๑ แม้ใช้เหตุผล ก็มีอารมณ์อยู่เบื้องหลัง :
.
เหตุใดการพูดคุยกันด้วยเหตุผลหรือการตัดสินใจด้วยเหตุผลจึงอาจไม่ได้ลดความทุกข์ในหัวใจ เหตุใดจึงมีความวุ่นวายในที่ๆ ซึ่งต่างฝ่ายต่างก็ใช้เหตุผลของตนเอง เหตุใดคนเราจึงตกอยู่ภายใต้ความคิดดูที่มีเหตุผลเหลือเกินแต่ไม่ช่วยให้สถานการณ์และชีวิตดีขึ้น
.
ความล้มเหลวของการใช้ความคิด เริ่มจากการไม่รู้เท่าทันอารมณ์ที่อยู่เบื้องหลัง เพราะเรามักคิดว่าตนเองนั้นใช้เหตุผลแล้ว แต่มักคิดว่าอีกฝ่ายหนึ่งไม่ยอมฟังเหตุผลหรือทำตามอารมณ์อำเภอใจ โดยหารู้ไม่ว่า เราเองก็ไม่ได้ใช้เหตุผลอย่างแท้จริงเหมือนกัน เพราะความคิดมักถูกผลักดันด้วยอารมณ์ที่ไม่รู้สึกตัว
.
สังเกตได้ว่าเวลาอารมณ์ดี ความคิดและการใช้เหตุผลของเราจะเป็นอย่างหนึ่ง เวลาไหนอารมณ์ไม่ค่อยดี ความคิดและการใช้เหตุผลของเราอาจจะเป็นอีกอย่างหนึ่ง แม้ในเรื่องเดียวกัน
.
ในทางจิตวิทยาเบื้องหลังพฤติกรรมและความคิดของมนุษย์ มีอารมณ์ความรู้สึกซ่อนอยู่ข้างใต้เสมอ ทั้งอารมณ์ที่สังเกตได้ง่ายและสังเกตได้ยาก โดยเบื้องหลังของอารมณ์นั้นๆ ก็มักมีความต้องการพื้นฐาน (Need) เป็นเบื้องหลังอีกทีหนึ่ง
.
ดังนั้นแล้ว ความคิดก็เป็นเพียงเครื่องมือที่เราใช้เพื่อตอบสนองอารมณ์ของใจอันเนื่องมาจากความต้องการพื้นฐาน เราใช้ไปโดยอัตโนมัติ
.
ในทางพุทธศาสนาความคิดก็เป็นเพียงการปรุงแต่งขึ้น สืบเนื่องมาจากอารมณ์ ความจำได้หมายรู้ และการรับรู้ผ่านอายตนะเป็นที่มา เมื่อขาดสติแล้ว เหตุผลที่ว่าดี (สำหรับเรา) ก็เป็นเหมือนเรือที่ลอยลำอยู่บนน้ำ พร้อมที่จะแปรเปลี่ยนไปตามอารมณ์และการรับรู้ของเราเอง
.
อารมณ์ที่ว่านั้นมีทั้งลักษณะเป็นสุข (สุขเวทนา) เป็นทุกข์ (ทุกขเวทนา) และไม่รู้ว่าสุขหรือทุกข์ (อทุกขมสุขเวทนา) ทั้งสามอารมณ์เมื่อเกิดขึ้นย่อมมีผลชี้นำทิศทางความคิด ซึ่งความคิดที่ว่านั้นอาจจะไม่ได้สอดคล้องกับความเป็นจริงหรือมีความคับแคบเกินไปตามมุมมองความเชื่อของตนเอง
.
เวลาเราชอบสิ่งใดหรือเพลิดเพลินกับอะไร เรามักหาเหตุผลที่ดีให้สิ่งนั้นได้เสมอ และพร้อมที่จะปกป้องความคิดนี้หากมีใครค้าน เมื่อเราไม่ชอบสิ่งใดหรือไม่เพลิดเพลินกับอะไร เรามักหาเหตุผลแย่ๆ ให้กับสิ่งนั้นได้อย่างไม่ยากเย็น ปัญหาจึงเกิดขึ้นเพราะเราไม่ได้เข้าใจความคิดของตนเองอย่างแท้จริง เรานึกว่าเหตุผลที่ใช้นี้ถูกต้องแล้ว มีหลักการและหลักฐานแล้ว เราพูดและทำตามเหตุผลที่ควรแล้ว แต่ปัญหาและความทุกข์ก็เกิดขึ้นเพราะเราไม่รู้เท่าทันว่าความคิดพร้อมที่จะเอนเอียงมากเพียงใด แล้วเราก็มักพยายามปกป้องความคิดของตนอย่างแข็งขัน
.
เหตุที่เราตอกย้ำตนเองด้วยความคิดแบบเดิมๆ เหตุผลแบบเดิมๆ กระโดดออกมาจากความคิดแบบนี้ไม่ได้เสียที เพราะความคิดเหล่านี้เกิดมาจากอารมณ์ความรู้สึกข้างในที่ยังคงมีอยู่ ไม่ได้รับการดูแลและการตอบสนองที่เหมาะสม ความคิดจึงปรุงแต่งไปแบบเดิมไม่สิ้นสุด เสมือนมีเด็กน้อยในตัวเราที่รู้สึกหิวโหยหรือขาดแคลนทางใจ คอยพยายามส่งเสียงร้องอยู่อย่างนั้นจนกว่าจะได้รับการตอบรับ เช่นเดียวกันกับความคิดและเหตุผลที่วนเวียนในหัวเรา
.
ความรู้สึกข้างในที่ผลักดันเหตุผลของความคิดดังกล่าว อาจเป็นปมมาแต่อดีต อาจมาจากความทุกข์ที่เราต้องเผชิญเมื่อวัยเด็ก เราจึงมีเหตุผลที่จะคิดเช่นนี้ การเยียวยาบาดแผลทางจิตใจจึงเป็นส่วนสำคัญต่อการพัฒนาความคิด เมื่อความรู้สึกทางใจของเราได้ผ่อนคลายลง เราก็จะพร้อมที่จะใช้การคิดอย่างเต็มประสิทธิภาพหรือพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงมุมมองของตนเอง
.
ดังนั้นแล้ว เราอย่าเพิ่งว่าใครเลยหากเขาดูเหมือนจะใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผล เราต่างฝ่ายต่างก็ใช้เหตุผลของตนเองอยู่ แต่เหตุผลนั้นก็หมุนเวียนไปตามอารมณ์ ความต้องการ และการรับรู้ของแต่ละฝ่าย
.
เราจะใช้ความคิดอย่างชัดเจนและเหมาะสมที่สุด เราต้องรู้ทันอารมณ์เบื้องหลังความคิด และความต้องการของตนเองที่คิดเช่นนั้น นอกจากเราควรคิดก่อนพูดหรือ คิดก่อนทำแล้ว ก่อนเชื่อความคิดที่ว่านี้ พึงตรวจสอบอารมณ์ การรับรู้ และใจของตนเองก่อน เพื่อให้แน่ใจว่าเราคือผู้คุมบังเหียนความคิด มิใช่เป็นผู้ถูกฉุดลากด้วยอารมณ์ไปพร้อมกับความคิดนั้น
.
การเผยแพร่ความคิดและเหตุผลที่ก่อตัวมาจากอารมณ์ลบและอกุศลต่างๆ ที่ผู้คิดมิรู้ตัว นอกจากจะบั่นทอนตัวเองเพราะการคิดนั้นๆ แล้วก็มักนำมาซึ่งการพูด การกระทำ และการใช้ชีวิตที่บั่นทอนตนเอง และยังสามารถเป็นลมโหมกระพือเชื้อไฟความขัดแย้ง สุมความทุกข์ในใจของผู้คนรอบข้างและสังคมสืบไปอีกด้วย
.
.

อ่านเพิ่มเติมได้ที่

http://youngawakening.org/write4life/ทาสความคิด/