่งซึ่งไม่แน่นอนและไม่อาจควบคุมได้เหล่านี้
.
เราควรยินดีกับที่ตนเองยังสามารถถูกตำหนิ วิจารณ์ ว่าร้าย หรือตัดสิน เพราะสิ่งเหล่านี้เตือนว่าเราก็ยังเป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง ไม่ได้พิเศษ มีความสำคัญ หรือสูงส่งเกินไปกว่าผู้อื่นเลย เราเป็นคนธรรมดาที่ผิดพลาดและมีความบกพร่องได้
.
โลกธรรมคือการหมุนไปของโลกเท่านั้น เราไม่ใช่ศูนย์กลางของโลกและจักรวาล ไม่อาจห้ามสิ่งที่ธรรมดาที่เกิดได้ ไม่ให้เกิดมิได้ เราแค่รับรู้ ยอมรับ และไม่เอาใจไปยินดียินร้ายกับสิ่งเหล่านี้ ไม่เอาตัวตนเป็นศูนย์กลางและคว้าโลกธรรมมาเป็นของตน ฤดูกาลชีวิตก็จะหมุนเวียนไปตามวันเวลา สิ่งใดเข้ามาเองก็จะออกไปเอง ไม่ต้องไปผลักไส ทราบชัดเช่นนี้เราก็จะเป็นอิสระ
.
.


อ่านเพิ่มเติมได้ที่

http://youngawakening.org/write4life/รับมือคำด่าและท่าทีแย่/