ความตระหนักรู้ในตนเอง (Self-Awareness) คือ การรู้เท่าทันตนและรับรู้กายใจตนเองอย่างมีสติ เป็นฐานสำคัญของการรู้จักตัวเอง (Self-Understanding) แล้วมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในช่วยพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ การมีความสุขและความพึงพอใจในตนเอง ส่งเสริมการแสดงออกทางอารมณ์อย่างเหมาะสม พัฒนาการเข้าสังคม และการรู้จักควบคุมพฤติกรรมของตนเอง

.

สิ่งนี้เป็นเสมือนรากฐานที่จะช่วยให้เด็กๆ เติบโตอย่างมีความมั่นคงทางจิตใจ ใช้ชีวิตอย่างเห็นคุณค่าของตนและของสิ่งรอบข้างไม่ทำสิ่งที่บั่นทอนแก่ตนเองและผู้อื่น จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ครูและผู้ปกครองจะต้องส่งเสริมให้เด็กๆ ได้มีความตระหนักรู้ในตนตั้งแต่ช่วงเยาว์วัย เพื่อให้เขารักตัวเองอย่างเหมาะสมต่อไป ซึ่งจะมีผลทำให้รักผู้คนและสิ่งต่างๆ รอบตัวอย่างเคารพในคุณค่าอีกด้วย

.

บทความนี้จึงจะบอกเล่าวิธีการบางส่วนเพิ่มเติมความตระหนักรู้ในตนให้แก่เด็กๆ ในฐานะที่เราเป็นพ่อแม่หรือผู้ปกครองของพวกเขาก็ดี หรือเป็นคุณครูก็ดี หรือเป็นผู้ใหญ่คนหนึ่งก็ตาม

.

เป็นกระจกให้แก่พวกเขา :

.

ทักษะการให้ Feedback หรือการสะท้อนและให้คำแนะนำ เป็นทักษะที่จำเป็นสำหรับผู้ปกครองและครู ซึ่งเป็นเสมือนตัวช่วยให้พวกเขาสังเกตตนเองอย่างชัดเจนคล้ายเป็นการสร้างกระจกให้แก่เด็กๆ ได้ทบทวนย้อนดูตนเองและสิ่งที่พวกเขาทำ ผ่านคำพูดจากตัวเราสะท้อนตัวเขาและเสนอแนะเกี่ยวกับสิ่งที่พวกเขาเป็นและทำ

.

การสะท้อนเด็กๆ ที่ดีนั้นมีองค์ประกอบสำคัญอยู่ ประการด้วยกัน ได้แก่ เฉพาะเจาะจงและแสดงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น , ชมเชยคุณสมบัติแต่ไม่มากเกินไป และ แยกแยะความรู้สึกออกจากพฤติกรรมและความคิด

.

การบอกกล่าวเด็กๆ ว่าตัวเขาทำสิ่งต่างๆ เป็นอย่างไร ควรหลีกเลี่ยงที่จะตัดสินหรือบอกกล่าวเชิงตำหนิ เช่นหนูเป็นเด็กดื้อมากเลย” , “ทำไมขี้เกียจอย่างนี้” , “คิดไม่เป็นเอาเสียเลยเพราะจิตใจของเด็กจะไม่รู้จักสิ่งที่เขาเป็นเลย แต่นำเอาคำพูดตัดสินนั้นมาติดเป็นป้ายประทับตราจิตใจของเขา ทำให้เขายิ่งมีพฤติกรรมตอกย้ำด้านลบหรือสูญเสียความเชื่อมั่นในตนเอง

.

การให้คำเสนอแนะที่ดีจึงต้องสื่อสารกับพวกเขาด้วยข้อเท็จจริงและเป็นรูปธรรมให้ได้มากที่สุด แทนที่จะบอกว่าเขาเป็นเด็กดื้อหรือไม่เชื่อฟังพ่อแม่ ให้พูดถึงพฤติกรรมและสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างเฉพาะเจาะจงและชัดเจน เช่นบอกว่าลูกวิ่งเล่นไปทั่วบ้านเพลินจนเลยเวลากินข้าว ถ้ากินข้าวผิดเวลาท้องจะปวดเอานะหรือแม่บอกให้ลูกเลิกเล่นเกม ครั้งแล้ว แต่ลูกยังเล่นเกมไม่ปิดเลยนะ วันนี้มีการบ้านสามวิชา ถ้าดึกกว่านี้เวลาจะไม่พอ แม่ห่วงว่าลูกอาจจะเหนื่อยกว่าเดิมอีกนะ

.

ให้บอกกล่าวกับเขาด้วยเหตุด้วยผลของพฤติกรรมและสิ่งที่เราทำอย่างให้เด็กๆ เห็นภาพตามและเข้าใจได้ง่ายที่สุด การพูดเชิงตำหนิและตัดสินว่าเขาเป็นคนอย่างไร อาจเป็นการพูดที่ดูง่ายกว่า สั้นกว่า แต่พ่อแม่และครูจะต้องพูดแบบนี้อย่างไม่รู้สิ้นสุด เพราะคำพูดเหล่านี้ไม่ได้ทำให้พวกเขามีความตระหนักรู้ในตนเองได้เลย

.

การเป็นกระจกให้แก่พวกเขานั้น เราควรชมเชยพวกเขา แม้ในเวลาที่พวกเขาทำไม่ถูกใจเรา เพราะการชมเชยนั้นจะทำให้เด็กซึมซับการได้รับการยอมรับและการเห็นคุณค่าในตนเอง แล้วพวกเขาจะมีกำลังใจทำสิ่งที่เหมาะสม แต่การชมเชยนั้นไม่ควรเป็นคำชมเชยที่กลางๆ หรือกว้างเกินไป อาทิเช่นลูกเป็นคนเก่งมากเลยหรือลูกพยายามดีแล้วเพราะการชมเชยเหล่านี้นั้นไม่ได้เป็นกระจกที่ช่วยให้เขาเห็นว่าตนเองทำได้ดีอย่างไร หรือเก่งอย่างไร แต่ควรชื่นชมอย่างเฉพาะเจาะจงหรือให้ข้อมูลแก่พวกเขาเพิ่มเติมอย่างชัดเจนถึงพฤติกรรมและการกระทำที่ได้รับการชมเชยนั้น เช่นลูกโยนลูกบอลลงห่วงตั้ง ครั้งใน ครั้งหรือลูกสอบผ่าน วิชา ได้คะแนนเกิน คะแนนทั้งนั้นเลย

.

การชมเชยพวกเขาอย่างชัดเจนจะเป็นกระจกชั้นดีที่ทำให้พวกเขาได้ตระหนักรู้ในพฤติกรรมเชิงบวกของตน เราสามารถชื่นชมในคุณสมบัติของพวกเขาได้ แต่ไม่ควรมากจนเกินไป เพราะจะทำให้พวกเขายึดติดในคุณสมบัตินั้นๆ เพื่อทำให้ตนเองรู้สึกมีคุณค่าจนเมื่อวันใดเขาไม่สามารถเป็นแบบนั้นได้ก็จะรู้สึกแย่กับตนเอง หรือจะทำให้พวกเขาบีบคั้นตนเองมากเกินไป

.

อีกองค์ประกอบที่สำคัญในการสะท้อนพฤติกรรมของเด็กๆ คือการแยกแยะความรู้สึก ความคิด และพฤติกรรมออกจากกันให้ชัดเจน คุณครูและพ่อแม่มักเผลอพลาดให้คำแนะนำแก่ลูกๆ โดยที่ยังมีอารมณ์ปะปนอยู่ บ้างก็เป็นอารมณ์ของตนเอง บ้างก็เป็นอารมณ์ของลูก ดังนั้นเขาจึงไม่สามารถมองที่ตนเองอย่างชัดเจนได้ หากเรายังไม่ช่วยเขาในการแยกแยะสิ่งเหล่านี้

.

อารมณ์ที่เราต้องระวังและแยกแยะในการเสนอแนะแก่ลูกๆ มากที่สุดคือ อารมณ์ของตัวเราเอง พ่อแม่สามารถแสดงความรู้สึกให้ลูกๆ รับฟังได้ แต่ต้องแยกให้เด็กสามารถสังเกตและเข้าใจได้อย่างชัดเจน อาทิเช่นแม่เห็นลูกวิ่งชนโต๊ะจนจานตกแตก แม่รู้สึกตกใจและโกรธมากหรือแม่เสียใจมากเลยที่ชุดที่แม่ซื้อให้ในวันเกิดขาดแบบนี้แทนที่เราจะตำหนิหรือตัดพ้อต่อลูกว่าแม่อุตส่าห์จัดโต๊ะไว้ทำไมทำแบบนี้หรือใช้ของให้มันดีๆ หน่อยสิ ขาดหมดเลยเห็นไหม

.

หากเราใช้การตัดพ้อ ตำหนิ หรือสะท้อนตัวเราโดยมีอารมณ์เราปะปนอยู่มาก เขาก็ยังรับรู้อารมณ์ผ่านน้ำเสียงและท่าทีจากผู้ใหญ่ได้อยู่ดี แต่เขาจะไม่สามารถแยกแยะสถานการณ์ที่เกิดขึ้นและสิ่งที่เขาเป็นออกจากอารมณ์ความรู้สึกจากผู้ใหญ่ได้ เขาอาจซึมซับอารมณ์ของผู้ใหญ่มาเป็นตัวตนของตนเองหรืออาจตำหนิตนเองว่าทำอะไรก็ผิด

.

หากเราต้องการให้ลูกเข้าใจพฤติกรรมของตนเองและรู้เท่าทันด้านอารมณ์ เราต้องให้ข้อเสนอแนะอย่างช่วยแยกแยะพฤติกรรมความคิด และความรู้สึกออกจากกัน ด้วยการบอกว่าเราสังเกตว่าเขารู้สึกอย่างไร ทำให้เขาคิดและมีพฤติกรรมอย่างไร เช่นแม่สังเกตว่าลูกกำลังโกรธมากๆ เลย จึงร้องโวยวายใส่น้องและขว้างสมุดเรียน

.

การพูดของเรานั้นกำลังเป็นกระจกสะท้อนให้จิตใจของเขาได้รับรู้และค่อยๆ สงบลงหรืออย่างเปิดใจว่ามีคนที่คอยสังเกต รับฟังและพร้อมที่จะพูดคุยกับเขาอย่างเข้าใจ เราสามารถพูดคุยเรื่องอารมณ์กับลูกๆ ได้เสมอ บ่อยครั้งที่เราอาจได้คำตอบอย่างไม่คาดคิดจากเด็กหรือเขาอาจเป็นผู้รับฟังที่วิเศษให้แก่เราได้ หากเรารู้วิธีที่จะสื่อสารกับพวกเขาอย่างเหมาะสม

.

การเป็นกระจกให้แก่พวกเขาคือส่วนที่สำคัญมากในการสร้างความตระหนักรู้ให้แก่เด็กๆ พวกเขายังมีพัฒนาการทางสมองและจิตใจยังไม่เต็มที่ จึงยากที่จะคุมสติและพิจารณาตนเองได้อย่างชัดเจน ผู้ปกครองและครูจึงควรทำหน้าที่สื่อสารให้เสมือนเป็นภาพยนตร์ที่ฉายให้พวกเขาเห็นและทบทวน แต่ผู้ใหญ่ก็ต้องฝึกแยกแยะอารมณ์ออกจากสถานการณ์และพฤติกรรมของเด็กเสียก่อน



อ่านต่อได้ที่ www.dhammaliterary.org/สอนเด็กตระหนักรู้/