จิตของเราโดยธรรมชาติมีกลไกปกป้องตัวเองจากความทุกข์ต่างๆ เป็นการหนีบ้าง สู้บ้าง สยบยอมบ้าง ไม่ก็ชะงักงันไป เรียกว่าเป็นหลัก 4F (Fight Flight Freeze Fawn) หลักธรรมในพุทธศาสนาและคำสอนจากศาสนาและจิตวิทยาอันชอบด้วยธรรมอันดีแล้ว ย่อมช่วยขัดเกลาและโน้มน้าวพาใจกล้าหาญเผชิญกับทุกข์ อันเป็นความจริงของชีวิตที่หลีกหนีไม่ได้ ยิ่งหนียิ่งสู้ก็ยิ่งเป็นทุกข์ผูกรัดเป็นปมแก่ใจ
.
ปมในใจต่างๆ ของเรานั้นล้วนไม่ได้เกิดจากทุกขอริยสัจ หรือความจริงแห่งทุกข์แต่เกิดจากกลไกปกป้องตัวเองของเรานี่เอง ทำให้ทุกข์ตามธรรมชาติเป็นทุกข์ซ้ำซับซ้อน
.
“ทุกขอริยสัจ คือ ความเกิดก็เป็นทุกข์ ความแก่ก็เป็นทุกข์ ความเจ็บไข้ก็เป็นทุกข์ ความตายก็เป็นทุกข์ ความประจวบด้วยสิ่งที่ไม่เป็นที่รักก็เป็นทุกข์ ความพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รักก็เป็นทุกข์ ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้นก็เป็นทุกข์” * เป็นความเป็นไปที่เราต่างก็ต้องพบเจอ ไม่อยู่ในฐานะที่จะเปลี่ยนแปลงหรือหลบเลี่ยงได้ เมื่อใดจิตอยู่ในกลไกปกป้องตนเองสี่แบบอย่างขาดสติ จิตก็ยิ่งดิ้นรนจนทุกข์ทวี
.
จากกลไกปกป้องตนเองสี่แบบ บทความนี้ขอเชิญชวนเราใคร่ครวญในธรรมะสี่ข้อ ซึ่งเป็นข้อคิดจากพระไตรปิฎก ซึ่งเปรียบได้กับจดหมายจากการพลัดพรากส่งมาถึงเราเพื่อบอกกล่าวสิ่งเตือนใจและความเป็นจริงของชีวิตให้รับรู้
.
.
๑ ที่สุดของการยึดถือคือการพลัดพราก :
.
“สิ่งใดที่เกิดแล้ว มีแล้ว อันปัจจัยปรุงแต่งแล้ว มีความสลายไปเป็นธรรมดา” ** จะพยายามให้สิ่งนั้นไม่จากไป ไม่ดับไป เราไม่สามารถทำได้ ต่อให้แม้มีทรัพย์ ฐานะ และพลังอำนาจมากเพียงใด เราก็ไม่อาจห้ามสิ่งทั้งหลายมิให้เป็นไปตามกฎไตรลักษณ์ได้ อันได้แก่ อนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา ไม่เที่ยงแท้ ต้องเสื่อมไป และไม่ใช่ตัวตนคงที่
.
แต่เหตุใดจึงไม่อาจห้ามได้ “เพราะขันธ์ ธาตุ อายตนะก่อนๆ แปรปรวนเป็นอย่างอื่นไป ขันธ์ ธาตุ และอายตนะ หลังๆ ก็ย่อมเป็นไป เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า การยึดถือนี้มีความพลัดพรากเป็นที่สุดทีเดียว” **
.
ตัวเราตัวเขาก็ประกอบด้วยสสารและองค์ประกอบต่างๆ รวมกันอยู่เรียกว่า “ขันธ์” มีระบบประสาทและความเชื่อมต่อของรับรู้ทางผัสสะทั้งหลาย เรียกว่า “อายตนะ” ปรุงแต่งและเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา ลองดูให้ดีว่าเซลล์ต่างๆ ในตัวเราก็มีการเกิดแล้วดับไป อารมณ์หนึ่ง ความคิดหนึ่งเกิดขึ้น อีกอารมณ์และความคิดอื่นก็ดับไป เหมือนน้ำกลายรูประเหยเป็นไอแล้วกลายเป็นเมฆ สิ่งต่างๆ ทั้งหลายที่เป็นวัตถุก็มีขันธ์หรือธาตุที่ประกอบเป็นสิ่งนั้นๆ ที่เสื่อมลงตามเวลา
.
ไม่มีสิ่งใดคงที่อย่างเที่ยงแท้ เมื่อใดมีการยึดถือว่านี่เป็นของฉัน นั่นเป็นตัวฉัน หรือนี่ต้องเป็นแบบนี้ เมื่อนั้นที่สุดปลายทางก็ได้กำหนดไว้แล้วว่าคือการพลัดพรากจากลา
.
ของหรือบุคคลใดที่ใจเราไม่ได้ผูกพัน เมื่อแตกสลายหรือตายจากไปใจเราก็ไม่ทุกข์เท่าไร นั่นเป็นเพราะว่าจิตไม่ได้คิดยึดถือ เมื่อพลัดพรากจึงเห็นเป็นธรรมดา แต่เมื่อใดเป็นสิ่งหรือบุคคลที่จิตยึดมั่นไว้แล้วด้วยตัวตน เมื่อพลัดพรากขึ้นจึงเศร้าโศกเสียใจ
.
แม้แต่ตัวเราเองที่ประกอบด้วยรูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ รวมเรียกว่า เบญจขันธ์ หรือขันธ์ ๕ ก็มิใช่ของเราและตัวเราอย่างแท้จริง เป็นเพียงธาตุปัจจัยปรุงแต่งก่อเกิดและนำไปสู่ความล่วงลับที่ปลายทาง ต้องฟังคำที่ท่านตรัสเตือนว่า “พุทธมามกะผู้เป็นบัณฑิตรู้เห็นโทษแม้นั้นแล้ว ไม่ควรน้อมไปเพื่อความยึดถือว่าของเรา”
.
“โภคสมบัติทั้งหลาย ย่อมละทิ้งสัตว์ไปก่อนบ้าง สัตว์ย่อมละทิ้งโภคสมบัติเหล่านั้นไปก่อนบ้าง” ** เกิดมาได้มี ได้เป็น ได้ลิ้มลองในสิ่งอันน่าพอใจทั้งหลาย สิ่งเหล่านั้นก็มีแต่จะจากเราไปในวันหนึ่ง หรือไม่เราเองก็เป็นฝ่ายจากไปเสียก่อน เป็นเรื่องธรรมดา
.
เมื่อเราไม่เอาสิ่งทั้งหลายแม้แต่ร่างกายและคนใกล้ตัวว่าเป็นของฉัน เพียงยอมรับและเฝ้าดูรู้ว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นไปตามธรรมชาติ “จึงไม่เศร้าโศกในเวลาเศร้าโศก ดวงจันทร์ย่อมขึ้น ย่อมเต็มดวง ย่อมเสื่อมสิ้นไป ดวงอาทิตย์อัสดงคตแล้ว ย่อมจากไป” ** เฉกเช่นเดียวกับสิ่งทั้งหลายและชีวิตทั้งปวง
.
ธรรมะคือเรื่องธรรมดาที่คนไม่อยากยอมรับ ลองพาใจเรามาพิจารณาธรรมชาติที่จริงแท้ของเขาและสิ่งทั้งหลาย สังเกตถึงการได้มาและการเสียไปของสิ่งต่างๆ ในโลก เมื่อยอมรับด้วยใจเต็มเปี่ยม เราก็จะทุกข์น้อยลง และไม่โศกเศร้า



อ่านต่อได้ที่ : www.dhammaliterary.org/จดหมายจากการพลัดพราก/