ภาค ปรับวิธีคิด
.
๑ เรากำลังเผลอโทษสิ่งนอกตัวหรือไม่ :
.
การกล่าวว่า “ไม่มีเวลา” หรือ “ต้องใช้เวลามาก” เป็นการโทษสิ่งนอกตัว คือโทษเวลาหรือภาระทั้งหลาย นี่เป็นการบอกปัดความรับผิดชอบออกไปนอกตัว ทั้งที่สาเหตุแท้จริงที่ทำให้เรา “ทำไม่ได้” หรือ “ไม่ได้ทำ” เกิดจากความเพียรมากน้อยของตนเอง และการบริหารจัดการชีวิต
.
การกล่าวโทษเวลาและภาระจึงยังเป็นการปฏิเสธตัวเองและความจริงที่ว่า เรายังมีความเกียจคร้านอยู่ เรายังมีความหลงอยู่ การกระทำของเราเองเป็นเหตุของความผิดพลาด มิใช่เวลาเป็นเหตุผลสำคัญ
.
หากเรามัวเฝ้าโทษเวลาน้อย และภาระต่างๆ อันเป็นของนอกตัวแล้ว เมื่อนั้นเราก็กำลังเสียเวลา เพราะไม่เรียนรู้และไม่สำนึกตนว่าเราต้องพัฒนาตนเอง ความผิดพลาดก็จะเกิดขึ้นต่อไป จึงเป็นเหตุทำให้เสียเวลาไม่รู้จบ แม้เพียงแค่เรามีความเพียรมากขึ้นกว่านี้ โทษตนเองไม่โทษสิ่งนอกตัวเกินไป เราก็มีเวลามากขึ้นแล้ว เพราะเหตุที่จะทำให้เสียเวลาในวันหน้าได้ลดน้อยลง
.
ชีวิตของตัวเราเองคือสิ่งที่เราต้องรับผิดชอบด้วยตัวเอง การใช้ชีวิตในแต่ละวันคือสิ่งที่เราต้องรับผิดชอบด้วยตัวเอง เวลาไม่ใช่สิ่งที่จะรับผิดชอบภาระต่างๆ ให้ได้ เราต้องเคารพตนเองให้มากพอ เป็นผู้ใหญ่ให้มากพอที่จะรู้ดูแลสิ่งต่างๆ ในขอบเขตที่ควร
.
เมื่อใดที่ผิดพลาด รับรู้ความผิดหวังและความเสียดาย อย่าปกป้องความรู้สึกนั้นด้วยการกล่าวโทษเวลาและภาระทั้งหลาย เมื่อนั้นเราจะมีใจที่เข้มแข็งและใช้ชีวิตอย่างแข็งแรง การรับผิดชอบต่อความผิดพลาดคือการฝึกเป็นผู้ใหญ่และผู้เคารพตนเองอย่างแท้จริง ไม่ต้องโทษสิ่งนอกตัวกลบเกลื่อนความผิดพลาดของตนเองอีกแล้ว
.
.
๒ การมีเวลาทำสิ่งใด คือการให้ความใส่ใจกับสิ่งนั้น :
.
สิ่งที่เราไม่อยากทำ สิ่งที่เราไม่ชอบทำ จิตมักจะหาข้ออ้างต่างๆ มากมายเพื่อให้เราไม่ต้องทำหรือมีเวลาทำน้อยที่สุด แต่ในทางกลับกันสิ่งที่เราอยากทำหรือชอบทำ ต่อให้แม้มีธุระยุ่งเพียงใด เราก็จะหาทางทำให้ได้
.
การมีเวลา จึงไม่ได้เกี่ยวกับ “เวลา” อย่างแท้จริง แต่เกี่ยวกับ “ความใส่ใจ” ของเราเองว่า ใส่ใจในสิ่งดังกล่าวมากเพียงใด หากยังใส่ใจน้อยทั้งที่เป็นสิ่งที่ควรทำแล้ว เราก็จะรู้สึกไปเองว่าไม่มีเวลาทำสิ่งเหล่านี้เลย ต้องสังเกตความคิดพินิจสาเหตุว่าเพราะอะไรจึงไม่ค่อยใส่ใจ เราเห็นคุณค่าความสำคัญของเรื่องนั้นน้อยเกินไปหรือไม่
.
การคิดคำนึงถึงโทษหากไม่ได้ทำหรือไม่รีบทำ อาจเป็นสิ่งที่ช่วยกระตุ้นให้เราใส่ใจกับสิ่งดังกล่าวมากขึ้น แต่จะยั่งยืนมากกว่าหากกลับมาทบทวนว่า เราให้คุณค่ากับอะไรมากเกินไป ซึ่งมักจะเป็นสิ่งอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่ควรทำแต่ไม่ให้เวลาทำ
.
หากเราให้คุณค่ากับเงินและงานมาก เป็นไปได้มากว่าเราจะไม่ให้เวลาในการดูแลสุขภาพเลย แม้เห็นโทษของการไม่ออกกำลังกายแล้ว แต่ก็อาจไม่ทำอยู่ดี เพราะเราทุ่มเทความใส่ใจไปที่เงินและงานมากเกินไป จนไม่เหลือพื้นที่ให้สิ่งสำคัญอื่นๆ อย่างเช่นร่างกายตนเอง
.
หากเราให้คุณค่ากับความสนุกและความเพลิดเพลินมากเกินไป เป็นไปได้ว่าเราจะไม่ให้ความสำคัญกับสิ่งที่ต้องใช้ความอดทนและความเพียรพยายาม เราก็จะล้มเหลวในเรื่องของวินัย
.
ต้องกลับมาถามตนว่าสิ่งที่เราให้คุณค่ามากๆ นั้นแท้จริงแล้วมีประโยชน์ในปัจจุบันมากเพียงใด สิ่งใดในชีวิตตนเองที่เราควรเห็นคุณค่าให้มากขึ้น จึงจะมี “สาม ส.” คือ ความสุข ความสำเร็จ และความสมดุลในชีวิตยิ่งกว่านี้
.
สามารถเปลี่ยนจากสิ่งที่ไม่ชอบหรือเฉยๆ ให้เป็นสิ่งที่ชอบ ด้วยการหาแง่มุมที่ดีๆ เปลี่ยนความคิดใหม่ และหาแง่มุมที่เราสามารถเพลิดเพลินไปกับมันได้ แล้วเราจะรู้สึกเองว่า “มีเวลา” ให้มากขึ้น มันไม่ได้เกี่ยวกับเวลาอย่างแท้จริงเลย แต่เกี่ยวกับการใส่ใจและจิตใจของเราเอง


อ่านต่อได้ที่ : www.dhammaliterary.org/ชนะข้ออ้างไม่มีเวลา/